อโรคยา ปรมาลาภา

มีเพื่อนส่งเรื่อง 3 โรค ที่เกี่ยวพันกันเหมือนเป็นญาติ  มาให้ อ่านๆไปยิ่งรู้สึกว่าใกล้ตัวเข้าไปทุกที ถ้าเป็นโรคใดโรคหนึ่งแล้ว ไม่รีบรักษา โรคที่เหลือก็จะตามมาและอาจจะบวกโรคหัวใจและอัมพฤกษ์อัมพาตเพิ่มเข้าไปอีก รีบป้องกันก่อนสายเกินแก้กันเถอะ

1. โรคเบาหวาน

เกิดจากการที่ตับอ่อนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้อย่างเพียงพอ หรือร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินได้น้อยกว่าปกติ   จึงไม่สามารถเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตรวมถึงโปรตีนและไขมันบางส่วนได้อย่างเหมาะสม  ระดับน้ำตาลในเลือดจึงสูงกว่าปกติซึ่งจะเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนหลายอย่าง เช่น หัวใจวาย ตาบอด ไตวาย อัมพฤกษ์ อัมพาตและโรคติดเชื้อ เป็นต้น ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีระดับน้ำตาลในเลือดไม่เกิน 200 mg/dl  (ปกติต้องไม่เกิน 110mg/dl)  อาจไม่มีอาการผิดปกติอย่างชัดเจน แต่พอรุนแรงขึ้น ก็จะแสดงอาการดังนี้ : เหนื่อยง่าย อ่อนเพลียง่าย ผิวหนังแห้ง คันง่ายหรือแผลหายช้า หิวบ่อย ทานข้าวจุ กระหายน้ำผิดปกติ ปัสสาวะบ่อยและมาก หรือปัสสาวะขุ่น ตามัวมองเห็นไม่ชัด ต้องเปลี่ยนแว่นบ่อยๆ  ชาหรือปวดแสบปวดร้อนตามปลายมือปลายเท้า เป็นตะคริว ติดเชื้อตามช่องคลอดหรือทางเดินปัสสาวะบ่อย ปวด แน่น จุกเสียดหน้าอก ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศในผู้ป่วยเบาหวานชาย

ผู้ป่วยเบาหวาน มีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบในอายุที่น้อยกว่าและมีความรุนแรงที่มากกว่า  เนื่องจากระดับน้ำตาลที่เพิ่มสูงขึ้นนั้น ทำให้ผนังหลอดเลือดแดงทั่วร่างกายเกิดความผิดปกติและเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ผู้ป่วยเบาหวานมักจะมีโรคอื่นๆ ร่วมอยู่ด้วยเช่น โรคไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง โรคอ้วน การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ เป็นต้นโรคเหล่านี้ จะเร่งให้โครงสร้างและสภาพของหลอดเลือดเกิดความผิดปกติมากขึ้นและเร็วขึ้นหลอดเลือดหัวใจจึงเกิดการอักเสบ ทำให้คราบไขมันที่เกาะตามผนังหลอดเลือดมีการแตกออก ซึ่งจะทำให้เกิดลิ่มเลือดมาอุดตันหลอดเลือดหัวใจอย่างเฉียบพลัน ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจตายและมีอันตรายถึงชีวิต  โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ หนึ่งของผู้ป่วยเบาหวาน

2.  โรคความดันโลหิต

หัวใจของคนเราทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปทั่วร่างกาย ทำให้เกิดความดันโลหิตขึ้นในหลอดเลือดแดง ความดันโลหิตแบ่งเป็น 2 ชนิด ได้แก่ : ความดันโลหิตตัวบน  (systolic blood pressure:SBP)  ซึ่งเป็นความดันโลหิตที่เกิดขึ้นในขณะที่หัวใจบีบตัวเพื่อนำเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย ความดันโลหิตตัวล่าง (diastolic blood pressure:DBP) ซึ่งเป็นความดันโลหิตที่เกิดขึ้นในขณะหัวใจคลายตัวเลือด จะไหลกลับเข้าไปในหัวใจอีกครั้ง ค่าความดันโลหิตที่วัดได้คือ แรงดันของเลือดที่ปะทะกับผนังหลอดเลือด  ดังนั้น จึงมีอีกปัจจัยหนึ่งเข้ามาเกี่ยวข้องนั่นคือความแข็งแรงของหลอดเลือด  หากผนังของหลอดเลือดมีความแข็งมาก ค่าแรงดันของการปะทะก็จะสูง  แต่หากผนังหลอดเลือดยืดหยุ่นรองรับแรงปะทะได้มาก ค่าแรงดันก็จะต่ำ

ความดันโลหิตสูงเกิดจากหลอดเลือดแดงตีบลง ทำให้เลือดไหลผ่านได้ยากขึ้น ผลที่ตามมาคือ  หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อให้มีแรงดันมากขึ้นกว่าปกติ เลือดจะได้ไหลไปเลี้ยงทั่วร่างกายอย่างต่อเนื่องและเพียงพอ ภาวะความดันโลหิตสูงจะทำให้ผนังหลอดเลือดชำรุดเสียหายได้ หลอดเลือดแข็งตัวและทำให้ไขมันเกาะตามผนังหลอดเลือดได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะเสี่ยงต่อโรคร้ายแรง เช่น โรคหัวใจขาดเลือด โรคหัวใจพิบัติ  โรคหลอดเลือดสมองและไตวาย แต่ที่อันตรายร้ายแรงที่สุด คือ  ความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการอะไรออกมาให้เห็นเลย มีส่วนน้อยเท่านั้น อาจมีอาการปวดท้ายทอยหรือมึนศีรษะเป็นประจำ ดังนั้น จะใช้อาการปวดศีรษะหรืออาการอื่นๆมาเป็นเกณฑ์ในการรักษาไม่ได้ ควรรักษาแต่เนิ่นๆ แม้จะไม่มีอาการใดๆ ก็ตาม

ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงมีอะไรบ้าง

เชื้อชาติ   เชื้อชาติมีส่วนสัมพันธ์กับโรคความดันโลหิตสูง ส่วนประเทศไทยพบประชากรเป็นความดันโลหิตสูงประมาณ 15-30% พันธุกรรม  ถึงแม้ว่าความดันโลหิตสูงไม่ใช่เป็นโรคที่สืบทอดทางพันธุกรรม แต่พันธุกรรมมีผลต่อปัจจัยที่ทำให้เกิดความดันโลหิตสูง เช่น พันธุกรรมมีผลต่อน้ำหนักตัวและน้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้นทำให้เกิดความดันโลหิตสูง เป็นต้น เพศ  ในวัยรุ่นจะพบภาวะความดันโลหิตสูงในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง  แต่เมื่ออายุเกิน50 ปีขึ้นไปจะพบภาวะความดันโลหิตสูงในผู้หญิงมากกว่า เนื่องจากวัยทองทำให้ฮอร์โมนในผู้หญิงเปลี่ยนแปลงไป รวมไปถึงการกินยาคุมกำเนิดด้วย อายุ พบภาวะความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น ความเครียด ส่งผลต่อระดับของความดันโลหิต อาหาร มีผลต่อระดับความดันโลหิตโดยเฉพาะอาหารที่มีส่วนประกอบของโซเดียมหรือเกลือในปริมาณมาก น้ำหนัก น้ำหนักที่เกินส่งผลต่อความดันโลหิต ทุก 5 กิโลกรัมที่เพิ่มขึ้นบนตาชั่งหมายถึงความดันโลหิตที่เพิ่มสูงขึ้น 5 มม.ปรอท ขาดการออกกำลังกาย การออกกำลังกายจะช่วยควบคุมน้ำหนักตัว จึงส่งผลต่อระดับความดันโลหิต การสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์  บุหรี่ เหล้า  เบียร์ ไวน์  ต่างมีผลต่อความดันโลหิตทั้งสิ้น

หลายๆ คนอาจคิดว่าในเมื่อความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่ไม่มีอาการและผู้ป่วยส่วนใหญ่ก็รู้สึกสบายดีเฉกเช่นคนปกติทั่วไป ไม่เห็นจะต้องวิตกกังวลอะไรเลย  แต่จริงๆ แล้วความดันโลหิตสูงจะคอยทำลายชีวิตผู้คนอย่างเงียบๆ ทำให้หลอดเลือดทั่วร่างกายเสื่อมลงและเกิดความผิดปกติต่ออวัยวะสำคัญด้วยภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง ดังนี้ : หัวใจ ทำให้หัวใจโต หลอดเลือดหัวใจตีบ โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายและภาวะหัวใจวาย สมอง ความจำเสื่อม  สมาธิสั้น  หลอดเลือดสมองตีบหรือแตกจนกลายเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต ซึ่งเป็น ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ไต อาจเกิดภาวะไตวายเรื้อรัง  ซึ่งยิ่งจะทำให้ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้นอีกกลายเป็นวงจรเลวร้ายที่ส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน  ตา ทำให้ประสาทตาเสื่อมลง ตาจะมัวลงเรื่อยๆ จนตาบอดได้ หลอดเลือด   เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งหรืออุดตัน นอกจากนี้ ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่มีโรคอื่นร่วมด้วย  เช่น  เบาหวาน  ภาวะไขมันใน เลือดสูงหรือการสูบบุหรี่ดื่มแอลกอฮอล์จัดก็อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้เร็วขึ้น สารพัดอาการและโรคแทรกซ้อนต่างๆ ที่เกิดจากความดันโลหิตสูง เช่น อาการปวด แน่น จุกเสียดหน้าอก  หายใจไม่สะดวก  มึนศีรษะ  แขนขาอ่อนแรง  ลิ้นชา  พูดไม่ชัด  ตามัว  กลืนอาหารลำบากหรือเดินเซเหมือนคนเมาเหล้า

3.  โรคระบบหลอดเลือดและหัวใจ        

โคเลสเตอรอลเป็นไขมันชนิดหนึ่ง แต่ไม่ใช่ไขมันที่เห็นในเนื้อสัตว์ ถึงแม้ว่าโคเลสเตอรอลมีประโยชน์ในการสร้างน้ำดี ฮอร์โมนบางชนิด วิตามินดี เยื่อหุ้มเซลล์และฉนวนรอบเส้นประสาท แต่ถ้าโคเลสเตอรอลในกระแสเลือดมีมากเกินความต้องการของร่างกายหรือมากกว่า200 mg/dl โคเลสเตอรอลเหล่านี้ก็จะไปสะสมตามผนังหลอดเลือดและพอกหนาขึ้นตามอายุ ทำให้หลอดเลือดตีบลงและขาดความยืดหยุ่น เลือดจึงไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ  ไม่เพียงพอ ภาวะตีบนี้มีโอกาสเกิดขึ้นกับหลอดเลือดทุกส่วนของร่างกาย แต่ตำแหน่งที่อันตรายที่สุดได้แก่ หลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมอง

โคเลสเตอรอลในกระแสเลือดส่วนใหญ่ผลิตจากตับ ร่างกายดูดซึมโคเลสเตอรอลจากอาหารได้น้อย หากตับขาดสภาพความสมดุลก็จะมีการผลิตโคเลสเตอรอลมากเกินไป  ซึ่งเป็นสาเหตุว่าทำไมบางคนมีการควบคุมอาหารแล้ว แต่ก็ยังมีระดับโคเลสเตอรอลในเลือดสูงเกินไป แต่อย่างไรก็ตาม ระดับโคเลสเตอรอลในกระแสเลือดจะสูงขึ้นได้ จากการทานอาหารที่มีโคเลสเตอรอลหรือกรดไขมันอิ่มตัวสูง รวมถึงการทานอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลเกินความต้องการของร่างกายด้วย

โคเลสเตอรอลมี 2 ชนิด

    HDL ซึ่งเป็นโคเลสเตอรอลชนิดดี เปรียบเสมือนตำรวจ ที่พาโคเลสเตอรอลกลับมาที่ตับ เพื่อขจัดออกจากร่างกายไม่ปล่อยให้สะสมตามผนังหลอดเลือด

    LDL ซึ่งเป็นโคเลสเตอรอลชนิดเลว เปรียบเสมือนผู้ร้าย คอยแอบพาโคเลสเตอรอลไปสะสม ตามผนังหลอดเลือด ดังนั้น ถ้าใครมี LDL โคเลสเตอรอลสูง ก็จะมีความเสี่ยงต่อภาวะหลอดเลือดตีบได้มากกว่า ในขณะที่บางคนมี HDLโคเลสเตอรอลสูงก็จะลดความเสี่ยงต่อภาวะหลอดเลือดตีบได้ด้วย

    ไตรกลีเซอไรด์ เมื่ออยู่ในกระแสเลือดก็เปรียบเสมือนผู้ช่วยผู้ร้าย แม้โคเลสเตอรอลไม่สูง แต่ถ้าไตรกลีเซอไรด์สูงก็จะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน โรคหัวใจขาดเลือดอัมพฤกษ์ อัมพาต นอกจากนี้ ระดับไตรกลีเซอไรด์ที่สูงยังอาจทำให้ตับอ่อนอักเสบและยับยั้งกระบวนการขับกรดยูริกออกจากร่างกายด้วย

ภาวะโคเลสเตอรอลในเลือดสูงหมายถึง ระดับโคเลสเตอรอลรวม TC สูง หรือ ระดับ LDL โคเลสเตอรอลสูง ภาวะโคเลสเตอรอลในเลือดสูงจะก่ออันตรายต่อร่างกาย

    ผลเสียต่อเลือด เมื่อกระแสเลือดมีโคเลสเตอรอลผสมอยู่มากก็จะทำให้เลือดมีความหนืดมากขึ้น ส่งผลให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวกและตกตะกอนตามผนังหลอดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวกเพิ่มมากขึ้น

     ผลเสียต่อหัวใจ เมื่อมีโคเลสเตอรอลสะสมตามหลอดเลือดหัวใจก็จะเสี่ยงต่อกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือหัวใจวายได้ แต่ในกรณีหลอดเลือดหัวใจยังตีบไม่มาก ผู้ป่วยอาจไม่รู้สึกมีอาการใดๆ อาการผิดปกติต่างๆ จะเกิดขึ้นต่อเมื่อหลอดเลือดหัวใจตีบไปแล้วมากกว่า 75%อาทิ : ปวด แน่น จุกเสียดหน้าอกเหมือนมีอะไรมาทับหรือบีบที่หน้าอก หรือเหมือนอาหารไม่ย่อย มีอาการปวดร้าวไปที่ไหล่ คอ แขนหรือด้านหลัง หายใจลำบาก ทำให้ต้องหายใจสั้นๆ และเร็วขึ้น เหนื่อยง่าย อ่อนเพลียง่าย ใจสั่น ขึ้นบันไดชั้นสองชั้นหรือทำอะไรนิดๆ หน่อยๆ ก็รู้สึกเหนื่อย วิงเวียนศีรษะเป็นประจำ มีอาการชาตามมือและเท้า แขนขาไม่มีเรี่ยวแรง

     ผลเสียต่อสมอง   ทำให้หลอดเลือดสมองตีบหรือ อุดตันและมักจะกลายเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต ซึ่งมีอาการดังนี้ : มึนงงหรือวิงเวียนบ่อย ปวดศีรษะเป็นประจำ ใบหน้าบิดเบี้ยว ลิ้นชาหรือแข็ง พูดไม่ชัด ตามัว แขนขาอ่อนแรง กลืนอาหารลำบาก ทรงตัวไม่อยู่ เดินเซเหมือนคนเมาเหล้า

     ผลเสียต่อถุงน้ำดี   โคเลสเตอรอลมีผลต่อการสร้างน้ำดี   แต่ปริมาณโคเลสเตอรอลที่มากเกินไปจะทำให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดี

     ผลเสียต่อส่วนอื่นๆของร่างกาย ระบบหลอดเลือดเปรียบเสมือนร่างแหที่แผ่กระจายทั่วร่างกาย เมื่อโคเลสเตอรอลในกระแสเลือดเพิ่มสูงขึ้นย่อมส่งผลต่อทุกๆส่วนของร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในผู้ป่วยเบาหวานอาจทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนได้ เช่น เบาหวานขึ้นตาทำให้ตามองไม่ชัดหรือไตวายได้ เป็นต้น

ปัจจัยเสี่ยงของโรคระบบหลอดเลือดและหัวใจ ได้แก่ การรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูงเป็นประจำ เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน มันสัตว์ น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม กะทิ นมและผลิตภัณฑ์นมต่างๆ (เนย เนยแข็ง ครีม ฯลฯ)  ไข่แดง เครื่องในสัตว์ ปลาหมึก กุ้ง หอยนางรม เป็นต้น  การขาดการออกกำลังกายเป็นประจำ การสูบบุหรี่  มีอาการเครียดเป็นประจำ น้ำหนักเกินเกณฑ์ปกติ  การใช้ยาคุมกำเนิดหรือฮอร์โมนทดแทนเป็นประจำ ความดันโลหิตสูงกว่า 140/90 มม.ปรอท โคเลสเตอรอลสูงกว่า 200 mg/dl  ไตรกลีเซอไรด์สูงกว่า 150 mg/dl ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่า 110 mg/dl หรือ คนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูงอัมพฤกษ์ อัมพาต ฯลฯ สตรีหมดประจำเดือน ล้วนเป็นตัวบ่งชี้ที่สำคัญทั้งสิ้น สำหรับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปหรือมีปัจจัยเสี่ยง 2 ข้อขึ้นไป ควรป้องกันโรคระบบหลอดเลือดและหัวใจแต่เนิ่นๆ