กราบเท้า  คุณลุงคุณป้าด้วยความเคารพรัก

             ความจริงหนูหน่อยตั้งใจจะเขียนเล่าเรื่อง "ความสุขสูงสุด" ของพระอาจารย์มิตซูโอะให้คุณลุง คุณป้าอ่าน  แต่ก็ยังไม่เขียนสักทีเพราะสรุปงานเขียนที่มีความหลากหลาย  ยากเหลือเกิน   ไว้บันทึกต่อไปนะคะ...

             ตั้งแต่ปีใหม่เป็นต้นมา  ชีวิตก็แทบไม่ได้หยุดนิ่ง  ชีพจรลงเท้าตลอดค่ะ   สงสัยตามตำราว่าค่ะ  คนที่มีไฝที่เท้าขวาดวงชะตาต้องเดินทางเสมอ...ไฝเริ่มใหญ่ขึ้นตามอายุ  บางคนก็จะไล่ตบให้  คิดว่ายุง อิอิ... ใจดีจริง ๆ

             ช่วงวันที่ ๑๙ - ๒๑ ม.ค. ไปเที่ยวแม่ฮ่องสอน - เชียงใหม่มาค่ะ  "สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น  สิบตาเห็นไม่เท่ามือสัมผัส"  ไว้ว่าง ๆ ค่อยนำภาพมาให้ชมนะคะ  สิ่งที่อยากจะเล่ามากที่สุดในวันนี้ก็คือเหตุการณ์ที่พบเห็นเมื่อวานเย็นค่ะ 

             ปกติหลานจะไปเติมลมที่ร้านซ่อมรถจักรยานยนต์ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับโรงเรียน  ร้านนี้เติมลมให้โดยไม่คิดค่าบริการ    ซึ่งโดยทั่วไปโดยเฉพาะในเมืองเขาจะคิดค่าบริการ อย่างน้อยก็ ๒ บาท เป็นค่าไฟฟ้า  บางแห่งล้อละ ๒ บาทก็มีค่ะ เติมบ่อย ๆ ก็เกรงใจค่ะ

              บางทีหนูหน่อยซื้อขนม  นมเนยก็แบ่งปันให้ลูกน้องในร้านที่เขาเติมลมให้บ้าง  เป็นบางครั้ง   ลูกน้องวัยรุ่นก็แค่ยิ้มกล่าวขอบคุณแล้วก็รับไป

              เมื่อวานก่อนเติมลมแวะไปซื้อชมพู่ที่ตลาดมา ๑ กก. ขณะที่คุณลุงเจ้าของร้านกำลังเติมลมให้   แวบหนึ่งก็คิดว่าแบ่งชมพู่ให้เขารับประทานบ้างดีกว่า  ให้หมดก็เสียดายค่ะ  อิอิ..เพราะไม่ได้ซื้อเผื่อไว้ก่อน  หยิบออกมาเป็นพวงมี ๔ ลูก  ลูกสีแดง น่ารับประทาน  รสชาติหวานจริง ๆ ค่ะ  (เพราะชิมแล้ว)  แล้วก็เอ่ยปากว่า

                                   "คุณลุงคะ  แบ่งชมพูไปทานค่ะ"
                                    "ขอบคุณมากครับ ๆ ๆ "

               คุณลุงท่าทางดีใจมาก  น้อมตัวยกมือไหว้  แล้วก็แบมือทั้งสองข้างซึ่งเปื้อนน้ำมันเครื่องจนดำปี๋มารองรับด้วยสีหน้าและแววตายินดี....

               หนูหน่อยไหว้ตอบแทบไม่ทัน  รู้สึกมีความสุขที่ได้แบ่งปัน  และทำให้ผู้อื่นมีความสุข"มือของผู้ให้ย่อมอยู่สูงกว่ามือของผู้รับเสมอ" อย่างน้อยก็คงจริงในเรื่องของการกล้าเสียสละแบ่งปันคือ จาคะ  (หนึ่งในฆราวาสธรรม ๔)

               ภาพของคุณลุงเจ้าของร้าน  ยังติดตราตรึงใจไม่รู้ลืม  บ่งบอกให้เห็นถึงความอ่อนน้อมถ่อมตนของผู้สูงวัย  ที่ยอมไหว้ผู้ที่อ่อนวัยกว่า  นับเป็นการทำลายอัตตามานะของตนในระดับหนึ่ง

              หนูหน่อยมาวิเคราะห์เหตุการณ์ดู  จริง ๆ แล้ว  คุณลุงเจ้าของร้านก็มีฐานะค่อนข้างมีอันจะกิน คงไม่ใช่ดีใจที่ได้สิ่งของเล็ก ๆ น้อย ๆ  หากคงประทับใจในไมตรีจิตของลูกค้ามากกว่า...

             อยากบอกคุณลุงว่า...การที่หนูหน่อยชอบให้และแบ่งปันแก่ผู้อื่นเสมอ   เหตุผลหนึ่งเกิดจากการหล่อหลอมของคุณลุง   ตลอดสิบปีที่เรารู้จักกัน   คุณลุงคอยให้ทุกอย่างแก่หนูหน่อยเสมอ  ด้วยความเมตตาและเอาใจใส่โดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย

              คุณลุงเป็นแบบอย่างของชีวิตที่ไม่คิดจะเอาเปรียบผู้อื่นในทุกเรื่อง   ทุกครั้งที่หนูหน่อยส่งสิ่งของต่าง ๆ ไปให้คุณลุง        คุณลุงจะรีบส่งสิ่งของมาตอบแทนด้วยความจริงใจที่มากกว่าหลายเท่า     ทุกครั้งที่ไปเยี่ยมคุณลุง   คุณลุงมักเตรียมสิ่งของติดไม้ติดมือเป็นที่ระลึกยามที่หนูหน่อยลากลับ....

             คุณลุงสอนให้หนูหน่อยรู้ว่า  "แท้จริงมิตรภาพย่อมอยู่เหนือการให้..แต่การให้เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงมิตรภาพ"

             กราบขอบพระคุณคุณลุงที่สอนหลานคนนี้ให้เรียนรู้  และซึมซับเรื่องการให้ที่ยิ่งใหญ่ผ่านกาลเวลา   โดยปราศจากช่องว่างและความเหลื่อมล้ำแห่งวันวัย.....

                                                        
                                                       ด้วยความเคารพรัก
                                                             หนูหน่อย