คนไข้น่าจะพูดภาษาไทยได้ไม่เกิน 2 ประโยค ประโยคที่ 1 คือ ชื่อ และประโยคที่ 2 คือ นามสกุล จบกัน...

       มีหลายคนถามว่า ทำไมทำงานในพื้นที่ 3 จังหวัดมาตั้งหลายปีแล้ว แต่ยังพูดภาษายาวีแบบคล่องๆไม่ได้สักที เข้าคอร์สก็แล้ว จนถึงวันนี้ก็ได้ไม่กี่ประโยค ประโยคที่เเม่นๆหน่อยก็คงจะเป็น "ซาเกะอาปอ"(เป็นอะไร) หรือไม่ก็ "มูเต๊าะ เดาะ.." (อาเจียน....มั้ย) 

     แต่มีหลายๆ เหตุการณ์ ที่ทำให้เสีย self จนไม่กล้าที่จะพูดหรือสื่อสารกับคนไข้ เพราะนอกจากจะพูดเพี้ยนแล้วสำเนียงก็ยังไม่ได้เรื่อง หรือบางครั้งถามคนไข้เเค่ประโยคเดียว แต่ได้รับคำตอบที่ยืดยาวและที่สำคัญก็ยังไม่รู้เรื่องเหมือนเดิม ก็ต้องให้น้องช่วยแปลให้และคนไข้ก็ต้องเล่าเรื่องใหม่อีกครั้ง ไม่รู้คนไข้จะรำคาญรึเปล่า แต่เรา... รำคาญตัวเอง และวันไหนต้องอยู่เวรโดยที่ไม่มีน้องมุสลิมอยู่ด้วยโดยเฉพาะในวันสำคัญๆ เช่นวันฮารีรายอ  (เป็นวันตรุษหลังถือศีลอดมาหนึ่งเดือน) ก็จะเป็นวันเสีย self สำหรับตัวเองอย่างมาก เรื่องมีอยู่ว่า แพทย์มีคำสั่งให้เก็บปัสสาวะคนไข้ซึ่งเป็นผู้ป่วยชายอายุค่อนข้างมาก   จากสังเกตดูแล้วคนไข้น่าจะพูดภาษาไทยได้ไม่เกิน 2 ประโยค ประโยคที่ 1 คือ ชื่อ และประโยคที่ 2 คือ นามสกุล จบกัน... เมื่อเห็น order ก็เตรียมภาชนะและเตรียมความพร้อมของประโยคที่ว่า   " เก็บปัสสาวะใส่ขวดนี้ " โดยเปิดดูคู่มือเล่มเล็กๆ สีเขียวซึ่งเป็นคู่มือภาษามาลายูท้องถิ่นสำหรับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข และเเล้วก็เจอประโยคที่ต้องการ นั่งอ่านและปรับเสียงให้เข้ากัน ก็ได้ประโยคว่า

          " กือจิง-ปูโบะดาเล ยือโบ-นิง " นึกอยู่ในใจทำไมไม่มีญาติสักคนน่ะ....อย่างน้อยก็พอที่จะช่วยเหลือกันได้บ้าง อ๋อ...ก็วันนี้เป็นวันฮารีรายอ ญาติไปมัสยิดในตอนเช้า บ่ายๆก็คงเข้ามาเฝ้าตามปกติ หลังจากที่ท่องประโยคได้แล้ว จึงรีบเดินไปเตียงคนไข้ทันที แต่บังเอิญ...ลืมขวดใส่ปัสสาวะซะนี่... จึงย้อนกลับมาเอาใหม่และพอเดินกลับไปถึง...ก็ดันลืมประโยคที่ท่องไว้...จำได้แค่ กือจิง กูจิง อะไรนี้แหละ ก็เลยบอกคนไข้ว่า

   " เก็บกูจิงมาให้บอมอหน่อยน่ะ... " คนไข้ก็งงๆ แล้วก็เดินออกไปนอกตึก หายไปสักพักใหญ่ๆ ก็เดินกลับเข้ามาพร้อมกับแมว 1 ตัว สรุปว่า กือจิง คือ ปัสสาวะ แต่ กูจิง คือ แมว นั่นเอง