เวชนิทัศน์กับนักวิชาชีพเทคโนโลยีการศึกษาแพทยศาสตร์ 

เมื่อวันพุธที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๓ ของสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เอง พี่แก้ว : ราตรี ปั้นพินิจ หัวหน้างานเวชนิทัศน์และโสตทัศนศึกษาของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในนามของนายกสมาคมเวชนิทัศน์สมาคมแห่งประเทศไทย และเครือข่ายวิชาชีพสุขภาพ มาชวนผมไปร่วมรับฟังและให้ข้อเสนอแนะการนำเสนอผลงานการคิดทำสื่อต้นแบบเพื่อให้การเรียนรู้ทางสังคมและรณรงค์เรื่องบุหรี่กับการบริโภคยาสูบของกลุ่มผู้เข้าประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง บทบาทเวชนิทัศน์กับวิชาชีพเทคโนโลยีการศึกษาแพทยศาสตร์เพื่อรณรงค์ให้สังคมไทยปลอดบุหรี่ เจ้าภาพจัดประชุมคือเวชนิทัศน์สมาคม(ประเทศไทย)กับเครือข่ายวิชาชีพสุขภาพและสำนักงานคณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส) ณ โรงแรมรอยัลปริ๊นซ์เซส หลานหลวง กรุงเทพฯ

      เป็นโอกาสทำงานพร้อมกับเป็นเครื่องน้อมรำลึกถึงครูอาจารย์และสถาบันวิชาชีพเวชนิทัศน์ 

ผมนั้นเป็นศิษย์เก่าเมื่อตอนเรียนปริญญาตรีของโรงเรียนเวชนิทัศน์ แล้วก็ได้ใช้ความรู้เวชนิทัศน์ทำงานเป็นเครื่องมือส่งเสริมการพัฒนาให้กับงานเชิงเนื้อหาอีกหลายสาขาโดยเฉพาะการสาธารณสุขมูลฐานและการพัฒนาสุขภาพในชุมชนระดับต่างๆ จึงคิดว่าพอจะมองข้ามพรมแดนวิชาการเวชนิทัศน์ออกไปยังโลกภายนอกและมองจากแวดวงภายนอกเข้ามายังวงวิชาการเวชนิทัศน์ ขณะเดียวกันก็พอจะช่วยกันพิจารณาความเชื่อมโยงกับมิติอื่นๆให้เห็นขอบเขตการทำงานที่หลากหลายและกว้างขวางมากยิ่งๆขึ้นได้ จึงถือว่างานนี้เป็นโอกาสดีที่ได้ทำงานร่วมกับเครือข่ายวิชาการเวชนิทัศน์ที่เป็นส่วนหนึ่งในระบบสนับสนุนการดูแลสุขภาวะของผู้คน แล้วก็เป็นโอกาสได้เห็นผลงานดีๆมากมายที่ไม่ค่อยได้เป็นที่รับรู้ของสังคมในมิติที่ให้ทรรศนะกว้างกว่าที่เคยรับรู้กันทั่วไป เลยอยากนำมาเล่าแบ่งปันและบันทึกสืบทอดไว้ให้แก่ผู้สนใจครับ

                            

                              ภาพที่ ๑  กลุ่มผู้ร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ : บทบาทเวชนิทัศน์กับวิชาชีพเทคโนโลยีการศึกษาแพทยศาสตร์ เพื่อรณรงค์ให้สังคมไทยปลอดบุหรี่ ครั้งที่ ๑ ที่โรงแรมรอยัล ปริ๊นส์เซส หลานหลวง ผู้ชายยืนลำดับ ๒ จากซ้าย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ผดุงศักดิ์ ศิลากร [๑] อาจารย์เวชนิทัศน์และประติมากรผู้ปั้นพระราชานุสาวรีย์สมเด็จย่า สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่ประดิษฐานในศาลา ๑๐๐ ปีของศิริราชข้างพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบรมราชชนกซึ่งปั้นเมื่อกว่า ๓๐ ปีมาแล้วโดยสนั่น ศิลากร พ่อของอาจารย์ผดุงศักดิ์ ศิลากร 

                            

                              ภาพที่ ๒  การระดมความคิดกลุ่มย่อยเพื่อพัฒนาสื่อต้นแบบ ผู้ชายยืนด้านซ้าย คือ ชวัล ฝันเชียร หรือนามปากกา แว่น มือการ์ตูนมีชื่อในวงการระดับประเทศคนหนึ่ง อดีตนายกสมาคมเวชนิทัศน์และปัจจุบันเป็นนักเวชนิทัศน์อยู่การไฟฟ้าฝ่ายผลิต ผู้ชายสวมเสื้อเทาเข้มผูกเนคไท คือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชาญวิทย์ ปั้นทอง ศิษย์เก่าเพาะช่าง สาขาจิตรกรรมสากล และปัจจุบัน หลังจากจบสาขาเวชนิทัศน์ก็เป็นอาจารย์ของโรงเรียนเวชนิทัศน์กระทั่งปัจจุบัน อาจารย์ชาญวิทย์นี้กับพี่เป็ด ปริญญา สุขชิต นักอนุรักษ์ว่าวไทยสนามหลวงและมือเชียร์กีฬาไทยระดับโลก คือผู้ที่ร่วมกันทำว่าวระบายสีซึ่งเป็นที่นิยมแพร่หลายและเป็นต้นแบบของว่าวระบายสีแบบต่างๆทั้งที่สนามหลวงและในประเทศไทยดังปัจจุบัน สุภาพสตรีเห็นด้านข้างริมขวาคือว่าที่ ดร.โสภิตา สุวุฒโฒ อาจารย์เวชนิทัศน์และเลขาธิการเวชนิทัศน์สมาคม(ประเทศไทย) ของคณะกรรมการบริหารสมาคมสมัยปัจจุบัน

      กลุ่มผู้เข้าร่วมประชุมกับจุดหมายเพื่อพัฒนาชีวิตและสุขภาพ 

กลุ่มคนที่เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ เป็นกลุ่มครูอาจารย์ นักศึกษา นักวิชาการและคนทำงานด้านเวชนิทัศน์ที่เป็นเครือข่ายสมาชิกของสมาคมจากทั่วประเทศ เป็นกลุ่มประชุมขนาดต่ำกว่า ๓๐ คน ซึ่งจัดว่าเป็นเวทีขนาดเล็ก ทว่า กลุ่มคนที่เข้าร่วมนั้นจัดว่าเป็นกลุ่มสุดยอดฝีมือกลุ่มหนึ่ง ที่ต่างก็มีความเด่นในหลายแขนงของสาขาวิชาชีพเวชนิทัศน์ในประเทศไทย หรืออาจจะกล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งในสาขานี้ของกลุ่มประเทศในเอเชียก็ย่อมได้ [๒] หลายเรื่องที่เป็นผลงานของกลุ่มผู้เข้าร่วมประชุมนี้ต้องจัดว่าเป็นต้นฉบับที่บุกเบิกสิ่งที่มีคุณค่าทั้งต่อวิชาการเวชนิทัศน์และต่อภูมิปัญญาสร้างสรรค์ของสังคมในสาขานี้

การทำสื่อต้นแบบในเวทีนี้ มีโจทย์จากความต้องการของผู้ใช้มาเป็นประเด็นการทำงานที่ชัดเจน คือ สมาคมเครือข่ายวิชาชีพสุขภาพ ซึ่งมีศาสตราจารย์แพทย์หญิงผ่องศรี เผ่าสวัสดิ์ เป็นนายกสมาคมและท่านได้มาร่วมแสดงทรรศนะ บอกกล่าวจุดหมายสำคัญของการร่วมกันจัดประชุมขับเคลื่อนเครือข่ายนักวิชาชีพเวชนิทัศน์นี้ขึ้นว่า อยากได้สื่อภาพยนต์โฆษณาประชาสัมพันธ์สั้นๆ ฉายในโรงภาพยนต์ทั้งในกรุงเทพฯและทั่วประเทศเพื่อรณรงค์เรื่องบุหรี่กับสุขภาพ

งานที่มีองค์กรผู้ใช้พร้อมจะรับลูกต่อในการนำไปก่อให้เกิดความสร้างสรรค์ต่อสาธารณะอย่างกว้างขวางต่อไปอย่างนี้ ต้องนับว่าเป็นโอกาสดีที่สุดครั้งหนึ่งที่จะได้เรียนรู้จากของจริงในอีกมิติของวิชาชีพเวชนิทัศน์ต่อบทบาทบริการวิชาชีพแก่สังคมให้เด่นชัดมากยิ่งขึ้น สอดคล้องอย่างยิ่งกับหัวข้อประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้

      ผลกระทบและผลสืบเนื่องต่อเครือข่ายสร้างสุขภาวะสังคม   

ขณะเดียวกัน ในฐานะที่เคยเป็นเลขาธิการในยุคพี่วิโรจน์ นาวาอากาศเอกวิโรจน์ นุตะพันธุ์ เป็นนายกสมาคมและเป็นอุปนายกสมาคมในวาระต่อจากนั้น อีกทั้งเป็นสมาชิกตลอดชีพของสมาคมด้วยคนหนึ่ง ผมก็เลยขอเสริมแนวคิดให้กับที่ประชุมไปด้วยว่า คนทำงานเวชนิทัศน์ในประเทศไทยนั้นมีอยู่จำนวนน้อย ในขณะที่คนทำงานศิลปะกับทำสื่อสุขภาพใช้ตามหน่วยงานชุมชนเฉพาะกิจนั้นไม่ค่อยมี การทำงานอย่างนี้จึงควรทำให้เป็นกระบวนการเรียนรู้ แปรการทำงานให้เป็นโอกาสพัฒนาเครือข่ายทางวิชาการอีกแขนงหนึ่งเพื่อมีส่วนร่วมเป็นกำลังการพัฒนาสังคมให้มากยิ่งๆขึ้นไปด้วย

จัดว่าเป็นการประสานงานเพื่อระดมความร่วมมือกันของเครือข่ายระหว่างสหสาขา (Multi-sectoral and Multi-disciplinary Networking) ของสาขาวิชาชีพแพทย์ สาธารณสุข เวชนิทัศน์ และภาคธุรกิจสื่อบันเทิงของสาธารณะ ขณะเดียวกัน ก็ระดมความคิดพัฒนาสื่อต้นแบบอย่างอื่นเพื่อขับเคลื่อนพลังสังคมอย่างบูรณาการ อีกทั้งเป็นโอกาสเรียนรู้ เผยแพร่ผลงานวิชาการและพัฒนาเครือข่ายเวชนิทัศน์ไปด้วย

      บรรยากาศเรียนรู้และระดมพลังทำงานเข้มข้น   

                             

                              ภาพที่ ๓  การระดมความคิดกลุ่มย่อยเพื่อพัฒนาสื่อต้นแบบ ๓ กลุ่ม กลุ่มทำสปอตและภาพยนต์โฆษณา กลุ่มทำมัลติมีเดีย และกลุ่มทำหุ่นจำลอง จากนั้นนำเสนอ อภิปราย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ รวบรวมข้อเสนอแนะและข้อคิดเห็น

                            

                              ภาพที่ ๔  การทำงานกลุ่มย่อย นำเสนอผลงาน และบรรยากาศเวทีประชุม บนซ้าย : คุณน้อยหน่า : จิรฐา นรพิทยนารถ ช่างภาพหญิงและวิทยากรการถ่ายภาพเพื่อประชาสัมพันธ์ กับอุบลรัตน์ ชุนเจริญ  นักเวชนิทัศน์ จากกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เจ้าของผลงานและสิทธิบัตรการทำเก้าอี้กระดาษเปเปอร์มาเช่เพื่อน้องผู้พิการจากกระดาษและวัสดุเหลือใช้ และอดีตนายกสมาคมเวชนิทัศน์สมาคม(ประเทศไทย) มุมล่างซ้าย : พี่แก้ว : ราตรี ปั้นพินิจ นายกสมาคมคนปัจจุบัน ผู้จัดประชุม

      ระดมพลังกลุ่มสร้างสรรค์สื่อรณรงค์ ๓ ประเภท   

การทำงานกลุ่มย่อยและนำเสนอแนวคิดการทำสื่อสื่อต้นแบบที่ต้องการ แบ่งทำงานกัน ๓ กลุ่มย่อยเล็กๆ โดยแบ่งตามชนิดของสื่อโดยถือเอาตัวคนและความเชี่ยวชาญที่กลุ่มผู้เข้าร่วมประชุมมีอยู่เป็นเกณฑ์จัดกลุ่ม คือ กลุ่มทำสื่อสปอตและภาพยนต์โฆษณาในโรงภาพยนต์ | กลุ่มทำสื่อมัลติมีเดีย | และกลุ่มทำหุ่นจำลอง

พอทำงานความคิดและวางแผนในกลุ่มย่อยเสร็จก็นำเสนอในเวทีรวม ผมเป็นผู้ดำเนินรายการทั้งช่วยกันเรียนรู้ในเวทีวิพากษ์วิจารณ์ และเสนอแนะ ได้ข้อมูลและการออกแบบเพื่อการทำสื่อต้นแบบอย่างที่ต้องการ ๓ ชุดซึ่งนอกจากจะนำไปเป็นข้อมูลเบื้องต้นสำหรับทำสื่อต่อไปแล้ว พี่แก้วและสมาคมเวชนิทัศน์ก็จะนำไปรวมกับผลของการประชุมจัดพิมพ์เผยแพร่ต่อไปอีกด้วย

      เครือข่ายข้อมูลและแหล่งวิทยาการรอบด้าน   

นอกจากการทำงานกันในเวทีประชุมปฏิบัติการนี้แล้ว กิจกรรมและองค์ประกอบที่จัดให้เป็นสภาพแวดล้อมทางข้อมูลและทำเป็นวัตถุดิบสำหรับทำงานความคิด หาแรงบันดาลใจเพื่อการทำงานกันของกลุ่มนักเวชนิทัศน์ในเวที ก็มีความเข้มข้นและน่าสนใจมาก มีนักวิชาการสาขาแพทย์อายุรศาสตร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์สุทัศน์ รุ่งเรืองหิรัญปัญญา จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กับ เภสัชกรคฑา บัณฑิตานุกูล เครือข่ายวิชาชีพเภสัชกรรม สภาเภสัชกรรม มาเป็นวิทยากรให้ข้อมูลทางวิชาการเกี่ยวกับบุหรี่ สถานการณ์ โทษภัย ผลกระทบและผลสืบเนื่องต่อสุขภาพและมิติอื่นๆ ศาสตราจารย์ ดร.ชุติมา สัจจานันท์ มาช่วยให้ความรู้ในด้านพัฒนาบทความวิชาการเพื่อทำให้มีการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการเกิดขึ้นควบคู่ไปด้วย แล้วก็มีคุณน้อยหน่า : จิรฐา นรพิทยนารถ ช่างภาพหญิงมือรางวัลพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฏราชกุมาร มาถ่ายทอดแนวคิดและประสบการณ์การถ่ายภาพเพื่อประชาสัมพันธ์ ซึ่งมีผลงานระดับเกินความเป็นคนถ่ายภาพรุ่นเยาว์มาให้ชมจากของจริงมากมาย

      สาขาวิชาชีพเวชนิทัศน์และผลงานศิลปะสื่อแพทยศาสตร์ศึกษา  

สาขาวิชาชีพเวชนิทัศน์ ก่อตั้งขึ้นแห่งแรกในประเทศไทยที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราช มหาวิทยาลัยมหิดลเมื่อกว่า ๓๐ ปีแล้ว[๓] เป็นสาขาที่บูรณาการกันของหลายสาขา ที่สำคัญคือ ศิลปะ วิทยาศาสตร์การแพทย์ การศึกษาและการสื่อสาร การถ่ายภาพและเทคโนโลยีสื่อภาพและเสียง การจัดแสดงและการสื่อสารเผยแพร่เพื่อการศึกษาเรียนรู้ กายวิภาคศาสตร์ ภาษาอังกฤษทางการแพทย์ และสถิติเพื่อการเก็บบันทึกข้อมูล

 สาขาวิชาชีพเวชนิทัศน์นั้น  ไม่ได้มีผลต่อสุขภาพโดยตรง แต่ก็เป็น Methodology และ Tools ที่ช่วยพัฒนาการศึกษาเรียนรู้ของปัจเจกและสังคม ให้เป็นปัจจัยเชิงสังคมวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี (Social Learning,Socio-Economic and Environmental Determinants in Health) ก่อให้เกิดสุขภาวะสังคมและส่งผลต่อความมีสุขภาพดีอีกทีหนึ่ง ซึ่งเป็นอีกมิติที่สำคัญมากต่อการพัฒนาสุขภาพและคุณภาพชีวิตของพลเมือง โดยเฉพาะในปัจจุบันซึ่งยุทธศาสตร์การพัฒนาสุขภาพได้มุ่งเน้นการสร้างนำซ่อม

แต่เดิมนั้น ผู้จบสาขาเวชนิทัศน์จะทำงานในตำแหน่งช่างภาพการแพทย์ และต่อมา หลายหน่วยงานก็บรรจุในตำแหน่งนักวิชาการโสตทัศนศึกษา เป็นสาขาหนึ่งที่ทำงานเป็นทีมวิชาการและสนับสนุนทางวิชาการให้แก่แพทย์ อาจารย์แพทย์ นักวิทยาศาสตร์ บุคลากรทางการแพทย์และสุขภาพ เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลและบันทึกข้อมูลภาพทางการแพทย์ รวมทั้งทำสื่อและสิ่งแสดงทางการแพทย์ สำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการวิจัย การจัดการศึกษา การเรียนการสอน การทำสื่อด้วยวิธีการทางศิลปะแบบต่างๆ การทำภาพประกอบและทำงานศิลปะหนังสือ ตำราทางการแพทย์ การจัดแหล่งเรียนรู้ นิทรรศการและพิพิธภัณฑ์ การสื่อสารเรียนรู้และเผยแพร่ความรู้ทางสุขภาพแก่สังคม สามารถพัฒนากิจกรรมดังที่กล่าวมาในข้างต้นนี้ให้เป็นการสนับสนุนทางวิชาการแก่ด้านการแพทย์และการพัฒนาสุขภาพได้ทั้ง ๔ มิติ ทั้งด้านการรักษา การป้องกันและควบคุมโรค การส่งเสริม และการบำบัดฟื้นฟู

                            

                              ภาพที่ ๕  ผลงานของนักเวชนิทัศน์ซึ่งแต่ละคนจะมีพื้นฐานความเป็นจิตรกรและคนทำงานที่เป็นเลิศในสาขาศิลปะแขนงต่างๆ จึงพัฒนาความเชี่ยวชาญบางด้านของสาขาเวชนิทัศน์ร่วมกับแพทย์และนักวิทยาศาสตร์สาขาต่างๆ เช่น ภาพบน : การเขียนภาพร่วมกับอาจารย์แพทย์ในสาขากายวิภาคศาสตร์ บนขวา : การปั้นและทำงานประติมากรรมหุ่นจำลองแสดงปอดของผู้ป่วยมะเร็ง ร่วมกับแพทย์ ศัลยแพทย์ และอาจารย์แพทย์สาขากายวิภาคศาสตร์ ภาพล่างซ้ายและล่างขวา : การเขียนภาพทางการแพทย์ และกลางขวา : การวาดเส้นเพื่อเป็นสื่อแพทยศาสตร์ศึกษาในวิชากายวิภาคศาสตร์ ภาพและสื่อในลักษณะดังกล่าวนี้ นอกจากจะเป็นสื่อการสอนและจัดแสดงเพื่อสร้างการเรียนรู้แก่สังคมแล้ว ก็จะเป็นภาพสำหรับทำตำราและสื่อสิ่งพิมพ์แพทยศาสตร์ศึกษา ซึ่งทำให้ตำราและสื่อสิ่งพิมพ์ทางการแพทย์ของไทยมีความเป็นเลิศ ได้มาตรฐานทั้งด้านวิชาการและคุณภาพในการเป็นสื่อเพื่อการศึกษาค้นคว้า เป็นส่วนหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังความเป็นผู้นำด้านแพทยศาสตร์ศึกษาในระดับนานาชาติและของโลกของสถาบันการศึกษาทางการแพทย์ของไทย

                             

                              ภาพที่ ๖  ตัวอย่างผลงานเวชนิทัศน์ ของนักเวชนิทัศน์กับกลุ่มแพทย์ อาจารย์แพทย์และนักวิทยาศาสตร์ บนซ้าย : ผลงานของ องอาจ ศิลปะ จากคณะแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สิ่งประดิษฐ์ร่วมกับการปั้นและหล่อแสดงโครงสร้างของหูชั้นในเมื่อน้ำในหูผิดปรกติและทำให้ผู้ป่วยเกิดการสูญเสียการควบคุมการทรงตัว ให้สามารถสังเกตและวินิจฉัยได้จากภายนอก ทำให้แพทย์วินิจฉัยและเป็นสื่อให้การศึกษาที่ผู้ป่วยสามารถเห็นและเข้าใจได้ง่าย เพื่อที่จะได้ให้ความร่วมมือการรักษาและสามารถดูแลสุขภาพตนเองได้อย่างดี ล่างซ้าย : ผลงานและสิทธิบัตรการทำหุ่นจำลองอมีบาและจุลชีพด้วยเทคนิคศิลปะการเป่าแก้ว โดย สมควร สุวุฒโฒ จากคณะแพทยศาสตร์ศิริาราช มหาวิทยาลัยมหิดล สื่อและหุ่นจำลองทางการแพทย์ในลักษณะดังกล่าวนี้ เป็นสื่อคุณภาพสูงทั้งด้านวิชาการและศิลปะสื่อซึ่งสามารถเผยแพร่ให้แก่สถาบันการศึกษาทุกระดับของประเทศ นอกจากทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศในราคาสูงแล้ว หลายชิ้นเป็นสิ่งที่สร้างสรรค์ขึ้นเป็นต้นฉบับของประเทศไทย

                            

                              ภาพที่ ๗  ผลงานประดิษฐ์และสิทธิบัตรงานสร้างสรรค์นวัตกรรมเปเปอร์มาเช่จากกระดาษเหลือใช้ เพื่อทำเก้าอี้ด้วยมือให้แก่เด็กออทิสติกและเด็กผู้พิการ โดย อุบลรัตน์ ชุนเจริญ นักเวชนิทัศน์ของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข และอดีตนายกสมาคมเวชนิทัศน์(ประเทศไทย) ปัจจุบันได้รับการสนับสนุนจากธนาคารออมสินให้เป็นแหล่งเผยแพร่และส่งเสริมให้ทำเองด้วยมือของพ่อแม่และครอบครัว โดยระดมพลังจิตรอาสาและการระดมจิตสาธารณะทั้งจากปัจเจกและภาคธุรกิจเอกชน

                            

                            

                              ภาพที่ ๘,๙  : องอาจ ศิลปะ นักเวชนิทัศน์กับหน่วยทำหุ่นจำลองทางการแพทย์ ของงานโสตทัศนศึกษาและเวชนิทัศน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นหน่วยเวชนิทัศน์แห่งหนึ่งที่พัฒนาเทคนิควิธีการในการทำหุ่นจำลองทางการแพทย์ได้อย่างก้าวหน้ามากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ทั้งเพื่อใช้ในการศึกษาทางการแพทย์ งานวินิจฉัยและการบำบัดรักษา รวมทั้งการบำบัดฟื้นฟูและการให้การศึกษาแก่ผู้ใช้บริการทางสุขภาพจากแพทย์ผู้ให้บริการ

      สาขาวิชาชีพเวชนิทัศน์ในประเทศไทย  

ผู้บุกเบิกและก่อตั้งสาขาวิชาเวชนิทัศน์ขึ้นในประเทศไทยคือ ศาสตราจารย์นายแพทย์สุด แสงวิเชียร ซึ่งมีแนวทางมาจากมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกิ้นของสหรัฐอเมริกา และมีอาจารย์แพทย์กับครูอาจารย์ทางศิลปะร่วมเป็นผู้บุกเบิกที่สำคัญคือ รองศาสตราจารย์นายแพทย์นันทวัน พรหมผลิน รองศาสตราจารย์นายแพทย์สภา ลิมพานิชยการ หรือที่สังคมไทยรู้จักในนามหมอ ๕ บาท อาจารย์กอง สมิงชัย และอาจารย์โชติ แสงสมพร แต่เดิมนั้นเป็นหลักสูตรต่อเนื่อง รับคนเรียนจบทางศิลปะในระดับ ปวส.และอนุปริญญาของโรงเรียนเพาะช่าง มหาวิทยาลัยศิลปากร โรงเรียนช่างศิลป์ และสถาบันการศึกษาต่างๆของประเทศ มาเรียนต่อทางด้านทฤษฎีและทางด้านสาขาเวชนิทัศน์อีก ๒ ปี ในหลักสูตร วิทยาศาสตรบัณฑิต (วท.บ.) สาขาเวชนิทัศน์ ปัจจุบัน ได้ปรับปรุงหลักสูตรเป็นหลักสูตรวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีบัณฑิตสาขาเทคโนโลยีการศึกษาทางการแพทย์ เป็นหลักสูตร ๔ ปี รับผู้จบการศึกษา ม.๖ จากทั่วประเทศและเน้นทั้งด้านศิลปะสื่อเพื่อแพทยศาสตร์ศึกษา คอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ [๔][๕]

นอกจากนี้ก็มีการจัดหลักสูตรขึ้นอีกในแหล่งอื่นของประเทศ คือ หลักสูตรเวชสาธิต ของกระทรวงสาธารณสุข[๖] ซึ่งเป็นหลักสูตรระดับประกาศนียบัตร และหลักสูตรวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีบัณฑิตสาขาเวชนิทัศน์ ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น[๗] ผมเองนั้นเป็นศิษย์เก่าของเวชนิทัศน์ศิริราชรุ่นที่ ๑๖ จบปีการศึกษา ๒๕๒๕-๒๕๒๖ 

การได้ไปเป็นวิทยากรและร่วมเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ เลยเหมือนกับได้กลับไปเยี่ยมบ้าน ได้สันถวะกับพี่น้อง ครูอาจารย์ รวมทั้งได้ดูความเคลื่อนไหวของการทำงาน ได้ความชื่นชมและได้แรงบันดาลใจดีๆหลายอย่าง.

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

    เชิงอรรถ :  

[๑]     UNSEEN ของมหิดลและประเทศไทย :
สุขภาพและคุณภาพชีวิตของพลเมืองสังคมไทย
กับพระบรมราชานุสาวรีย์คู่กันของพระบรมราชชนกกับพระบรมราชชนนี
 
 
พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนกหรือพระบิดาการแพทย์สมัยใหม่ของไทยที่ประดิษฐานอยู่หน้าตึก ๗๒ ปีของศิริราชนั้น ประติมากรผู้ปั้นคือ ศาสตราจารย์สนั่น ศิลากร ศิลปินแห่งชาติศิษย์เอกท่านหนึ่งของศาสตราจารย์ศิลป์ พีรศรี และเป็นผู้ปั้นอนุสาวรีย์อีกหลายแห่งทั่วประเทศ ส่วนผู้ช่วยศาสตราจารย์ผดุงศักดิ์ ศิลากร นี้เป็นลูกอาจารย์สนั่นและเป็นผู้ปั้นพระราชานุสาวรีย์ของสมเด็จย่า สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่ประดิษฐานอยู่ในศาลา ๑๐๐ ปีของศิริราชข้างพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบรมราชชนก ซึ่งประชาชนมักเห็นจากสื่ออยู่เสมอเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จถวายพระราชสักการะในวโรกาสต่างๆ จึงมีความพิเศษอย่างยิ่ง  ที่พระบรมราชานุสาวรีย์ของพระบรมราชชนกและพระบรมราชชนนีนั้นได้ประดิษฐานคู่กันที่ศิริราช มหาวิทยาลัยมหิดล และประติมากรผู้ปั้นก็เป็นพ่อลูกกัน ทว่า เกิดขึ้นต่างช่วงเวลากันหลายทศวรรษ โดยเริ่มจากผู้พ่อปั้นพระบรมราชชนกซึ่งเป็นพระบิดาทางการแพทย์ เว้นไปเกือบ ๓๐ ปี อาจารย์ผดุงศักดิ์ผู้ลูก ซึ่งนอกจากกลายเป็นผู้มีฝีมือทางประติมากรรมเหมือนพ่อและเข้ามาเป็นอาจารย์เวชนิทัศน์อยู่ที่ศิริราชที่ประติมากรผู้พ่อได้ปั้นพระรูปสมเด็จพระบรมราชชนกไว้พระองค์หนึ่งแล้ว ก็ได้เป็นผู้ปั้นพระบรมราชชนนี พระผู้เป็นมารดาการพยาบาล อีกทั้งประดิษฐานอยู่ที่ศิริราช ซึ่งเป็นที่ตั้งของ ๒ คณะวิชาคู่กันที่น้อมเกล้าว่าทั้งสองพระองค์เป็นต้นแบบเชิงอุดมคติ อันได้แก่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชและคณะพยาบาลศาสตร์ศิริราช ที่เก่าแก่ที่สุดของสังคมไทยเช่นกัน ซึ่งกรณีดังกล่าวนี้ นอกจากจะบอกเล่าพัฒนาการสุขภาวะของสังคมไทยผ่านห้วงเวลานับครึ่งศตวรรษแล้ว ความสืบเนื่อง สอดคล้อง และลงตัวไปด้วยกันในหลายองค์ประกอบอย่างนี้ ก็นับว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากอย่างยิ่ง
[๒] [๓] สาขาวิชาเวชนิทัศน์ ที่ก่อตั้งและดำเนินการขึ้นในประเทศไทยนี้ เป็นแห่งแรกของกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชีย ในต่างประเทศอย่างเช่นอเมริกานั้นจัดเป็นสาขาเฉพาะทางสำหรับสร้างผู้เชี่ยวชาญในขั้นสูง ในบางมหาวิทยาลัยจะดำเนินการสาขาวิชาเวชนิทัศน์เป็นหลักสูตรประกาศนียบัตรหลังปริญญาเทียบเท่าปริญญาโท ผู้ที่เข้าศึกษาในสาขาเวชนิทัศน์จะต่างจากกรณีประเทศไทยซึ่งรับผู้ที่พัฒนาตนเองมาจากทางศิลปะแล้วมาศึกษาทางวิทยาศาสตร์เวชนิทัศน์ ทว่า ในต่างประเทศอาจจัดเป็นหลักสูตรที่รับผู้สำเร็จการศึกษาทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์แล้วมาศึกษาต่อ อันได้แก่จบแพทย์ ชีววิทยา วิทยาศาสตร์สุขภาพ และวิทยาศาสตร์สาขาต่างๆแล้วจึงมาพัฒนาความเชี่ยวชาญเพิ่มทางศิลปะกับ Imaging Sciences  สาขาวิชาเวชนิทัศน์ของประเทศไทยจึงสนองตอบต่อความจำเป็นของประเทศและมีความเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง  ปัจจุบัน มีสาขาวิชาเวชนิทัศน์เฉพาะด้านแยกย่อยอีกหลายสาขาในมหาวิทยาลัยต่างๆในสหรัฐอเมริกามากกว่า ๑๐ แห่ง เช่น การวาดภาพศัลกรรมประสาท การวาดภาพศัลยกรรมตา การทำภาพร่วมกับเทคโนโลยีถ่ายภาพกล้องอีเลคตรอน เทคนิควิทยาศาสตร์และศิลปะการทำภาพทางอาชญาวิทยา อีกทั้ง มีแนวโน้มการขยายตัวไปเป็นมืออาชีพในภาคธุรกิจสื่อของภาคเอกชน มากกว่าจะขยายตัวอยู่ในมหาวิทยาลัยและสถาบันวิชาการ 
[๔] ความแตกต่างกันของหลักสูตรที่ปรับปรุงและดำเนินการใหม่ในสาขาเทคโนโลยีการศึกษาแพทยศาสตร์นี้กับสาขาวิชาเวชนิทัศน์แบบเดิมก็คือ หลักสูตรเวชนิทัศน์ในระยะแรกจะเป็นหลักสูตรการศึกษาแบบต่อเนื่อง (Extension Education Degree Programme) คัดเลือกผู้ที่เก่งทางด้านศิลปะมาพัฒนาต่อเนื่องทางวิทยาศาสตร์เวชนิทัศน์ เป็น Art and Sciences Integration ส่วนหลักสูตรที่ปรับปรุงใหม่นี้จะมีลักษณะเป็นหลักสูตรแบบสหวิทยาการ (Multi-Disciplinary Education Degree Program) ซึ่งจะสามารถเตรียมพื้นฐานทางด้านต่างๆให้มีความจำเพาะด้านดังที่ต้องการได้ดีกว่า โดยเฉพาะทฤษฎีพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และการแพทย์ แต่เน้นทางด้าน IT และ CAG : Computer Art and Graphic หลักสูตรที่ดึงเอาหลายสาขามารวมกันแล้วจัดการศึกษาเป็นหลักสูตรเดียวกันนั้นผู้เรียนก็ต้องเรียนรู้สาขาวิชาที่แยกส่วนจากภายนอกให้บูรณาการขึ้นในตัวผู้เรียนแทนการศึกษาต่อเนื่องกันไปทีละด้าน.