๘ มีนาคม ๒๕๕๓

สวัสดียามดึกค่ะครู

หนูพยายามเขียนจดหมายฉบับนี้ด้วยการยืนมองสิ่งที่เกิดในใจ หลังจากวางสายจากครู หนูถูกความเศร้าครอบงำ แต่ก็จะหัดดูมันค่ะ ถ้าหนูไม่ทำตอนมันมา ก็ไม่รู้จะไปทำตอนไหน

เมื่อเช้าหนูตื่นขึ้นมา ลุกขึ้นนั่งสวดมนต์ ด้วยภายในบอกกับตนเองว่า ทิ้งไม่ได้นะ ยังไงก็ต้องทำ เป็นความรู้สึกไม่สบายอยู่ภายในตัวเอง ทำให้หนูนึกย้อน เมื่อคืนอากาศร้อนมาก หนูเปิดแอร์นอน แล้วก็ลุกขึ้นมาปิดเพราะรู้สึกหนาว แต่พอปิดไม่นานร่างกายก็อาบเหงื่อ นั่นอาจจะเป็นสาเหตุที่หนูใช้อธิบายตนเอง เป็นความรู้สึกเครียด ๆ อยู่ภายในที่หนูถามตนเองว่าจะเอายังไงกับชีวิต จะกลับบ้าน จะอยู่ต่อ หรือจะเรียนต่อ “แล้วต้องการอะไรกันแน่” มีความรู้สึกอยากกลับไปอยู่บ้านวนเวียนเข้ามาในใจ แต่หนูก็ไม่มั่นใจว่าเป็นการ “หนีความบีบคั้น ณ ตอนนี้หรือไม่ เพราะรู้สึกว่าสิ่งที่เห็นและรับรู้ไม่ตรงกับที่คาดหวังไว้” หลังหนูอาบน้ำและนั่งรีดผ้า เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ครูโทรมา “ช่วยหนูหาหนทางค้นใจ โดยใช้บันทึกของครูเป็นโจทย์” แต่ความรู้สึกกลัวในใจหนูก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่ แล้วก็ยังอยากตอบให้ดี ๆ อยากให้ครูชม แต่ผลที่แสดงออกมา เป็นการพูดแบบติด ๆ ขัด ๆ ขาด สติ ปนคร่ำครวญ ยิ่งครูย้ำว่า ครูไม่มีเวลา ความรู้สึกน้อยใจมันทะลักขึ้นมา เมื่อความเศร้าครอบงำใจ สติปัญญาก็หาทางออกไม่ได้

หนูไปทำงานด้วยความรู้สึกหนัก ๆ เครียด ๆ วันนี้นั่งเก็บรายละเอียดงานและวาดลงกระดาษไข หนูวาดไปก็ถามตนเองไป จะเอายังไง มีความเครียดทะลักออกมา ทั้งพยายามพิจารณาโจทย์ที่ครูให้ ทั้งดึงการตัดสินใจของตนเองเข้ามายำ พอพักเที่ยงเดินไปทานอาหารที่กรมอนามัย พอกลับมา บ่าย ๆ หนูนั่งทำงานต่อ พยายามพิจารณาโจทย์ที่ครูให้มาว่าทำไมถึงขุ่นมัว มันมีแต่ความอยากรู้ แต่ไม่รู้ ตอบตนเองได้แค่นี้แล้วก็มีเสียงว่า “ไม่พอ” ตอนบ่ายหนูมีอาการท้องเสีย เข้าห้องน้ำไปหลายรอบ แรงผลักดันน่าจะมาจากความเครียดอยู่ภายใน ทั้งจามเป็นอาการร้อน ๆ หนาว ๆ จนน้องแซวว่า “อย่ามาแพร่เชื้อแถวนี้นะ” ความเครียดเพียงไม่นานฉุดร่างกายให้อ่อนแรงได้มากทีเดียวค่ะครู

ตอนบ่าย ๆ หนูลองตรวจสอบขั้นตอนและเส้นทางการย้ายงานกลับโรงพยาบาลแถวบ้าน ปรึกษาพี่รหัสเกี่ยวกับขั้นตอนและความเป็นไปได้ ท่านแนะว่า น่าจะประมาณ 1 ปี  เพราะข้ามกรมแต่เคสของหนูซับซ้อน ต้องตัดสินใจดี ๆ พอหนูได้ข้อมูลให้ตนเอง จึงโทรไปถามกองการเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับทุนเรียนต่อ ป.เอก และ HiPPs ได้ข้อมูลว่า อนุมัติตัวบุคคลในการไปเรียน แต่ต้องรอเงินเพราะเป็นหนึ่งในโครงการไทยเข้มแข็ง ถ้าเงินไม่มาก็คือ อดไป ส่วนเรื่อง HiPPs มีเงินมาให้สำหรับการเดินทางและทำโครงการทั้งปีแล้ว แต่ต้องทำเรื่องหรือเขียนโครงการเบิกจ่ายผ่านอธิบดี และหนูสอบถามแผนการหยุด หรือ ลาออกจากการเป็น HiPPs ซึ่ง ณ ปัจจุบันมีเพียงหนูคนเดียวที่เข้าสู่แผนและหมุนเวียนที่ทำงาน ท่านอยากให้ลองกลับไปตัดสินใจ ว่าจะลาออกหรือจะปรับแผนให้แจ้งท่านภายในอาทิตย์หน้า

จากข้อมูลที่ได้หนูพยายามพิจารณาถามตนเอง แต่ก็ยอมรับค่ะครูว่า รู้สึกเหนื่อย กลับมาที่หอหนูจึงเปลี่ยนเสื้อผ้าไปวิ่งออกกำลังกาย ในใจก็คิดอยู่ว่าครูต้องโทรมาถามความคืบหน้าแน่ ๆ แล้วก็จริง ๆ พอวิ่งเสร็จครูก็โทรเข้ามาพอดี หนูจึงแวะเข้าข้าง ๆ กรมควบคุมโรค แล้วก็คุยกับครู หนูรู้สึกได้ว่าครูเมตตาและปรารถนาดี แต่ใจหนูมันปิดกั้น ด้วยความอยากจะเข้าใจสิ่งที่ครูเขียน ครูสอน แล้วก็รู้สึกแย่กับตนเองว่า ครูสอนตั้งมากมาย เสียเวลากับหนูก็มาก แต่หนูช่างโง่ ไม่มีปัญญาเข้าใจสิ่งที่ครูเขียน ในขณะที่คนมากมายเข้าใจและเข้าถึง

ครูช่วยย้ำให้หนูเกี่ยวกับเรื่องออกแบบชีวิตว่า “ขาดหลัก สิ่งที่ครูสอนและแนะนำให้ไม่รู้จักนำมาใช้ มันเลยไม่มีที่ยึด” พอวางสายของครู ใจหนูวังเวงมาก ๆค่ะ มันเป็นเหมือนหนูหมดหนทาง มันคิดอะไรมากมายมาซ้ำเติมตนเองว่า “ยังไง ๆ ก็ไม่ก้าวหน้าหรอก จะอยู่เป็นตัวถ่วงครูทำไม มีคนอีกมากมายที่รอความช่วยเหลือจากครู แต่ท่านต้องมาเสียเวลากับเด็กโง่ ๆคนหนึ่ง” น้ำตามันค่อย ๆไหล ตลอดการเดินกลับหอ พอหนูขึ้นมาบนห้องก็เหมือนมันทะลักออกมา เป็นการร้องไห้ครั้งใหญ่ที่นานมากแล้วค่ะไม่เป็นแบบนี้ หนูนอนร้องไห้แล้วก็หลับไป มารู้สึกตัวอีกทีก็นอนพลิกไปพลิกมา แล้วหนูก็เปิดอะไรดูไปเรื่อย ๆ จนครูโทรเข้ามาอีกรอบ

ครูสอนหนูว่า “มันเหมือนกับการสั่งเกี๋ยวเตี๋ยว ถ้าไม่ปรุงมันก็เป็นอย่างนั้น แต่ถ้าปรุง คือใส่น้ำปลามันก็เค็ม ใส่พริกมันก็เผ็ด เครื่องปรุงก็คืออารมณ์ การไปเสพ ง่าย ๆ เราชินกับการปรุงรส

แต่การเจริญสติ เท่ากับการกินอาหารไม่ปรุงรส ก็กิน ๆไป

การกินอาหารไม่ปรุงรสก็เหมือนกับการอยู่ในวัด แต่มันเป็นไปไม่ได้เพราะมันไม่ใช่วิถีเรา มันก็เหมือนกับว่าเราทานอาหารที่ไม่ปรุงแต่งตลอดชีวิตไม่ได้ การใช้ชีวิตในแต่ละวัน การที่เราเจอสิ่งต่าง ๆ ก็เหมือนกับการกินอาหารที่รสชาดเค็มไป ก็รู้ว่าเค็มแล้วก็กินไป จิตเราปรุงแต่ง”

“ก็พึงรู้ไว้ว่า บทเรียนนี้ใจเราอยู่ในระดับไหน ครูเราไม่บอกหรอกว่าจะสอบตอนไหน ครูก็คือ ธรรมชาติ คนที่ไม่ขยันก็ทำข้อสอบไม่ได้ คนที่ขยันก็ทำข้อสอบได้ก็แค่นี้เอง พึงรู้ว่ายังขี้เกียจอยู่ก็แค่นี้”

แล้วครูก็บอกให้นั่งสมาธิแล้วก็วางสายไปหนูนั่งทำสมาธิ มีความรู้สึกบีบคั้นคร่ำครวญอัดแน่นอยู่ภายใน แวะมาเป็นระยะ พอรู้สึกสบายขึ้นหนูจึงลุกไปอาบน้ำ แล้วก็มานั่งทำวัตรเย็น ทำไปน้ำตาไหลไป พอเสร็จก็นั่งลงทำสมาธิแล้วก็มาเขียนจดหมายฉบับนี้ค่ะ

 

ศีล

ข้อ ๑ วันนี้หนูจมอยู่ในอารมณ์ปล่อยให้มันครอบงำค่ะ

ข้อ ๒ ไม่ได้แย่งของใครค่ะ

ข้อ ๓ ไม่ได้แย่งแฟนใคร แต่พอมีความรู้สึกบีบคั้นทำให้หนูเห็น รู้อยากมีใครสักคน

ข้อ ๔ ทำไม่ได้อย่างที่บอกไว้ค่ะ เด็กเลี้ยงแกะอยู่ไม่ไกล

ข้อ ๕ หนูไม่ดื่มเหล้า แต่วันนี้เผลออุดตะหลุดค่ะ