วันที่ 2 เมษายน ของทุกปี วันคล้าย วันประสูติ ของพระองค์ ฯ

 " เพื่อสุขภาพนักเรียนไทยจักไพบูลย์

 ควรเพิ่มพูนสวนเกษตรเพื่ออาหาร   

 เยาวชนได้เรียนรู้และทำงาน

ได้คุณค่าโภชนาการอันทรงคุณ"

(พระราชดำรัส สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี

 เกี่ยวกับโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน)

ทรงตระหนักดีว่าเด็กและเยาวชนเป็นพลังสำคัญของประเทศในอนาคตและเป็นกลุ่มเสี่ยงที่สุด หากขาดอาหาร เจ็บป่วยหรือขาดการศึกษา จะทำให้ไม่สามารถเติบโตและพัฒนาศักยภาพรวมถึงไม่สามารถเป็นที่พึ่งแก่ครอบครัวชุมชนและประเทศชาติได้ เพื่อแก้ปัญหาการขาดอาหารในเด็กวัยเรียนและเพิ่มศักยภาพการเรียนรู้ ทรงริเริ่มงานพัฒนาของพระองค์ขึ้นในปี 2523 โดยทรงทดลองทำโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันในโรงเรียนตำรวจตระเวณชายแดน 3แห่ง ใจ จ.กาญจนบุรี ราชบุรีและ ประจวบคีรีขันธ์ ก่อนทรงขยายผลไปยังโรงเรียนตำรวจตระเวณชายแดนทั่วประเทศ ตลอดเวลา 30 ปี ที่ทรงด้านโภชนาการและสุขภาพของเด็กและเยาวชน ทรงมุ่งเน้นให้คนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาฯลฯ

            " เกษตรเพื่ออาหารกลางวัน

               พระราชปณิธาน

      พัฒนาชีวิตเด็กจากไทยสู่นานาชาติ"

บทความบางตอน จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันศุกร์ที่ 2 เมษายน 2553

      

       

 

      

                   เดินตามรอยเท้าพ่อ

ฉันเดินตามรอยเท้า อันรวดเร็วของพ่อโดยไม่หยุด

ผ่านเข้าไปในป่าใหญ่ น่ากลัว ทึบ

แผ่เข้าไปโดยไม่สิ้นสุด มืดและกว้าง

มีต้นไม้ใหญ่เหมือนหอคอยที่เข็มแข็ง

 

พ่อจ๋า......ลูกหิวจะตายอยู่แล้วและเหนื่อยด้วย

ดูซิจ๊ะ.... เลือดไหลออกมาจากเท้าทั้งสอง

             ที่บาดเจ็บของลูก

ลูกกลัวงู....เสือและหมาป่า

พ่อจ๋า....ราจะมีจุดหมายปลายทางไหม?

 ลูกเอ๋ย.....ในโลกนี้ไม่มีที่ไหนที่มีความรื่นรมย์

และความสบายสำหรับเจ้า

ทางของเรามิได้ปูด้วยดอกไม้สวยเสมอ

จงไปเถิด แม้ว่ามันเป็นสิ่งที่บีบคั้นหัวใจเจ้า

พ่อเห็นแล้วว่า หนามตำเนื้ออ่อนของเจ้า

เลือดของเจ้า  เปรียบเหมือนดังทับทิม

                    บนใบหญ้าใกล้น้ำ

น้ำตาของเจ้า   ที่ไหลต้องพุ่มใบไม้เขียว

เปรียบดังเพชรบนมรกตที่แสดงความงามเต็มที่

เพื่อมนุษยชาติ...จงอย่าละความกล้า

เมื่อเผชิญความทุกข์....ให้อดทนและสุขุม

และจงมีความสุข ที่ได้ยึดอุดมการณ์ที่มีค่า

ไปเถิด...ถ้าเจ้าต้องการเดินตามรอยเท้าพ่อ

 

บทพระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี

                

*เมื่อทรงพระเยาว์ สมเด็จย่าฯทรงเรียกอย่างเอ็นดูว่า "สลาตัน" เพราะไม่ค่อยจะอยู่นิ่งชอบวิ่งไปวิ่งมาอย่างรวดเร็วอยู่เสมอ ครั้นทรงเจริญวัย อ่านหนังสือออกแล้วก็ทรงรักการอ่านเป็นอย่างยิ่ง จนใครๆในวังถวายนามพระองค์ "หนอนหนังสือ" ยามเสด็จประพาสต่างประเทศ เห็นร้านหนังสือเป็นต้องทรงขอแวะและทรงเข้าไปเลือกหนังสืออยู่นานๆ ไม่ว่าจะเป็นการเสด็จอินเดีย ออสเตรเลียหรือยุโรป ทรงว่างไม่ได้หากทรงว่างตอนไหน จะทรงพระอักษรตลอดเวลาแม้กระทั่งในเวลาที่ช่างทำพระเกศาถวายก็ทรงอ่านพระอักษรไปด้วย รับสั่งว่า"ไม่ค่อยจะมีเวลาอ่านทำผมไปอ่านไปก็คงไม่ว่ากันนะ"

  * มจ.สุภัทรดิศ ดิศกุล ทรงเล่าว่า "พอท่านสอบรูปผมตก ผมก็ปากไม่ดี ผมก็เที่ยวคุยให้ใครต่อใครฟัง ว่า สมเด็จพระเทพฯ สอบรูปผมตก คงมีคนไปกราบทูลท่าน ท่านก็ต่อว่าผมว่า สอบรูปท่านอาจารย์ตก แม่ค้าขายของรู้ตั้งแต่ท่าพระจันทร์ ไปจนถึงบางลำพู

 ผู้ฟังทูลถาม "ถ้าเขียนลงในหนังสือจะน่าเกลียดไหม

ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล"ไม่น่าเกลียด ให้เขียนลงได้ว่าสอบรูปตก แต่ว่าต้องทรงทำรายงานด้วยและเมื่อรวมกันเข้าก็ได้เพราะคะแนนของผมคิด 50:50

*สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารีมีเรื่องเล่ากันว่าเวลาเสด็จต่างประเทศทรงมีขลุ่ยเล็กๆติดพระองค์ไปด้วยคราใดมีเรื่องยุ่งยากพระทัยก็จะประทับเหยียดยาวบนพื้นพรมในห้องทรงระบายออกมาเป็นเสียงขลุ่ยอันไพเราะ

มีอยู่คราวหนึ่งมีผู้ถาม สมเด็จพระเทพฯว่า

                   "ข้าวแพงจะแก้ปัญหาอย่างไร"

ทรงตอบว่า    " เตรียมต่อโลง"

ถามอีกว่า      "จราจรติดขัดจะแก้ปัญหาอย่างไร"

 ทรงตอบว่า    "นอน"

      

* "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงรู้สึกว่ามีเจ้าตัวทาก กัดติดดูดพระโลหิตที่พระวรกาย ทรงหยุดรถและรับสั่งให้สมเด็จพระเทพฯ ช่วยดึงตัวทากที่ติดอยู่และกินดูดพระโลหิต จนตัวมันเองแดงเป่ง ออกจากพระวรกาย พระองค์ท่านยังมีพระอารมณ์ ขันรับสั่งกับพวกข้าราชบริพารที่ตามเสด็จว่า

       " เป็นการทำสงครามกับตัวยึกยือ ที่เชิงคีรี"

ความ บางเรื่องบางตอน จากหนังสือ พระราชอารมณ์ขันวังสวนจิตรฯ โดย วิลาส มณีวัต

                       

                       ขอถวายพระพร

ขอตั้งจิตอธิษฐานขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์ในโลกนี้ ถวายพระพรแด่ พระองค์ ทรงพระเกษมสำราญ ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน มีพระอัจฉริยภาพยิ่งๆขึ้นไป เพื่อเป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทย

สมดังคำว่า

 "รัฐสีมาคุณากร ปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี"

                 

  ฝากทุกท่านชมที่ 

 http://gotoknow.org/blog/nongnarts/348844 

 ดอกไม้  " ม่วงเทพรัตน์ "