สวัสดีครับน้องศิษฎ์ครับ
พวกเราที่ทำงานให้กับสมาคมต้องชื่นใจขึ้นมาเลยทีเดียวครับที่น้องศิษฎ์ร่วมแสดงทรรศนะและสะท้อนความสนใจต่อความร่วมแรงร่วมใจกันทำเพื่อส่วนรวม สภาพอย่างที่น้องศิษฎ์กล่าวมานั้นเป็นความเป็นจริงมาแต่ไหนแต่ไรแล้วละครับ นับว่าพูดอย่างคนเข้าใจอย่างถ่องแท้เลย
กระนั้นก็ตาม เมื่อก่อนนี้ยังดีที่มีทั้งอาจารย์หมอนันทน์ อาจารย์หมอสภา อาจารย์โชติ อาจารย์เยาวดี อาจารย์เสถียร อาจารย์สุมาลี และคนเวชนิทัศน์เก่าแก่เป็นหลักใจให้ยึดเหนี่ยว พอจัดงานกันขึ้น อย่างน้อยก็ทำให้คนอยากไปกราบคารวะครูอาจารย์และถือโอกาสไปเยี่ยมทำความรู้จักรุ่นพี่ๆ ทว่า ปัจจุบันนี้ถึงแม้คนจบเวชนิทัศน์จะเยอะขึ้น แต่ก็มีคนเก่าแก่ที่คอยเชื่อมโยงผู้คนให้มุ่งไปทำอะไรด้วยกันได้อย่างทั่วถึงน้อยลง เลยก็ยังมีคนร่วมกิจกรรมต่างๆที่จัดขึ้นหรอมแหรมเหมือนเดิม หรือบางทีก็อาจจะน้อยกว่าเดิม
แต่จะว่าไปแล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องผิดปรกติที่จะเกิดขึ้นแต่เฉพาะวงวิชาชีพเวชนิทัศน์หรอกครับ ในวงการอื่นๆก็มีสภาพคล้ายๆกันอย่างนี้เหมือนกันครับ ยิ่งคนเรียนและจบเวชนิทัศน์นั้น ทั้งประเทศมีอยู่เพียงจำนวนน้อยครับ ผมเคยทำงานของสมาคมทั้งเป็นกรรมการโดยตรงและเดินเข้าไปช่วยเฉยๆโดยมีความคิดอย่างที่น้องศิษฎ์นี่แหละครับ เลยพอจะทราบสภาพการณ์อย่างนี้เป็นอย่างดี ดังนั้น เวลาใครทำงานให้กับส่วนรวม ไม่ว่าจะเป็นสมาคมเวชนิทัศน์หรือที่ไหนๆ ผมก็มักอยากช่วย อย่างน้อยก็เป็นแรงใจให้กันครับ คนดูแลส่วนรวมเราต้องดูแลไว้ก่อนเพราะหายากแต่ถอดใจง่ายครับ
โดยปรกติแล้ว ในสาขาวิชาชีพอื่นๆ หากมีสถาบันการศึกษา ครูอาจารย์ และกลุ่มที่เป็นนักศึกษาขั้นสูงที่เป็นรุ่นผู้ใหญ่กว่าเพื่อน เป็นแหล่งช่วยทำงานให้และดำเนินการต่างๆเพื่อระดมความร่วมมือจากสมาชิกของสมาคม ก็จะทำได้ดีครับ แต่โรงเรียนเวชนิทัศน์ก็มีคนน้อยอีกและในแต่ละปีก็รับคนเข้ามาเรียนอยู่ไม่กี่คน รวมกันแล้วก็มีคนชนิดที่เรียกว่าแค่นั่งออกจดหมายเชิญประชุมและนั่งทำรายงานสรุป ก็หมดแรงงานคนแล้วครับ ไม่เหมือนกับวงวิชาชีพอื่นๆ หากสถาบันการศึกษาเข้ามาหนุนก็จะเข้มแข็งและพัฒนาไปได้อย่างต่อเนื่อง ถึงแม้จะมีสมาชิกให้ความสนใจกระพร่องกระแพร่งเหมือนกันก็ตาม
วิธีหนึ่งที่จะทำให้มีแหล่งพบปะและรองรับการได้พัฒนาตนเอง พัฒนาการทำงาน รวมทั้งระดมความร่วมือเพื่อการทำงานต่างๆได้ดีก็เห็นจะทำอย่างกับชาวเวชนิทัศน์ที่อยู่ในต่างจังหวัด โดยเดินไปหากันเองและมีโอกาสพบปะสังสันทน์กัน เช่น กลุ่มพี่ๆน้องๆที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นกับคนทำงานในภาคอีสาน และกลุ่มที่อยู่ภาคใต้ : คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
สองกลุ่มนี้ผมเคยไปคลุกคลีด้วยทั้งสองกลุ่ม เขาใช้การพูดคุยและชวนกันทำงานเป็นเงื่อนไขให้ได้พบปะและเป็นกลุ่มเรียนรู้ที่จะได้พัฒนาสิ่งต่างๆไปด้วยกัน กลุ่มภาคใต้ ใช้การทำงานศิลปะ ถ่ายภาพ เขียนรูป การแสดงงาน และการทำวงดนตรีเชิงส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม เป็นเวทีที่มีพลังและมีบทบาทมากครับ เคยเห็นข่าวความเคลื่อนไหวจากสื่อด้วย แต่ไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้จะยังพัฒนาตนเองไปในแนวนี้อยู่หรือเปล่าก็ไม่ทราบนะครับ เพราะแกนหลักเลยนั้นคือพี่ชาญ วารีรัตน์ ซึ่งไม่ทราบว่าแกยังอยู่ที่เดิมไหมเนี่ย เมื่อไม่กี่ปีมานี้เห็นชื่อแว๊บๆว่าตระเวนแสดงงานเข้ามาถึงกรุงเทพฯและเหมือนกับว่าจะลาออกไปเป็นคนทำงานอิสระแล้ว
กลุ่มที่ขอนแก่นก็เหมือนกัน ใช้การทำงาน แสดงงาน ทำงานบริการวิชาการให้กับสาธารณะแบบจิตอาสา ทำงานวิจัยที่ลงไปปฏิสัมพันธ์กับสังคมชุมชนในท้องถิ่นภาคอีสาน เหนียวแน่นและเข้มแข็งทั้งทุนทางสังคมและความมีบทบาททางวิชาการเวชนิทัศน์กับศิลปะต่อท้องถิ่น เวลาเจอกันก็อบอุ่น มีพลังการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ให้ความบันดาลใจ และสะท้อนความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงให้คนที่เดินเข้าไปสัมผัสกลุ่มทันความเปลี่ยนแปลงและหูตากว้างขึ้นอยู่เสมอ เป็นชุมชนที่ทำงานสาธารณะและเป็นแหล่ง Upadate ความรู้-ประสบการณ์ชีวิตอย่างรอบด้านที่มีประสิทธิภาพมากกว่า Academic Journal เสียอีก กลุ่มนักเวชนิทัศน์ในต่างจังหวัดเลยมักมีทรรศนะทางสังคมกว้างขวาง ทำงานเชื่อมโยงกับสังคมเข้มข้น จริงจัง และเครือข่ายการเรียนรู้เปิดกว้าง-ยืกหยุ่นต่อวงสังคมรอบข้าง
ในกรุงเทพฯส่วนกลางนี่ก็คงจะมีการรวมกลุ่มกันหลายๆลักษณะกระมังครับ แต่ถ้าหากขาดเวทีอย่างนั้น การมีเวทีเสวนากันอย่างในเว็บนี่ก็ไม่เลวนะครับ ของเวชนิทัศน์ก็เคยเห็นมีนะครับ ผมยังเคยเข้าไปเขียนและชวนคุย แต่ก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำให้พวกเรา เลยก็ไม่รู้ว่าใครลบทิ้งไปไหนแล้วมั๊ง การทำงานและดำเนินชีวิตนั้น หากได้มีโอกาสสื่อสารแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันและกันกับผู้อื่น ก็จะทำให้ได้พัฒนาตนเองอยู่เสมอนะครับ เรื่องอย่างนี้จึงมีความจำเป็นแม้ไม่ใช่นักเวชนิทัศน์นักก็ตาม
สำหรับนักเวชนิทัศน์ที่อยู่ในมหาวิทยาลัยมหิดล หรืออยู่ตามโรงเรียนแพทย์และสถาบันการศึกษาต่างๆในกรุงเทพฯนั้น หากคนมหิดลจะเป็นแกน ทำงานวิชาการและอื่นๆเสริมเข้าไปกับสมาคมตามความสนใจอย่างที่น้องศิษฎ์ว่านี่ก็เชื่อว่าจะเป็นคุณูปการมากทั้งต่อการพัฒนาวิชาการเวชนิทัศน์ให้มีบทบาทต่อการพัฒนาการศึกษาและทางด้านอื่นๆมากยิ่งๆขึ้น รวมไปจนถึงการได้มีอีกทางหนึ่งในการพัฒนางานที่ทุกคนทำ และการได้พัฒนาตนเองนะครับ
อันที่จริงนั้น เท่าที่ผมทราบและสัมผัสได้ทั้งโดยตรงและโดยอ้อมแต่ไหนแต่ไรแล้ว ผู้บริหารของมหาวิทยาลัยและครูอาจารย์ที่ท่านทราบ ร้อยทั้งรอยเปอร์เซ็นต์จะให้ความสำคัญและสนับสนุนครับ แต่จะก่อเกิดสัมฤทธิผลได้มากน้อยแค่ไหนนั้น อยู่ที่ชาวเวชนิทัศน์มากกว่าครับ แล้วก็วิธีที่ดีอย่างหนึ่งสำหรับงานอย่างเวชนิทัศน์ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งนั้นความสำเร็จจะอยู่ที่งานที่ได้ลงมือปฏิบัติ ก็คือ ค่อยๆคิดและทำอย่างต่อเนื่องครับ อย่างที่สมาคมโดยพี่แก้วและคณะกรรมการบริหารสมาคมทำนี่ ก็เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ผมว่าดีมากเลยละครับ
แล้วที่ผมก็มานั่งเขียนถ่ายทอดและบันทึกเผยแพร่ไว้นี้ ก็คิดว่าเป็นความตั้งใจช่วยเสริมพลังกันอีกทางหนึ่งนะครับ ไม่ใช่เพราะเป็นเรื่องเวชนิทัศน์อย่างเดียวเท่านั้นหรอกนะครับ แต่ผมคิดว่าเป็นเรื่องขอสังคมส่วนรวมมากๆด้วย ก็ดูผลงานหลายอย่างของนักเวชนิทัศน์สิครับ ผมว่าสังคมภายนอกและในวงวิชาการโดยทั่วไปนั้นก็ไม่ค่อยได้ทราบให้เป็นที่แพร่หลายกันบ่อยนักนะครับ และคนทำเองก็มักจะเผยแพร่และถ่ายทอดสิ่งที่ตนเองทำ ไม่ค่อยได้เสียอีก มันเป็นธรรมชาติของการทำงานอย่างนี้จริงๆ เหมือนอย่างงานขรัวอินโข่งและมรดกทางสังคมของศิลปินโนเนมทั้งหลายนั่นแหละครับ การที่เราไม่ค่อยได้พัฒนาวิธีสร้างความรู้ขึ้นเก็บไว้อย่างเหมาะสมอย่างคนที่รู้การปฏิบัติด้วยได้นั้น ทำให้ภูมิปัญญาของสังคมไทยหล่นหายไปกับกาลเวลามากมายครับ หากคนเวชนิทัศน์และคนในสังคมของเราเองไม่ทำ ใครจะมาเป็นคนทำ เลยก็ต้องค่อยๆทำเท่าที่จะทำได้กันอย่างนี้แหละครับ
มีความสุขนะครับ เชิญชวนกันเสวนาตามอัธยาศัยเลยนะครับ ดีครับ หัวข้อนี้ยกให้เป็นเวทีและบอร์ดให้ชาวเวชนิทัศน์แวะมาแขวนข่าวคราวและแลกเปลี่ยนวิชาการ แลกเปลี่ยนนานาทรรศนะกันได้ตามสบายเลยครับ ท่านผู้สนใจที่ไม่ใช่นักเวชนิทัศน์ก็เช่นกันนะครับ.