เวชนิทัศน์กับนักวิชาชีพเทคโนโลยีการศึกษาแพทยศาสตร์
เมื่อวันพุธที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๓ ของสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เอง พี่แก้ว : ราตรี ปั้นพินิจ หัวหน้างานเวชนิทัศน์และโสตทัศนศึกษาของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในนามของนายกสมาคมเวชนิทัศน์สมาคมแห่งประเทศไทย และเครือข่ายวิชาชีพสุขภาพ มาชวนผมไปร่วมรับฟังและให้ข้อเสนอแนะการนำเสนอผลงานการคิดทำสื่อต้นแบบเพื่อให้การเรียนรู้ทางสังคมและรณรงค์เรื่องบุหรี่กับการบริโภคยาสูบของกลุ่มผู้เข้าประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง บทบาทเวชนิทัศน์กับวิชาชีพเทคโนโลยีการศึกษาแพทยศาสตร์เพื่อรณรงค์ให้สังคมไทยปลอดบุหรี่ เจ้าภาพจัดประชุมคือเวชนิทัศน์สมาคม(ประเทศไทย)กับเครือข่ายวิชาชีพสุขภาพและสำนักงานคณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส) ณ โรงแรมรอยัลปริ๊นซ์เซส หลานหลวง กรุงเทพฯ
เป็นโอกาสทำงานพร้อมกับเป็นเครื่องน้อมรำลึกถึงครูอาจารย์และสถาบันวิชาชีพเวชนิทัศน์
ผมนั้นเป็นศิษย์เก่าเมื่อตอนเรียนปริญญาตรีของโรงเรียนเวชนิทัศน์ แล้วก็ได้ใช้ความรู้เวชนิทัศน์ทำงานเป็นเครื่องมือส่งเสริมการพัฒนาให้กับงานเชิงเนื้อหาอีกหลายสาขาโดยเฉพาะการสาธารณสุขมูลฐานและการพัฒนาสุขภาพในชุมชนระดับต่างๆ จึงคิดว่าพอจะมองข้ามพรมแดนวิชาการเวชนิทัศน์ออกไปยังโลกภายนอกและมองจากแวดวงภายนอกเข้ามายังวงวิชาการเวชนิทัศน์ ขณะเดียวกันก็พอจะช่วยกันพิจารณาความเชื่อมโยงกับมิติอื่นๆให้เห็นขอบเขตการทำงานที่หลากหลายและกว้างขวางมากยิ่งๆขึ้นได้ จึงถือว่างานนี้เป็นโอกาสดีที่ได้ทำงานร่วมกับเครือข่ายวิชาการเวชนิทัศน์ที่เป็นส่วนหนึ่งในระบบสนับสนุนการดูแลสุขภาวะของผู้คน แล้วก็เป็นโอกาสได้เห็นผลงานดีๆมากมายที่ไม่ค่อยได้เป็นที่รับรู้ของสังคมในมิติที่ให้ทรรศนะกว้างกว่าที่เคยรับรู้กันทั่วไป เลยอยากนำมาเล่าแบ่งปันและบันทึกสืบทอดไว้ให้แก่ผู้สนใจครับ
ภาพที่ ๑ กลุ่มผู้ร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ : บทบาทเวชนิทัศน์กับวิชาชีพเทคโนโลยีการศึกษาแพทยศาสตร์ เพื่อรณรงค์ให้สังคมไทยปลอดบุหรี่ ครั้งที่ ๑ ที่โรงแรมรอยัล ปริ๊นส์เซส หลานหลวง ผู้ชายยืนลำดับ ๒ จากซ้าย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ผดุงศักดิ์ ศิลากร [๑] อาจารย์เวชนิทัศน์และประติมากรผู้ปั้นพระราชานุสาวรีย์สมเด็จย่า สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่ประดิษฐานในศาลา ๑๐๐ ปีของศิริราชข้างพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบรมราชชนกซึ่งปั้นเมื่อกว่า ๓๐ ปีมาแล้วโดยสนั่น ศิลากร พ่อของอาจารย์ผดุงศักดิ์ ศิลากร
ภาพที่ ๒ การระดมความคิดกลุ่มย่อยเพื่อพัฒนาสื่อต้นแบบ ผู้ชายยืนด้านซ้าย คือ ชวัล ฝันเชียร หรือนามปากกา แว่น มือการ์ตูนมีชื่อในวงการระดับประเทศคนหนึ่ง อดีตนายกสมาคมเวชนิทัศน์และปัจจุบันเป็นนักเวชนิทัศน์อยู่การไฟฟ้าฝ่ายผลิต ผู้ชายสวมเสื้อเทาเข้มผูกเนคไท คือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชาญวิทย์ ปั้นทอง ศิษย์เก่าเพาะช่าง สาขาจิตรกรรมสากล และปัจจุบัน หลังจากจบสาขาเวชนิทัศน์ก็เป็นอาจารย์ของโรงเรียนเวชนิทัศน์กระทั่งปัจจุบัน อาจารย์ชาญวิทย์นี้กับพี่เป็ด ปริญญา สุขชิต นักอนุรักษ์ว่าวไทยสนามหลวงและมือเชียร์กีฬาไทยระดับโลก คือผู้ที่ร่วมกันทำว่าวระบายสีซึ่งเป็นที่นิยมแพร่หลายและเป็นต้นแบบของว่าวระบายสีแบบต่างๆทั้งที่สนามหลวงและในประเทศไทยดังปัจจุบัน สุภาพสตรีเห็นด้านข้างริมขวาคือว่าที่ ดร.โสภิตา สุวุฒโฒ อาจารย์เวชนิทัศน์และเลขาธิการเวชนิทัศน์สมาคม(ประเทศไทย) ของคณะกรรมการบริหารสมาคมสมัยปัจจุบัน
กลุ่มผู้เข้าร่วมประชุมกับจุดหมายเพื่อพัฒนาชีวิตและสุขภาพ
กลุ่มคนที่เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ เป็นกลุ่มครูอาจารย์ นักศึกษา นักวิชาการและคนทำงานด้านเวชนิทัศน์ที่เป็นเครือข่ายสมาชิกของสมาคมจากทั่วประเทศ เป็นกลุ่มประชุมขนาดต่ำกว่า ๓๐ คน ซึ่งจัดว่าเป็นเวทีขนาดเล็ก ทว่า กลุ่มคนที่เข้าร่วมนั้นจัดว่าเป็นกลุ่มสุดยอดฝีมือกลุ่มหนึ่ง ที่ต่างก็มีความเด่นในหลายแขนงของสาขาวิชาชีพเวชนิทัศน์ในประเทศไทย หรืออาจจะกล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งในสาขานี้ของกลุ่มประเทศในเอเชียก็ย่อมได้ [๒] หลายเรื่องที่เป็นผลงานของกลุ่มผู้เข้าร่วมประชุมนี้ต้องจัดว่าเป็นต้นฉบับที่บุกเบิกสิ่งที่มีคุณค่าทั้งต่อวิชาการเวชนิทัศน์และต่อภูมิปัญญาสร้างสรรค์ของสังคมในสาขานี้
การทำสื่อต้นแบบในเวทีนี้ มีโจทย์จากความต้องการของผู้ใช้มาเป็นประเด็นการทำงานที่ชัดเจน คือ สมาคมเครือข่ายวิชาชีพสุขภาพ ซึ่งมีศาสตราจารย์แพทย์หญิงผ่องศรี เผ่าสวัสดิ์ เป็นนายกสมาคมและท่านได้มาร่วมแสดงทรรศนะ บอกกล่าวจุดหมายสำคัญของการร่วมกันจัดประชุมขับเคลื่อนเครือข่ายนักวิชาชีพเวชนิทัศน์นี้ขึ้นว่า อยากได้สื่อภาพยนต์โฆษณาประชาสัมพันธ์สั้นๆ ฉายในโรงภาพยนต์ทั้งในกรุงเทพฯและทั่วประเทศเพื่อรณรงค์เรื่องบุหรี่กับสุขภาพ
งานที่มีองค์กรผู้ใช้พร้อมจะรับลูกต่อในการนำไปก่อให้เกิดความสร้างสรรค์ต่อสาธารณะอย่างกว้างขวางต่อไปอย่างนี้ ต้องนับว่าเป็นโอกาสดีที่สุดครั้งหนึ่งที่จะได้เรียนรู้จากของจริงในอีกมิติของวิชาชีพเวชนิทัศน์ต่อบทบาทบริการวิชาชีพแก่สังคมให้เด่นชัดมากยิ่งขึ้น สอดคล้องอย่างยิ่งกับหัวข้อประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้
ผลกระทบและผลสืบเนื่องต่อเครือข่ายสร้างสุขภาวะสังคม
ขณะเดียวกัน ในฐานะที่เคยเป็นเลขาธิการในยุคพี่วิโรจน์ นาวาอากาศเอกวิโรจน์ นุตะพันธุ์ เป็นนายกสมาคมและเป็นอุปนายกสมาคมในวาระต่อจากนั้น อีกทั้งเป็นสมาชิกตลอดชีพของสมาคมด้วยคนหนึ่ง ผมก็เลยขอเสริมแนวคิดให้กับที่ประชุมไปด้วยว่า คนทำงานเวชนิทัศน์ในประเทศไทยนั้นมีอยู่จำนวนน้อย ในขณะที่คนทำงานศิลปะกับทำสื่อสุขภาพใช้ตามหน่วยงานชุมชนเฉพาะกิจนั้นไม่ค่อยมี การทำงานอย่างนี้จึงควรทำให้เป็นกระบวนการเรียนรู้ แปรการทำงานให้เป็นโอกาสพัฒนาเครือข่ายทางวิชาการอีกแขนงหนึ่งเพื่อมีส่วนร่วมเป็นกำลังการพัฒนาสังคมให้มากยิ่งๆขึ้นไปด้วย
จัดว่าเป็นการประสานงานเพื่อระดมความร่วมมือกันของเครือข่ายระหว่างสหสาขา (Multi-sectoral and Multi-disciplinary Networking) ของสาขาวิชาชีพแพทย์ สาธารณสุข เวชนิทัศน์ และภาคธุรกิจสื่อบันเทิงของสาธารณะ ขณะเดียวกัน ก็ระดมความคิดพัฒนาสื่อต้นแบบอย่างอื่นเพื่อขับเคลื่อนพลังสังคมอย่างบูรณาการ อีกทั้งเป็นโอกาสเรียนรู้ เผยแพร่ผลงานวิชาการและพัฒนาเครือข่ายเวชนิทัศน์ไปด้วย
บรรยากาศเรียนรู้และระดมพลังทำงานเข้มข้น

ภาพที่ ๓ การระดมความคิดกลุ่มย่อยเพื่อพัฒนาสื่อต้นแบบ ๓ กลุ่ม กลุ่มทำสปอตและภาพยนต์โฆษณา กลุ่มทำมัลติมีเดีย และกลุ่มทำหุ่นจำลอง จากนั้นนำเสนอ อภิปราย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ รวบรวมข้อเสนอแนะและข้อคิดเห็น

ภาพที่ ๔ การทำงานกลุ่มย่อย นำเสนอผลงาน และบรรยากาศเวทีประชุม บนซ้าย : คุณน้อยหน่า : จิรฐา นรพิทยนารถ ช่างภาพหญิงและวิทยากรการถ่ายภาพเพื่อประชาสัมพันธ์ กับอุบลรัตน์ ชุนเจริญ นักเวชนิทัศน์ จากกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เจ้าของผลงานและสิทธิบัตรการทำเก้าอี้กระดาษเปเปอร์มาเช่เพื่อน้องผู้พิการจากกระดาษและวัสดุเหลือใช้ และอดีตนายกสมาคมเวชนิทัศน์สมาคม(ประเทศไทย) มุมล่างซ้าย : พี่แก้ว : ราตรี ปั้นพินิจ นายกสมาคมคนปัจจุบัน ผู้จัดประชุม
ระดมพลังกลุ่มสร้างสรรค์สื่อรณรงค์ ๓ ประเภท
การทำงานกลุ่มย่อยและนำเสนอแนวคิดการทำสื่อสื่อต้นแบบที่ต้องการ แบ่งทำงานกัน ๓ กลุ่มย่อยเล็กๆ โดยแบ่งตามชนิดของสื่อโดยถือเอาตัวคนและความเชี่ยวชาญที่กลุ่มผู้เข้าร่วมประชุมมีอยู่เป็นเกณฑ์จัดกลุ่ม คือ กลุ่มทำสื่อสปอตและภาพยนต์โฆษณาในโรงภาพยนต์ | กลุ่มทำสื่อมัลติมีเดีย | และกลุ่มทำหุ่นจำลอง
พอทำงานความคิดและวางแผนในกลุ่มย่อยเสร็จก็นำเสนอในเวทีรวม ผมเป็นผู้ดำเนินรายการทั้งช่วยกันเรียนรู้ในเวทีวิพากษ์วิจารณ์ และเสนอแนะ ได้ข้อมูลและการออกแบบเพื่อการทำสื่อต้นแบบอย่างที่ต้องการ ๓ ชุดซึ่งนอกจากจะนำไปเป็นข้อมูลเบื้องต้นสำหรับทำสื่อต่อไปแล้ว พี่แก้วและสมาคมเวชนิทัศน์ก็จะนำไปรวมกับผลของการประชุมจัดพิมพ์เผยแพร่ต่อไปอีกด้วย
เครือข่ายข้อมูลและแหล่งวิทยาการรอบด้าน
นอกจากการทำงานกันในเวทีประชุมปฏิบัติการนี้แล้ว กิจกรรมและองค์ประกอบที่จัดให้เป็นสภาพแวดล้อมทางข้อมูลและทำเป็นวัตถุดิบสำหรับทำงานความคิด หาแรงบันดาลใจเพื่อการทำงานกันของกลุ่มนักเวชนิทัศน์ในเวที ก็มีความเข้มข้นและน่าสนใจมาก มีนักวิชาการสาขาแพทย์อายุรศาสตร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์สุทัศน์ รุ่งเรืองหิรัญปัญญา จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กับ เภสัชกรคฑา บัณฑิตานุกูล เครือข่ายวิชาชีพเภสัชกรรม สภาเภสัชกรรม มาเป็นวิทยากรให้ข้อมูลทางวิชาการเกี่ยวกับบุหรี่ สถานการณ์ โทษภัย ผลกระทบและผลสืบเนื่องต่อสุขภาพและมิติอื่นๆ ศาสตราจารย์ ดร.ชุติมา สัจจานันท์ มาช่วยให้ความรู้ในด้านพัฒนาบทความวิชาการเพื่อทำให้มีการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการเกิดขึ้นควบคู่ไปด้วย แล้วก็มีคุณน้อยหน่า : จิรฐา นรพิทยนารถ ช่างภาพหญิงมือรางวัลพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฏราชกุมาร มาถ่ายทอดแนวคิดและประสบการณ์การถ่ายภาพเพื่อประชาสัมพันธ์ ซึ่งมีผลงานระดับเกินความเป็นคนถ่ายภาพรุ่นเยาว์มาให้ชมจากของจริงมากมาย
สาขาวิชาชีพเวชนิทัศน์และผลงานศิลปะสื่อแพทยศาสตร์ศึกษา
สาขาวิชาชีพเวชนิทัศน์ ก่อตั้งขึ้นแห่งแรกในประเทศไทยที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราช มหาวิทยาลัยมหิดลเมื่อกว่า ๓๐ ปีแล้ว[๓] เป็นสาขาที่บูรณาการกันของหลายสาขา ที่สำคัญคือ ศิลปะ วิทยาศาสตร์การแพทย์ การศึกษาและการสื่อสาร การถ่ายภาพและเทคโนโลยีสื่อภาพและเสียง การจัดแสดงและการสื่อสารเผยแพร่เพื่อการศึกษาเรียนรู้ กายวิภาคศาสตร์ ภาษาอังกฤษทางการแพทย์ และสถิติเพื่อการเก็บบันทึกข้อมูล
สาขาวิชาชีพเวชนิทัศน์นั้น ไม่ได้มีผลต่อสุขภาพโดยตรง แต่ก็เป็น Methodology และ Tools ที่ช่วยพัฒนาการศึกษาเรียนรู้ของปัจเจกและสังคม ให้เป็นปัจจัยเชิงสังคมวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี (Social Learning,Socio-Economic and Environmental Determinants in Health) ก่อให้เกิดสุขภาวะสังคมและส่งผลต่อความมีสุขภาพดีอีกทีหนึ่ง ซึ่งเป็นอีกมิติที่สำคัญมากต่อการพัฒนาสุขภาพและคุณภาพชีวิตของพลเมือง โดยเฉพาะในปัจจุบันซึ่งยุทธศาสตร์การพัฒนาสุขภาพได้มุ่งเน้นการสร้างนำซ่อม
แต่เดิมนั้น ผู้จบสาขาเวชนิทัศน์จะทำงานในตำแหน่งช่างภาพการแพทย์ และต่อมา หลายหน่วยงานก็บรรจุในตำแหน่งนักวิชาการโสตทัศนศึกษา เป็นสาขาหนึ่งที่ทำงานเป็นทีมวิชาการและสนับสนุนทางวิชาการให้แก่แพทย์ อาจารย์แพทย์ นักวิทยาศาสตร์ บุคลากรทางการแพทย์และสุขภาพ เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลและบันทึกข้อมูลภาพทางการแพทย์ รวมทั้งทำสื่อและสิ่งแสดงทางการแพทย์ สำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการวิจัย การจัดการศึกษา การเรียนการสอน การทำสื่อด้วยวิธีการทางศิลปะแบบต่างๆ การทำภาพประกอบและทำงานศิลปะหนังสือ ตำราทางการแพทย์ การจัดแหล่งเรียนรู้ นิทรรศการและพิพิธภัณฑ์ การสื่อสารเรียนรู้และเผยแพร่ความรู้ทางสุขภาพแก่สังคม สามารถพัฒนากิจกรรมดังที่กล่าวมาในข้างต้นนี้ให้เป็นการสนับสนุนทางวิชาการแก่ด้านการแพทย์และการพัฒนาสุขภาพได้ทั้ง ๔ มิติ ทั้งด้านการรักษา การป้องกันและควบคุมโรค การส่งเสริม และการบำบัดฟื้นฟู

ภาพที่ ๕ ผลงานของนักเวชนิทัศน์ซึ่งแต่ละคนจะมีพื้นฐานความเป็นจิตรกรและคนทำงานที่เป็นเลิศในสาขาศิลปะแขนงต่างๆ จึงพัฒนาความเชี่ยวชาญบางด้านของสาขาเวชนิทัศน์ร่วมกับแพทย์และนักวิทยาศาสตร์สาขาต่างๆ เช่น ภาพบน : การเขียนภาพร่วมกับอาจารย์แพทย์ในสาขากายวิภาคศาสตร์ บนขวา : การปั้นและทำงานประติมากรรมหุ่นจำลองแสดงปอดของผู้ป่วยมะเร็ง ร่วมกับแพทย์ ศัลยแพทย์ และอาจารย์แพทย์สาขากายวิภาคศาสตร์ ภาพล่างซ้ายและล่างขวา : การเขียนภาพทางการแพทย์ และกลางขวา : การวาดเส้นเพื่อเป็นสื่อแพทยศาสตร์ศึกษาในวิชากายวิภาคศาสตร์ ภาพและสื่อในลักษณะดังกล่าวนี้ นอกจากจะเป็นสื่อการสอนและจัดแสดงเพื่อสร้างการเรียนรู้แก่สังคมแล้ว ก็จะเป็นภาพสำหรับทำตำราและสื่อสิ่งพิมพ์แพทยศาสตร์ศึกษา ซึ่งทำให้ตำราและสื่อสิ่งพิมพ์ทางการแพทย์ของไทยมีความเป็นเลิศ ได้มาตรฐานทั้งด้านวิชาการและคุณภาพในการเป็นสื่อเพื่อการศึกษาค้นคว้า เป็นส่วนหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังความเป็นผู้นำด้านแพทยศาสตร์ศึกษาในระดับนานาชาติและของโลกของสถาบันการศึกษาทางการแพทย์ของไทย

ภาพที่ ๖ ตัวอย่างผลงานเวชนิทัศน์ ของนักเวชนิทัศน์กับกลุ่มแพทย์ อาจารย์แพทย์และนักวิทยาศาสตร์ บนซ้าย : ผลงานของ องอาจ ศิลปะ จากคณะแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สิ่งประดิษฐ์ร่วมกับการปั้นและหล่อแสดงโครงสร้างของหูชั้นในเมื่อน้ำในหูผิดปรกติและทำให้ผู้ป่วยเกิดการสูญเสียการควบคุมการทรงตัว ให้สามารถสังเกตและวินิจฉัยได้จากภายนอก ทำให้แพทย์วินิจฉัยและเป็นสื่อให้การศึกษาที่ผู้ป่วยสามารถเห็นและเข้าใจได้ง่าย เพื่อที่จะได้ให้ความร่วมมือการรักษาและสามารถดูแลสุขภาพตนเองได้อย่างดี ล่างซ้าย : ผลงานและสิทธิบัตรการทำหุ่นจำลองอมีบาและจุลชีพด้วยเทคนิคศิลปะการเป่าแก้ว โดย สมควร สุวุฒโฒ จากคณะแพทยศาสตร์ศิริาราช มหาวิทยาลัยมหิดล สื่อและหุ่นจำลองทางการแพทย์ในลักษณะดังกล่าวนี้ เป็นสื่อคุณภาพสูงทั้งด้านวิชาการและศิลปะสื่อซึ่งสามารถเผยแพร่ให้แก่สถาบันการศึกษาทุกระดับของประเทศ นอกจากทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศในราคาสูงแล้ว หลายชิ้นเป็นสิ่งที่สร้างสรรค์ขึ้นเป็นต้นฉบับของประเทศไทย

ภาพที่ ๗ ผลงานประดิษฐ์และสิทธิบัตรงานสร้างสรรค์นวัตกรรมเปเปอร์มาเช่จากกระดาษเหลือใช้ เพื่อทำเก้าอี้ด้วยมือให้แก่เด็กออทิสติกและเด็กผู้พิการ โดย อุบลรัตน์ ชุนเจริญ นักเวชนิทัศน์ของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข และอดีตนายกสมาคมเวชนิทัศน์(ประเทศไทย) ปัจจุบันได้รับการสนับสนุนจากธนาคารออมสินให้เป็นแหล่งเผยแพร่และส่งเสริมให้ทำเองด้วยมือของพ่อแม่และครอบครัว โดยระดมพลังจิตรอาสาและการระดมจิตสาธารณะทั้งจากปัจเจกและภาคธุรกิจเอกชน


ภาพที่ ๘,๙ : องอาจ ศิลปะ นักเวชนิทัศน์กับหน่วยทำหุ่นจำลองทางการแพทย์ ของงานโสตทัศนศึกษาและเวชนิทัศน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นหน่วยเวชนิทัศน์แห่งหนึ่งที่พัฒนาเทคนิควิธีการในการทำหุ่นจำลองทางการแพทย์ได้อย่างก้าวหน้ามากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ทั้งเพื่อใช้ในการศึกษาทางการแพทย์ งานวินิจฉัยและการบำบัดรักษา รวมทั้งการบำบัดฟื้นฟูและการให้การศึกษาแก่ผู้ใช้บริการทางสุขภาพจากแพทย์ผู้ให้บริการ
สาขาวิชาชีพเวชนิทัศน์ในประเทศไทย
ผู้บุกเบิกและก่อตั้งสาขาวิชาเวชนิทัศน์ขึ้นในประเทศไทยคือ ศาสตราจารย์นายแพทย์สุด แสงวิเชียร ซึ่งมีแนวทางมาจากมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกิ้นของสหรัฐอเมริกา และมีอาจารย์แพทย์กับครูอาจารย์ทางศิลปะร่วมเป็นผู้บุกเบิกที่สำคัญคือ รองศาสตราจารย์นายแพทย์นันทวัน พรหมผลิน รองศาสตราจารย์นายแพทย์สภา ลิมพานิชยการ หรือที่สังคมไทยรู้จักในนามหมอ ๕ บาท อาจารย์กอง สมิงชัย และอาจารย์โชติ แสงสมพร แต่เดิมนั้นเป็นหลักสูตรต่อเนื่อง รับคนเรียนจบทางศิลปะในระดับ ปวส.และอนุปริญญาของโรงเรียนเพาะช่าง มหาวิทยาลัยศิลปากร โรงเรียนช่างศิลป์ และสถาบันการศึกษาต่างๆของประเทศ มาเรียนต่อทางด้านทฤษฎีและทางด้านสาขาเวชนิทัศน์อีก ๒ ปี ในหลักสูตร วิทยาศาสตรบัณฑิต (วท.บ.) สาขาเวชนิทัศน์ ปัจจุบัน ได้ปรับปรุงหลักสูตรเป็นหลักสูตรวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีบัณฑิตสาขาเทคโนโลยีการศึกษาทางการแพทย์ เป็นหลักสูตร ๔ ปี รับผู้จบการศึกษา ม.๖ จากทั่วประเทศและเน้นทั้งด้านศิลปะสื่อเพื่อแพทยศาสตร์ศึกษา คอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ [๔][๕]
นอกจากนี้ก็มีการจัดหลักสูตรขึ้นอีกในแหล่งอื่นของประเทศ คือ หลักสูตรเวชสาธิต ของกระทรวงสาธารณสุข[๖] ซึ่งเป็นหลักสูตรระดับประกาศนียบัตร และหลักสูตรวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีบัณฑิตสาขาเวชนิทัศน์ ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น[๗] ผมเองนั้นเป็นศิษย์เก่าของเวชนิทัศน์ศิริราชรุ่นที่ ๑๖ จบปีการศึกษา ๒๕๒๕-๒๕๒๖
การได้ไปเป็นวิทยากรและร่วมเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ เลยเหมือนกับได้กลับไปเยี่ยมบ้าน ได้สันถวะกับพี่น้อง ครูอาจารย์ รวมทั้งได้ดูความเคลื่อนไหวของการทำงาน ได้ความชื่นชมและได้แรงบันดาลใจดีๆหลายอย่าง.
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เชิงอรรถ :
[๑] UNSEEN
ของมหิดลและประเทศไทย
:
สุขภาพและคุณภาพชีวิตของพลเมืองสังคมไทย
กับพระบรมราชานุสาวรีย์คู่กันของพระบรมราชชนกกับพระบรมราชชนนี
พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม
พระบรมราชชนกหรือพระบิดาการแพทย์สมัยใหม่ของไทยที่ประดิษฐานอยู่หน้าตึก
๗๒ ปีของศิริราชนั้น
ประติมากรผู้ปั้นคือ ศาสตราจารย์สนั่น ศิลากร
ศิลปินแห่งชาติศิษย์เอกท่านหนึ่งของศาสตราจารย์ศิลป์
พีรศรี
และเป็นผู้ปั้นอนุสาวรีย์อีกหลายแห่งทั่วประเทศ ส่วนผู้ช่วยศาสตราจารย์ผดุงศักดิ์
ศิลากร
นี้เป็นลูกอาจารย์สนั่นและเป็นผู้ปั้นพระราชานุสาวรีย์ของสมเด็จย่า
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
ที่ประดิษฐานอยู่ในศาลา ๑๐๐
ปีของศิริราชข้างพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบรมราชชนก
ซึ่งประชาชนมักเห็นจากสื่ออยู่เสมอเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
สมเด็จพระราชินี
และพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จถวายพระราชสักการะในวโรกาสต่างๆ
จึงมีความพิเศษอย่างยิ่ง
ที่พระบรมราชานุสาวรีย์ของพระบรมราชชนกและพระบรมราชชนนีนั้นได้ประดิษฐานคู่กันที่ศิริราช
มหาวิทยาลัยมหิดล และประติมากรผู้ปั้นก็เป็นพ่อลูกกัน ทว่า
เกิดขึ้นต่างช่วงเวลากันหลายทศวรรษ
โดยเริ่มจากผู้พ่อปั้นพระบรมราชชนกซึ่งเป็นพระบิดาทางการแพทย์
เว้นไปเกือบ ๓๐ ปี อาจารย์ผดุงศักดิ์ผู้ลูก
ซึ่งนอกจากกลายเป็นผู้มีฝีมือทางประติมากรรมเหมือนพ่อและเข้ามาเป็นอาจารย์เวชนิทัศน์อยู่ที่ศิริราชที่ประติมากรผู้พ่อได้ปั้นพระรูปสมเด็จพระบรมราชชนกไว้พระองค์หนึ่งแล้ว
ก็ได้เป็นผู้ปั้นพระบรมราชชนนี พระผู้เป็นมารดาการพยาบาล
อีกทั้งประดิษฐานอยู่ที่ศิริราช ซึ่งเป็นที่ตั้งของ ๒
คณะวิชาคู่กันที่น้อมเกล้าว่าทั้งสองพระองค์เป็นต้นแบบเชิงอุดมคติ
อันได้แก่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชและคณะพยาบาลศาสตร์ศิริราช
ที่เก่าแก่ที่สุดของสังคมไทยเช่นกัน ซึ่งกรณีดังกล่าวนี้
นอกจากจะบอกเล่าพัฒนาการสุขภาวะของสังคมไทยผ่านห้วงเวลานับครึ่งศตวรรษแล้ว
ความสืบเนื่อง สอดคล้อง และลงตัวไปด้วยกันในหลายองค์ประกอบอย่างนี้
ก็นับว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากอย่างยิ่ง
[๒]
[๓] สาขาวิชาเวชนิทัศน์
ที่ก่อตั้งและดำเนินการขึ้นในประเทศไทยนี้
เป็นแห่งแรกของกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชีย
ในต่างประเทศอย่างเช่นอเมริกานั้นจัดเป็นสาขาเฉพาะทางสำหรับสร้างผู้เชี่ยวชาญในขั้นสูง
ในบางมหาวิทยาลัยจะดำเนินการสาขาวิชาเวชนิทัศน์เป็นหลักสูตรประกาศนียบัตรหลังปริญญาเทียบเท่าปริญญาโท
ผู้ที่เข้าศึกษาในสาขาเวชนิทัศน์จะต่างจากกรณีประเทศไทยซึ่งรับผู้ที่พัฒนาตนเองมาจากทางศิลปะแล้วมาศึกษาทางวิทยาศาสตร์เวชนิทัศน์
ทว่า
ในต่างประเทศอาจจัดเป็นหลักสูตรที่รับผู้สำเร็จการศึกษาทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์แล้วมาศึกษาต่อ
อันได้แก่จบแพทย์ ชีววิทยา วิทยาศาสตร์สุขภาพ
และวิทยาศาสตร์สาขาต่างๆแล้วจึงมาพัฒนาความเชี่ยวชาญเพิ่มทางศิลปะกับ
Imaging Sciences
สาขาวิชาเวชนิทัศน์ของประเทศไทยจึงสนองตอบต่อความจำเป็นของประเทศและมีความเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง
ปัจจุบัน
มีสาขาวิชาเวชนิทัศน์เฉพาะด้านแยกย่อยอีกหลายสาขาในมหาวิทยาลัยต่างๆในสหรัฐอเมริกามากกว่า
๑๐ แห่ง เช่น การวาดภาพศัลกรรมประสาท การวาดภาพศัลยกรรมตา
การทำภาพร่วมกับเทคโนโลยีถ่ายภาพกล้องอีเลคตรอน
เทคนิควิทยาศาสตร์และศิลปะการทำภาพทางอาชญาวิทยา อีกทั้ง
มีแนวโน้มการขยายตัวไปเป็นมืออาชีพในภาคธุรกิจสื่อของภาคเอกชน
มากกว่าจะขยายตัวอยู่ในมหาวิทยาลัยและสถาบันวิชาการ
[๔]
ความแตกต่างกันของหลักสูตรที่ปรับปรุงและดำเนินการใหม่ในสาขาเทคโนโลยีการศึกษาแพทยศาสตร์นี้กับสาขาวิชาเวชนิทัศน์แบบเดิมก็คือ
หลักสูตรเวชนิทัศน์ในระยะแรกจะเป็นหลักสูตรการศึกษาแบบต่อเนื่อง
(Extension Education Degree Programme)
คัดเลือกผู้ที่เก่งทางด้านศิลปะมาพัฒนาต่อเนื่องทางวิทยาศาสตร์เวชนิทัศน์ เป็น
Art and Sciences
Integration ส่วนหลักสูตรที่ปรับปรุงใหม่นี้จะมีลักษณะเป็นหลักสูตรแบบสหวิทยาการ
(Multi-Disciplinary Education Degree Program)
ซึ่งจะสามารถเตรียมพื้นฐานทางด้านต่างๆให้มีความจำเพาะด้านดังที่ต้องการได้ดีกว่า
โดยเฉพาะทฤษฎีพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และการแพทย์ แต่เน้นทางด้าน
IT และ CAG : Computer Art and
Graphic หลักสูตรที่ดึงเอาหลายสาขามารวมกันแล้วจัดการศึกษาเป็นหลักสูตรเดียวกันนั้นผู้เรียนก็ต้องเรียนรู้สาขาวิชาที่แยกส่วนจากภายนอกให้บูรณาการขึ้นในตัวผู้เรียนแทนการศึกษาต่อเนื่องกันไปทีละด้าน.
ข้อมูลจากทางการยืนยันออกมาเรื่อยๆ ว่าเยาวชนติดสิ่งเสพติด(บุหรี่)ในอัตราที่เพิ่มขึ้นทุกปี
นับเป็นปัญหาทางด้านสุขภาพและปัญหาสังคม
กราบนมัสการพระคุณเจ้า พระอาจารย์มหาแลครับ
สวัสดีค่ะท่านอาจารย์ ดร. วิรัตน์ คำศรีจันทร์
เชื่อว่าสื่อ คือ แหล่งเรียนรู้ที่สำคัญในการสร้างความเข้าใจ และความตระหนักในการดูแลสุขภาพค่ะ
ที่กระทรวงสาธารณสุข มีสื่อดี ๆ มากมาย ที่ส่งมาให้สอ. แต่ยังนำไปใช้ได้ไม่เต็มที่ (ตามความคิดเห็นส่วนตัวนะคะ)
บันทึกนี้ต่อยอดแนวคิด ..การสร้างศูนย์การเรียนรู้ชุมชน เพื่อการสร้างสุขภาพ
แต่ก่อนอื่นต้อง เอ็มพาวเวอร์ตัวเองก่อนค่ะ...อิ อิ
ขอบพระคุณบันทึกที่ช่วยจุดประกายความคิดค่ะ
แต่จะทำได้เมื่อไหร่ก็จะลองพยายามสะสมแนวคิดไว้ก่อน และคิดว่าน่าจะทำได้ค่ะ
สักวันหนึ่งนะคะ
ขอบพระคุณอาจารย์มาก ๆ ค่ะ...^_^
สวัสดีครับคุณสีตะวันครับ : ในทรรศนะผมนั้น สื่อ ๑ ชิ้นและจัดทำครั้งหนึ่งเพื่อเผยแพร่ทั่วประเทศนั้น ค่าใช้จ่ายในการจัดทำและเผยแพร่ รวมกันแล้วก็เชื่อว่าจะต่ำกว่าค่าใช้จ่ายต่อการรักษาการเจ็บป่วยของประชาชน ๑๐ คน ดังนั้น ในขณะที่การได้มีความรู้และมีข้อมูลข่าวสารสำหรับตัดสินใจและแก้ปัญาให้ตนเองดีขึ้น ที่ช่วยให้ประชาชนป้องกันตนเองและหลีกพ้นปัจจัยเสี่ยงที่จะเจ็บป่วยไปได้สัก ๑๐ คน รวมทั้งมีความสามารถนำการปฏิบัติตนเอง เอาสุขภาพดีและคุณภาพชีวิตที่ดีไปเป็นโอกาสพัฒนาทางด้านอื่นๆในสังคมได้อีกมากมาย ก็นับว่ามีคุณค่าเกินกว่าการลงทุนทำสื่อเพื่อสุขภาพ ๑ ชิ้นไปแล้ว ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ผู้คนจะสามารถเข้าถึงสื่อสุขภาพที่ทำขึ้นได้มากกว่าที่ยกตัวอย่างนี้หลายเท่าครับ
ดังนั้น แม้จะยังนำไปใช้ไม่เต็มที่ก็ไม่ต้องกังวลใจหรอกนะครับ อยากหนุนให้มีกำลังใจทำและจัดหาไว้อยู่เสมออยู่ดีแหละครับ เพราะอย่างไรก็ดีกว่างานสุขภาพแบบตั้งรับอย่างเดียว อย่างที่ว่าข้างต้นแหละครับ ดีใจครับที่สีตะวันได้ความคิดดีๆ มีความสุขและมีกำลังใจเสมอเด้อ
เห็นงานแบบนี้ให้นึกถึงน้อง..จามจุรีผู้น่ารัก..(พัลลภ อนุสนธิ์พรเพิ่ม)..ไม่ทราบทำงานอยู่กับพี่อาจารย์หรือเปล่าค่ะ..http://www.watchari.com/board/index.php?topic=1588.0
...และในโอเคเนชั่นน้องก็เผยแพร่งานไว้เยอะค่ะ..
http://www.oknation.net/blog/ilovewatercolour
ใต้ภาพบรรยายเอาไว้ว่า..
งานชิ้นแรก เป็นงานตอนเรียนมหิดล จำได้ว่าอาจารย์ให้ทำแผนภูมิ ไอ้เราก็ว่าเราเรียนด้านนี้มาบ้างเลยเอาเรื่อง เซลล์มาทำแป็นแผนภมิซะเลยนี่ก็เป็นอีกงานหนึง จากหลาย ๆ ระบบ รวมกันเป็นร่างกายของเรา....
ไอเดียและความกล้าเล่นของน้องคนนี้เข้าท่ามากเลยน้องคุณครูอ้อยเล็ก การนำเอาข้อมูลที่มีมาพลิกแพลงทำภาพแบบต่างๆเพื่อให้คนสามารถเห็นภาพและเข้าใจได้ง่ายในสิ่งที่ยากๆอย่างนี้ ต้องผ่านการทำงานศึกษาข้อมูลและสตั๊ดดี้ทั้งในความคิดและด้วยมือมากครับ มากจนสามารถทำเป็นภาพในหัวได้แล้วก็พลิกแพลงให้เป็นรูปแบบอย่างไรก็ได้โดยที่การให้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ในภาพจะต้องถูกต้อง เป็นการเล่าเรื่องทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ด้วยภาษาของนักศิลปะที่คนที่ชอบก็จะสนุกครับ
คุณน้อยหน่า : จิรฐา นรพิทยนารถ
ช่างภาพหญิงมือรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามบรมราชกุมาร
เวทีการประชุมเชิงปฏิบัติการนักเวชนิทัศน์และคนทำสื่อครั้งนี้ ได้รู้จักน้องน้อยหน่า : จิรฐา นรพิทยนารถ ช่างภาพหญิงที่มาเป็นวิทยากรภาคเช้า ผมเสียดายเป็นอย่างยิ่งที่ไม่ได้ฟังเธอถ่ายทอดประสบการณ์ให้ฟังและดูผลงานมากมายของเธอไปด้วย ผมไม่ได้ดูกำหนดการที่ทางผู้จัดเข้าส่งไปให้โดยละเอียด เลยไปเข้าใจว่าน้องเขาจะเป็นวิทยากรตลอดในภาคเช้า คิดว่าทำธุระต่างๆในตอนเช้าสักหน่อยแล้วก็จะไปนั่งฟังสักตอน ๑๐ โมงไปจนถึงเที่ยง ปรากฏว่าหัวข้อของเธอถึงแค่ ๑๐.๑๕ น. เสีดายมากจริงๆ แต่ก็ได้นั่งคุยกันแล้วก็ได้ดูผลงาน รวมทั้งหนังสือภาพทั้งผลงานเดียวและผลงานที่ตีพิมพ์ร่วมกับช่งภาพระดับประเทศอีกหลายคน แต่เดิมนั้น เห็นผลงานมากมายแต่ไม่เห็นตัวจริงนั้น ก็คิดว่าน่าจะเป็นคนเก่าแก่และสะสมงานมานาน ที่ไหนได้ ยังเด็กอยู่เลยครับ ขยันทำงานมากจริงๆ อันที่จริงก่อนหน้านี้ ผมเพิ่งจะเห็นข่าวจากสื่อว่าเธอแสดงผลงานเดี่ยวที่วังสวนผักกาด เป็นแนวการทำงานที่ยังนึกสนใจจะไปดูอยู่เหมือนกัน กลายมาเป็นได้เจอในเวทีประชุมเดียวกันของสมาคมเวชนิทัศน์ เพราะเธอกับพี่แก้ว ราตรี ปั้นพินิจ นายกสมาคมเวชนิทัศน์ เป็นคนทำงานในแวดวงที่ถึงกัน
เมื่อก่อนเวชนิทัศน์นี่ก็เป็นความฝันของเด็กเพาะช่างเหมือนกันนะคะพี่อาจารย์..หลายคนในเอกจิตรกรรมที่เก่งด้านAnatomy..ก็มีความพยายมที่จะสอบเข้าไปเรียน..ภาควิชานี้ของโรงพยาบาลศิริราช..อ้อยก้อยากไป..แต่มีข้อจำกัด..อยู่หลายข้อ..คือ1.ไม่เก่งFigger2.ไม่เก่งทางวิชาสามัญเช่นวิทย์ฯคณิตฯอังกฤษเป็นต้น3.กลัวผีอย่างไม่มีเหตุผล
เลยไม่ได้ไปสอบอะไรกับเขาในตอนนั้น..เลยเป็นเพียงแค่การเรียนที่ใฝ่ฝัน...ในวัยรุ่นตอนนั้นค่ะ..
ต้องนับว่าเป็นวิสัยทัศน์ของท่านอาจารย์หมอสุดและอาจารย์หมอนันทวันเลยทีเดียวครับ เพราะผมเคยขอนั่งสนทนาเพื่อเก็บเรื่องราวต่างๆไว้จากครูอาจารย์เก่าแก่ที่ร่วมรุ่นการบุกเบิกคืออาจารย์โชติ แสงสมพรท่านก็เล่าไว้ว่าอาจารย์หมอสุดท่านถึงกับไปเดินหาคนที่จบศิลปะเก่งๆจากเพาะช่างแล้วก็ชวนมาวางพื้นฐานต่างๆช่วยท่านที่ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ศริริาช พอเห็นว่าเป็นทีมร่วมกันทำงานได้ผลดี ก็กลายเป็นแนวในการพัฒนาหลักสูตรเวชนิทัศน์ที่ดึงเอาศิลปะมาบวกกับพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ แล้วก็มักจะเป็นอย่างที่น้องคุณครูอ้อยเล็กว่า คือ คนที่สอบเข้าไปเรียนก็มักจะเป็นมือกระบี่จากสาขาที่เป็นวิชาแกนของสาขาต่างๆทางศิลปะของเพาะช่าง อีกทั้งมักเป็นสาขาที่คนจบออกไปแล้วมักมีเส้นทางไปเป็นศิลปิน เลยก็เป็นสาขาที่แปลกดีเหมือนกันที่สามารถดำเนินการได้อย่างดี เพราะธาตุของคนที่เป็นศิลปินกับการที่ต้องเขียนภาพและทำงานศิลปะที่ต้องกำกับด้วยข้อมูลแบบวิทยาศาสตร์นั้น มันแทบจะไปกันคนละทางเลยทีเดียว
แต่น้องคุณครูอ้อยเล็กไม่ได้ไปสอบนั้นดีแล้วครับ ไม่อย่างนั้นครูศิลปะเก่งๆดีๆมีเมตตาต่อลูกศิษย์ของเด็กๆก็คงหายไปคนหนึ่งล่ะสิครับ
สวัสดีค่ะ อาจารย์วิรัตน์ คำศรีจันทร์
สวัสดีครับอาจารย์ณัฐพัชร์
เป็นเรื่องที่น่าประทับใจอย่างสุดยอดเลยละครับ โดยเฉพาะคนที่ศึกษาทางศิลปะและผู้ที่สนใจกระบวนการศึกษาเรียนรู้ และการสืบทอดภูมิปัญญาช่างขั้นสูงในวิถีสังคมวัฒนธรรมไทยนั้น ยิ่งประทับใจและต้องให้ความสนใจมากเลยครับ เพราะเป็นกรณีศึกษาที่สามารถนำเอาเรื่องต่างๆในบริบททางสังคมมาทบทวนหาความลึกซึ้งได้หลายอย่าง โดยเฉพาะการศึกษาแบบอาศรมและการศึกษาแบบตระกูลช่าง ในวัฒนธรรมดั้งเดิมของการศึกษาเรียนรู้ทางช่างแบบดั้งเดิม
ผมเองนั้น ก็รู้สึกอย่างอาจารย์เลยละครับคือนำมาพิจารณาดูแล้วก็ขนลุกครับ ไม่ใช่เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับส่วนรวมและสถาบันทางสังคมที่มีความสำคัญอยู่ในตนเองอยู่แล้วอย่างเดียวเท่านั้นครับ ทว่า มันเป็นเรื่องที่แปลกและน่าอัศจรรย์ใจไปด้วยอย่างมากเลยทีเดียว
อาจารย์ณัฐพัชร์ลองคิดดูสิครับ อาจารย์ผดุงศักดิ์ผู้ลูกนั้น เป็นอาจารย์ของเวชนิทัศน์อยู่ที่ศิริราชกว่า ๓๐ ปีราวกับรอมาเป็นผู้ปั้นงานที่สืบเนื่องจากคนรุ่นพ่อ ซึ่งระยะเวลาห่างกันกว่า ๓๐ ปีนั้น บอกเล่าสิ่งต่างๆหลายอย่างนับแต่เส้นทางชีวิตของปัจเจก การดำเนินไปของครอบครัว ความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของสถาบันการแพทย์ของประเทศ และพัฒนาการขึ้นลงมากมายของประเทศ ทว่า ราวกับสืบทอดกันระหว่างรุ่นของผู้คน
หากเป็นการเล่าเรื่อง อาจารย์ลองนึกภาพดูสิครับว่า หากผมเปิดเรื่องที่องค์พระประมุขของประเทศแห่งหนึ่ง คือ ประเทศไทยกับปวงมหาชน ที่ทรงกำลังถวายสักการะต่อพระบรมราชานุสาวรีย์ซึ่งเป็นนอกจากจะเป็นพระราชานุสาวรีย์คู่ขวัญหฤทัยแห่งพระบรมราชชนกกับพระบรมราชชนนีของพระองค์เองแล้ว ยังทรงเป็นพระบรมราชชนกและพระบรมราชชนนีของกษัตริย์อีกพระองค์ที่เป็นพระเชษฐาของพระองค์อีกด้วย
อีกทั้งพระบรมราชชนกของพระองค์นั้นทรงได้รับสมัญญาจากปวงชนว่าเป็นพระบิดาการแพทย์สมัยใหม่ของประเทศ พระบรมราชชนนีของพระองค์ก็ทรงเป็นพระมารดาของการพยาบาล การพัฒนาสังคม และชนกลุ่มน้อย ซึ่งเป็นระบบสังคมระบบใหญ่ที่เกี่ยวข้องทุกข์สุขและขับเคลื่อนสุขภาวะของผู้คนทั้งสังคมไทยและนานาชาติ
ทว่า การเดินทางของพระราชานุสาวรีย์ของทั้งสองพระองค์กระทั่งมาประดิษฐานอยู่ ณ ที่แแห่งเดียวกันอีกนั้น เป็นระยะเวลากว่า ๓๐ ปี ประติมากรผู้เป็นช่างปั้นเป็นคนรุ่นพ่อที่ได้ล่วงลับไปแล้วได้ปั้นพระราชานุสาวรีย์ของพระบรมราชชนก ต่อมาคนรุ่นลูกซึ่งนอกจากสามารถสืบทอดความเป็นเลือดช่างในขั้นสูงไว้กับตนแล้ว ก็มาเป็นผู้ปั้นพระราชานุสาวรีย์ของพระบรมราชชนนี เสมือนเป็นการสืบทอดมรดกทางสังคม และเป็นการงานที่ส่งต่อสืบทอดกันที่ราวกับใช้เวลาอดทนรอคอยนับครึ่งชีวิต ซึ่งระหว่างที่กาลเวลาผ่านไปนั้น ทั้งสังคมไทยและสังคมโลก มีความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมาย
กว่า ที่พระราชานุสาวรีย์ของ ๒ พระองค์จะมาประดิษฐานคู่กันอีกที่ศิริราชและ ณ เบื้องพระพักตร์ของพระมหากษัตริย์ของไทยที่ครองราชยาวนานที่สุดในโลก อีกทั้งทรงเป็นพระราชโอรสของ ๒ พระองค์ท่านพร้อมกับปวงมหาชนของพระองค์นั้น เมื่อเดินเรื่องย้อนกลับไปดูแล้ว ก็มีเรื่องราวมากมายราวกับเป็นสัญลักษณ์ของแผ่นดินแห่งความรักอันยิ่งใหญ่ ที่สืบทอดระหว่างคนในแผ่นดินจากรุ่นสู่รุ่น...........................ให้สติและแสดงความเป็นโลกแห่งการเดินช้าๆแต่หนักแน่นและงดงามดีจริงๆ นี่ผมเล่าแบบได้อารมณ์หนัง Periodical ไปด้วยเลยละครับ
มองในเรื่องการทำงาน ในเวิร์คช็อปผมก็สนใจมากเช่นเดียวกันครับ ท้าทายมากทีเดียวครับ เพราะงานเชิงสร้างสรรค์นั้น การอาศัยความสร้างสรรค์ของปัจเจกกับการระดมพลังสร้างสรรค์จากการทำงานเป็นกลุ่มนั้นมันไปด้วยกันได้ยากมากๆ งานจะดีและมีพลังต่อการนำไปใช้แก้ปัญหาได้ดีไปคนละแบบ ทว่า ก็ต้องข้ามกรอบและต้องมีวิถีเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนโหมดชีวิต โหมดการทำงาน มากมายมหาศาลด้วยเช่นกัน
ในแง่กระบวนการเรียนรู้เพื่อก่อเกิดมิติของงานจากการสร้างสรรค์ และก่อเกิดวัฒนธรรมการทำงานด้วยกันในแนวประชาคมหรือแนวรวมกลุ่มที่ปัจเจกทุกคนมีดีอยู่ในตนเองไม่เหมือนกัน ต่างมีตัวตนและตำแหน่งแห่งหนที่ดีในสังคม อีกทั้งมีอิสรภาพเต็มที่อย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกันแล้วละก็ น่าสนใจที่จะเรียนรู้ไปด้วยมากทีเดียวครับ ผมถึงได้เสนอแนะแก่เวทีว่าควรให้ความสำคัญต่อกระบวนการเรียนรู้ที่จะได้จากโอกาสการทำงานในครั้งนี้ไปด้วยน่ะครับ
การทำงานเป็นกลุ่มเป็นพฤติกรรมองค์กรและความเป็นชุมชนชนิดหนึ่งครับ ประสบการณ์อย่างนี้จึงจะให้บทเรียนและองค์ความรู้ที่ดีสำหรับความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติของสังคมสมัยใหม่อย่างปัจจุบันและในอนาคต ดังนั้น วิธีเรียนรู้และเข้าถึงความเป็นจริงจากการทำงานอย่างนี้จึงนับว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากครับ
ขำดีครับ เล่นกันได้ขนาดนี้นี่ต้องเป็นเพื่อนและคนที่รักนับถือกันแน่นปึ่ก
ผมชื่อศิษฏ์ เวชนิทัศน์รุ่น 29 ครับ ปัจจุบันทำงานอยู่คณะทันตฯ มหิดล ได้มีโอกาสช่วยงานของสมาคมเวชนิทัศน์อยู่บ้างเล็กน้อย...เท่าที่ทราบมา พี่น้องเวชนิทัศน์ของเรานั้น ทำงานอยู่ที่มหิดลเยอะมากครับ....แต่ ทุกครั้งที่สมาคมจัดงาน จะมีคนมาร่วมงานน้อยมาก....ซึ่งผมเสียดายงานดีดี ที่สมาคมทุ่มทั้งแรงกายแรงใจและแรงเงินที่มีอยู่น้อยนิดจัดขึ้น แต่ไม่มีคนมาฟัง...ทั้งที่มีประโยชน์กับพี่น้องเวชนิทัศน์มากๆ ไม่ใช่แค่ประโยชน์ส่วนตัว แต่เป็นประโยชน์ส่วนรวมครับ เพราะการที่เราได้มาพบปะกัน จะทำให้เราพี่น้องเวชนิทัศน์มีความสามัคคี และเข้มแข็งมากขึ้น
ผมจึงอยากขอความกรุณาอาจารย์วิรัตน์ ช่วยนำเสนอความเห็นของผมต่อ ผู้บริหารของมหิดลด้วยครับว่า ขอให้มหาวิทยาลัยมหิดลส่งเสริมให้บุคลากรที่เป็นเวชนิทัศน์ ได้เข้าร่วมประชุมสัมนา ของสมาคมมากขึ้น ด้วยการมีข้อผูกพันหรือผลต่อหน้าที่การงาน เช่น หากบุคลากรด้านเวชนิทัศน์หรือด้านงานโสตฯ มาร่วมประชุมสัมนาในงานที่สมาคมเวชนิทัศน์จัดขึ้น จะมีผลต่อการขอเลื่อนตำแหน่งต่างๆ เช่นชำนาญการ เชี่ยวชาญพิเศษ หรือ มีผลต่อการประเมินในแต่ละปี (อาจจะดูเป็นการบังคับนิดๆ) แต่ผมเชื่อว่า หากพี่น้องเวชนิทัศน์ที่อยู่ในมหิดล ได้รวมกลุ่มกันแล้ว จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่งใหญ่ แก่มหิดลของเรา เวชนิทัศน์ของเรา อย่างแน่นอนครับ...
สวัสดีครับน้องศิษฎ์ครับ
พวกเราที่ทำงานให้กับสมาคมต้องชื่นใจขึ้นมาเลยทีเดียวครับที่น้องศิษฎ์ร่วมแสดงทรรศนะและสะท้อนความสนใจต่อความร่วมแรงร่วมใจกันทำเพื่อส่วนรวม สภาพอย่างที่น้องศิษฎ์กล่าวมานั้นเป็นความเป็นจริงมาแต่ไหนแต่ไรแล้วละครับ นับว่าพูดอย่างคนเข้าใจอย่างถ่องแท้เลย
กระนั้นก็ตาม เมื่อก่อนนี้ยังดีที่มีทั้งอาจารย์หมอนันทน์ อาจารย์หมอสภา อาจารย์โชติ อาจารย์เยาวดี อาจารย์เสถียร อาจารย์สุมาลี และคนเวชนิทัศน์เก่าแก่เป็นหลักใจให้ยึดเหนี่ยว พอจัดงานกันขึ้น อย่างน้อยก็ทำให้คนอยากไปกราบคารวะครูอาจารย์และถือโอกาสไปเยี่ยมทำความรู้จักรุ่นพี่ๆ ทว่า ปัจจุบันนี้ถึงแม้คนจบเวชนิทัศน์จะเยอะขึ้น แต่ก็มีคนเก่าแก่ที่คอยเชื่อมโยงผู้คนให้มุ่งไปทำอะไรด้วยกันได้อย่างทั่วถึงน้อยลง เลยก็ยังมีคนร่วมกิจกรรมต่างๆที่จัดขึ้นหรอมแหรมเหมือนเดิม หรือบางทีก็อาจจะน้อยกว่าเดิม
แต่จะว่าไปแล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องผิดปรกติที่จะเกิดขึ้นแต่เฉพาะวงวิชาชีพเวชนิทัศน์หรอกครับ ในวงการอื่นๆก็มีสภาพคล้ายๆกันอย่างนี้เหมือนกันครับ ยิ่งคนเรียนและจบเวชนิทัศน์นั้น ทั้งประเทศมีอยู่เพียงจำนวนน้อยครับ ผมเคยทำงานของสมาคมทั้งเป็นกรรมการโดยตรงและเดินเข้าไปช่วยเฉยๆโดยมีความคิดอย่างที่น้องศิษฎ์นี่แหละครับ เลยพอจะทราบสภาพการณ์อย่างนี้เป็นอย่างดี ดังนั้น เวลาใครทำงานให้กับส่วนรวม ไม่ว่าจะเป็นสมาคมเวชนิทัศน์หรือที่ไหนๆ ผมก็มักอยากช่วย อย่างน้อยก็เป็นแรงใจให้กันครับ คนดูแลส่วนรวมเราต้องดูแลไว้ก่อนเพราะหายากแต่ถอดใจง่ายครับ
โดยปรกติแล้ว ในสาขาวิชาชีพอื่นๆ หากมีสถาบันการศึกษา ครูอาจารย์ และกลุ่มที่เป็นนักศึกษาขั้นสูงที่เป็นรุ่นผู้ใหญ่กว่าเพื่อน เป็นแหล่งช่วยทำงานให้และดำเนินการต่างๆเพื่อระดมความร่วมมือจากสมาชิกของสมาคม ก็จะทำได้ดีครับ แต่โรงเรียนเวชนิทัศน์ก็มีคนน้อยอีกและในแต่ละปีก็รับคนเข้ามาเรียนอยู่ไม่กี่คน รวมกันแล้วก็มีคนชนิดที่เรียกว่าแค่นั่งออกจดหมายเชิญประชุมและนั่งทำรายงานสรุป ก็หมดแรงงานคนแล้วครับ ไม่เหมือนกับวงวิชาชีพอื่นๆ หากสถาบันการศึกษาเข้ามาหนุนก็จะเข้มแข็งและพัฒนาไปได้อย่างต่อเนื่อง ถึงแม้จะมีสมาชิกให้ความสนใจกระพร่องกระแพร่งเหมือนกันก็ตาม
วิธีหนึ่งที่จะทำให้มีแหล่งพบปะและรองรับการได้พัฒนาตนเอง พัฒนาการทำงาน รวมทั้งระดมความร่วมือเพื่อการทำงานต่างๆได้ดีก็เห็นจะทำอย่างกับชาวเวชนิทัศน์ที่อยู่ในต่างจังหวัด โดยเดินไปหากันเองและมีโอกาสพบปะสังสันทน์กัน เช่น กลุ่มพี่ๆน้องๆที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นกับคนทำงานในภาคอีสาน และกลุ่มที่อยู่ภาคใต้ : คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
สองกลุ่มนี้ผมเคยไปคลุกคลีด้วยทั้งสองกลุ่ม เขาใช้การพูดคุยและชวนกันทำงานเป็นเงื่อนไขให้ได้พบปะและเป็นกลุ่มเรียนรู้ที่จะได้พัฒนาสิ่งต่างๆไปด้วยกัน กลุ่มภาคใต้ ใช้การทำงานศิลปะ ถ่ายภาพ เขียนรูป การแสดงงาน และการทำวงดนตรีเชิงส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม เป็นเวทีที่มีพลังและมีบทบาทมากครับ เคยเห็นข่าวความเคลื่อนไหวจากสื่อด้วย แต่ไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้จะยังพัฒนาตนเองไปในแนวนี้อยู่หรือเปล่าก็ไม่ทราบนะครับ เพราะแกนหลักเลยนั้นคือพี่ชาญ วารีรัตน์ ซึ่งไม่ทราบว่าแกยังอยู่ที่เดิมไหมเนี่ย เมื่อไม่กี่ปีมานี้เห็นชื่อแว๊บๆว่าตระเวนแสดงงานเข้ามาถึงกรุงเทพฯและเหมือนกับว่าจะลาออกไปเป็นคนทำงานอิสระแล้ว
กลุ่มที่ขอนแก่นก็เหมือนกัน ใช้การทำงาน แสดงงาน ทำงานบริการวิชาการให้กับสาธารณะแบบจิตอาสา ทำงานวิจัยที่ลงไปปฏิสัมพันธ์กับสังคมชุมชนในท้องถิ่นภาคอีสาน เหนียวแน่นและเข้มแข็งทั้งทุนทางสังคมและความมีบทบาททางวิชาการเวชนิทัศน์กับศิลปะต่อท้องถิ่น เวลาเจอกันก็อบอุ่น มีพลังการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ให้ความบันดาลใจ และสะท้อนความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงให้คนที่เดินเข้าไปสัมผัสกลุ่มทันความเปลี่ยนแปลงและหูตากว้างขึ้นอยู่เสมอ เป็นชุมชนที่ทำงานสาธารณะและเป็นแหล่ง Upadate ความรู้-ประสบการณ์ชีวิตอย่างรอบด้านที่มีประสิทธิภาพมากกว่า Academic Journal เสียอีก กลุ่มนักเวชนิทัศน์ในต่างจังหวัดเลยมักมีทรรศนะทางสังคมกว้างขวาง ทำงานเชื่อมโยงกับสังคมเข้มข้น จริงจัง และเครือข่ายการเรียนรู้เปิดกว้าง-ยืกหยุ่นต่อวงสังคมรอบข้าง
ในกรุงเทพฯส่วนกลางนี่ก็คงจะมีการรวมกลุ่มกันหลายๆลักษณะกระมังครับ แต่ถ้าหากขาดเวทีอย่างนั้น การมีเวทีเสวนากันอย่างในเว็บนี่ก็ไม่เลวนะครับ ของเวชนิทัศน์ก็เคยเห็นมีนะครับ ผมยังเคยเข้าไปเขียนและชวนคุย แต่ก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำให้พวกเรา เลยก็ไม่รู้ว่าใครลบทิ้งไปไหนแล้วมั๊ง การทำงานและดำเนินชีวิตนั้น หากได้มีโอกาสสื่อสารแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันและกันกับผู้อื่น ก็จะทำให้ได้พัฒนาตนเองอยู่เสมอนะครับ เรื่องอย่างนี้จึงมีความจำเป็นแม้ไม่ใช่นักเวชนิทัศน์นักก็ตาม
สำหรับนักเวชนิทัศน์ที่อยู่ในมหาวิทยาลัยมหิดล หรืออยู่ตามโรงเรียนแพทย์และสถาบันการศึกษาต่างๆในกรุงเทพฯนั้น หากคนมหิดลจะเป็นแกน ทำงานวิชาการและอื่นๆเสริมเข้าไปกับสมาคมตามความสนใจอย่างที่น้องศิษฎ์ว่านี่ก็เชื่อว่าจะเป็นคุณูปการมากทั้งต่อการพัฒนาวิชาการเวชนิทัศน์ให้มีบทบาทต่อการพัฒนาการศึกษาและทางด้านอื่นๆมากยิ่งๆขึ้น รวมไปจนถึงการได้มีอีกทางหนึ่งในการพัฒนางานที่ทุกคนทำ และการได้พัฒนาตนเองนะครับ
อันที่จริงนั้น เท่าที่ผมทราบและสัมผัสได้ทั้งโดยตรงและโดยอ้อมแต่ไหนแต่ไรแล้ว ผู้บริหารของมหาวิทยาลัยและครูอาจารย์ที่ท่านทราบ ร้อยทั้งรอยเปอร์เซ็นต์จะให้ความสำคัญและสนับสนุนครับ แต่จะก่อเกิดสัมฤทธิผลได้มากน้อยแค่ไหนนั้น อยู่ที่ชาวเวชนิทัศน์มากกว่าครับ แล้วก็วิธีที่ดีอย่างหนึ่งสำหรับงานอย่างเวชนิทัศน์ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งนั้นความสำเร็จจะอยู่ที่งานที่ได้ลงมือปฏิบัติ ก็คือ ค่อยๆคิดและทำอย่างต่อเนื่องครับ อย่างที่สมาคมโดยพี่แก้วและคณะกรรมการบริหารสมาคมทำนี่ ก็เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ผมว่าดีมากเลยละครับ
แล้วที่ผมก็มานั่งเขียนถ่ายทอดและบันทึกเผยแพร่ไว้นี้ ก็คิดว่าเป็นความตั้งใจช่วยเสริมพลังกันอีกทางหนึ่งนะครับ ไม่ใช่เพราะเป็นเรื่องเวชนิทัศน์อย่างเดียวเท่านั้นหรอกนะครับ แต่ผมคิดว่าเป็นเรื่องขอสังคมส่วนรวมมากๆด้วย ก็ดูผลงานหลายอย่างของนักเวชนิทัศน์สิครับ ผมว่าสังคมภายนอกและในวงวิชาการโดยทั่วไปนั้นก็ไม่ค่อยได้ทราบให้เป็นที่แพร่หลายกันบ่อยนักนะครับ และคนทำเองก็มักจะเผยแพร่และถ่ายทอดสิ่งที่ตนเองทำ ไม่ค่อยได้เสียอีก มันเป็นธรรมชาติของการทำงานอย่างนี้จริงๆ เหมือนอย่างงานขรัวอินโข่งและมรดกทางสังคมของศิลปินโนเนมทั้งหลายนั่นแหละครับ การที่เราไม่ค่อยได้พัฒนาวิธีสร้างความรู้ขึ้นเก็บไว้อย่างเหมาะสมอย่างคนที่รู้การปฏิบัติด้วยได้นั้น ทำให้ภูมิปัญญาของสังคมไทยหล่นหายไปกับกาลเวลามากมายครับ หากคนเวชนิทัศน์และคนในสังคมของเราเองไม่ทำ ใครจะมาเป็นคนทำ เลยก็ต้องค่อยๆทำเท่าที่จะทำได้กันอย่างนี้แหละครับ
มีความสุขนะครับ เชิญชวนกันเสวนาตามอัธยาศัยเลยนะครับ ดีครับ หัวข้อนี้ยกให้เป็นเวทีและบอร์ดให้ชาวเวชนิทัศน์แวะมาแขวนข่าวคราวและแลกเปลี่ยนวิชาการ แลกเปลี่ยนนานาทรรศนะกันได้ตามสบายเลยครับ ท่านผู้สนใจที่ไม่ใช่นักเวชนิทัศน์ก็เช่นกันนะครับ.
หมายเหตุ : เชิงอรรถเพิ่มเติม
[๕] หลักสูตรปริญญาเวชนิทัศน์ ของมหาวิทยาลัยมหิดล หลักสูตรปรับปรุงใหม่และเปิดรับนักศึกษาโดยการจัดสอบเองโดยตรง เป็นหลักสูตร ๔ ปี เน้นเทคโนโลยีสารสนเทศ Computer-Based Art and Media สาขาต่างๆ โดยเฉพาะ Animation, Graphic Art, 3DCG, รวมทั้งเทคนิค Multimedia แบบต่างๆ ขณะเดียวกันก็มีวิชาพื้นฐานทางศิลปะ ซึ่งในทรรศนะผู้เขียนแล้วจะทำให้บัณฑิตสามารถทำงานพื้นฐานได้เป็นบางส่วน ทว่า จะมีข้อจำกัดอยู่ในตนเองมาก คือ (๑) ทางด้านกราฟิคคอมพิวเตอร์และการเน้นศึกษาให้เข้มข้นเกี่ยวกับ ICT เมื่อจบออกไปแล้วก็จะไม่เป็นความโดดเด่นเฉพาะทางของตน เพราะจะไม่สามารถฝึกฝนตนเองได้เข้มข้นเท่ากับผู้ที่จบ Computer Science หรือ Applied Art และ Graphic Art รวมทั้ง Educational Technology มาโดยตรง (๒) ทางด้านศิลปะก็จะมีข้อจำกัด เพราะแต่เดิมนั้น ผู้ที่เข้ามาศึกษาเวชนิทัศน์จะเป็นผู้ที่ได้ศึกษาเฉพาะทางด้านศิลปะไปแล้วถึง ๕ ปี และลักษณะการศึกษาก็ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีประสบการณ์พัฒนาความเป็นตัวของตัวเองเพื่อมุ่งเป็นมืออาชีพตั้งแต่กำลังศึกษา อีกทั้งในปัจจุบันและในอนาคตนั้น งาน ICT และ Computer Art ตลอดจนการทำมัลติมีเดียทั้งหลายนั้น แนวโน้มจะขึ้นอยู่กับการพัฒนาซอล์ฟแวร์ที่อำนวยความสะดวกผู้ใช้ทั่วไป ดังนั้น ความแตกต่างของนักเวชนิทัศน์ก็จะต้องมาจากความสามารถสร้างสรรค์ทางศิลปะที่เข้าไปบวกกับเทคโนโลยี หากใช้เทคโนโลยีเป็นศูนย์กลางแล้วก็จะเป็นข้อจำกัดในการพัฒนาตนเองในอนาคต ลักษณะปัญหาอย่างนี้ หลายแห่งจะมีแนวทางพัฒนาาทางออกได้ ๓ ทาง คือ (๑) เพิ่มวิชาพื้นทางทางศิลปะและการสร้างสรรค์ทางศิลปะประยุกต์ หรือ (๒) ขยายปีการศึกษาออกไปเป็น ๕ หรือ ๖ ปี หรือ (๓) งดจัดหลักสูตรปริญญาตรี แต่จัดหลักสูตรหลังปริญญากับหลักสูตรปริญญาโท เพื่อสร้างความเฉพาะทางให้กับนักศึกษาที่มีพื้นฐานที่ต้องการมาแล้ว
[๖] โรงเรียนเวชสาธิต ได้ริเริ่มและก่อตั้งโดยสถาบันพยาธิวิทยา กระทรวงสาธารณสุข นับแต่เป็นโครงการอบรมระยะสั้นเมื่อปี ๒๕๒๙ รับนักเรียนที่จบมัธยมศึกษา ๖ แล้วศึกษาต่ออีก ๑ ปี มุ่งสนองตอบด้านกำลังคนของหน่วยบริการสุขภาพและหน่วยวิชาการของกระทรวงสาธารณสุขทั่วประเทศ
[๗] สาขาวิชาเวชนิทัศน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีความเป็นมาเหมือนกับความเป็นมาของสาขาเวชนิทัศน์ ศิริราช โดยเริ่มก่อตั้งและดำเนินการขึ้นจากภาควิชากายวิภาคศาสตร์ เมื่อปี ๒๕๓๙ ทว่า ลักษณะของหลักสูตรนั้น มีความเป็นสหวิทยาการและสะท้อนความเปลี่ยนแปลงกระบวนทรรศน์ทางสุขภาพในยุคใหม่มากกว่าหลักสูตรที่ดำเนินการขึ้นในสถาบันอื่นๆของประเทศ
สวัสดีค่ะ