ขอบคุณทีมงานสถาบันไพดี้และ ผอ.อุดมลักษณ์ กับทีมงาน สนง. เขตพื้นที่การศึกษาพิเศษปทุมธานี และวิทยากรที่มีประสบการณ์ในการเสวนาครั้งนี้

ผมรับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการเสวนาเรื่อง พลังพ่อแม่สู่เพื่อพัฒนาทักษะศักยภาพลูก ในการประชุมอบรมผู้ดูแลเด็กพิการเกิน 100 ท่าน ที่ต้องการปรับบ้านเป็นห้องเรียนเปลี่ยนพ่อแม่เป็นครู

ขอบคุณท่านวิทยากรที่มากประสบการณ์ในช่วงเสวนา ได้แก่ ผอ. ลำพอง รร. วัดอัยยิการาม นพ.ทรงพล ผอ. รพ. ปทุมธานี คุณกาญจนา ศึกษานิเทศก์ และคุณธาชินี นักพัฒนาสังคม

ประเด็นที่ตอบโจทย์ว่า พ่อแม่จะสร้างพลังอย่างไรและจะนำพลังนั้นมาพัฒนาศักยภาพของลูกพิการอย่างไร

ดร.ป๊อป สรุปในวงเสวนาและรู้สึกเรียนรู้ถึงพลังการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง ครู และผู้ดูแลเด็กพิการในจ.ปทุมธานี ดังนี้

  • ก่อนที่ผู้ปกครองจะพบผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์และทางการศึกษาพิเศษ...ควรตั้งสติ ทำใจยอมรับสภาวะความบกพร่อง/พิการของลูก เข้าใจความสามารถในการดำรงชีวิตของลูกว่าต้องการพัฒนาอย่างไร และสนใจพัฒนาทักษะชีวิตที่เน้นการฝึกปฏิบัติให้เด็กเรียนรู้และนำไปใช้ในชีวิตได้อย่างยั้งยืนและมีความสุข เช่น ทักษะการจัดการแก้ไขปัญหาด้วยตนเองเมื่อต้องว่ายน้ำ หนีไฟไหม้ ข้ามถนน เป็นต้น
  • ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์และทางการศึกษาพิเศษต้องการให้ผู้ปกครองมีพลัง (ความรู้ความเข้าใจพัฒนาการของลูกและวิธีการพัฒนาความสามารถของลูกให้ใกล้เคียงปกติหรือดำรงชีวิตได้ตามศักยภาพ) และสร้างความเชื่อมั่นในตนเองและลูกว่า "สามารถพัฒนาได้...มองความพิการว่าสวยงามและน่าค้นหาความเป็นอัจฉริยะของลูก"
  • ผู้ปกครองเรียนรู้สิ่งแวดล้อมรอบตัวลูกให้พร้อมและปลอดภัยต่อการฝึกทักษะชีวิต เน้นให้ลูกดีมากกว่าลูกเก่ง ซึ่งคนดีทั้งลูกและพ่อแม่ย่อมต้องเปิดใจ เปิดความคิด รับรู้และมีส่วนร่วมกับกิจกรรมทางสังคม เรียนรู้สิทธิประโยชน์หรือสวัสดิการตาม กม. เพื่อเด็กพิการ และรู้จักเลือกติดต่อหน่วยงานที่ประสานงานได้โดยตรง ที่สำคัญต้องเข้าใจประเภทความพิการและแนวทางช่วยเหลือลูกอย่างใคร่ครวญ
  • ผู้ปกครองกล้าและระดมความคิดในการวางแผนการฝึกทักษะชีวิตร่วมกับผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์และทางการศึกษาพิเศษ
  • ผู้ปกครองควรรู้จักหาเวลาและสถานที่เงียบๆ จัดการอารมณ์ให้ผ่อนคลาย คิดใคร่ครวญถึงชีวิตที่มีสุขได้ รู้จักจัดสรรเวลาระหว่างการทำงาน การดูแลตนเอง และการช่วยเหลือฝึกทักษะชีวิตของลูก และรู้จักมีเมตตา - ให้ผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน
  • การเรียนรู้ของเด็กพิเศษ ไม่ว่าจะพิการประเภทใด ย่อมเกิดขึ้นได้ พัฒนาได้ ตลอดชีวิต มิใช่จัดสิ่งแวดล้อมห้องเรียนที่บ้านแบบวิชาการเท่านั้น หากเพิ่มสิ่งแวดล้อมในตัวตนทั้งพ่อแม่และลูกให้เกิดความมั่นใจและแรงบันดาลใจในการพัฒนาความสามารถตามศักยภาพเพื่อการดำรงชีวิตที่มีสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดี