ความขัดแย้งของฉัน  ส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานที่ไม่ถูกต้อง  ไม่รักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม  วิธีการแก้ปัญหาก็คือยอมทำงานหนักมากกว่าเพื่อน  และมีความต้องการที่จะให้เพื่อนร่วมงานรู้และเข้าใจในงานที่ทำด้วยการชี้แนะชี้นำ  

         เพื่อนร่วมงานของฉันที่พบมี ๓ ประเภทคือประเภทแรกยอมรับ อยากรู้ อยากทำ  ยินดีและเต็มใจให้ความร่วมมือด้วยดีแบบล่มหัวจมท้าย  ประเภทที่สองไม่ต่อต้านแต่ทำตามเพื่อหน้าที่ให้เสร็จไปแต่ละครั้ง  ประเภทที่ ๓ พบน้อยมากแต่รุนแรง  มีอุปสรรคปัญหาในการทำงาน และเพิ่งได้พบมาไม่นานนัก  ประเภทนี้จะต่อต้าน ไม่ยอมรับ เหตุผลมากมาย  ตำหนิติเตียนลับหลัง ไม่ถูกใจ  แต่สิ่งที่ถูกต้องนั้นกลับบอกไม่ได้  อีกอย่างที่สำคัฐพบว่าคนประเภทนี้ทำงานไม่เก่งแต่พูดเก่ง

          เมื่อมีความขัดแย้งมันก็เกิดทุกข์  ฉันพยายามหาสาเหตุ ได้แก่การให้อภัย การมองข้าม ไม่ถือสาหาความ  เชื่อว่ากาลเวลาอาจทำปัญหาและความไม่เข้าใจสามารถคลี่คลายได้ดี  เพราะเขายังไม่รู้จักฉันดีพอ และเนื่องจากภูมิหลังของคนประเภทนี้ยังขาดประสบการณ์  ต้องเสริมปีกสองข้างให้แข็งแรงอีกนาน  และมองไปถึงสภาพแวดล้อมและบริบทอื่น ๆ ของเขา 

           เมื่อมีคนประเภทนี้อยู่ไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม  อาจทำให้การทำงานไม่บรรลุผล  ทำให้เพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ รวมทั้งตัวฉันหวั่นไหว  รำคาญใจและกระทบกระเทือนจิตใจไปด้วย 

           ฉันเป็นคนศรัทธาและเคารพสิทธิ ความสามารถ คุณวุฒิ และให้เกียรติคนอื่นเสมอ   ถ้าหากเขามีความสามารถทำให้ส่วนรวมมีการพัฒนาขึ้น  เพราะฉันเป็นคนยอมรับการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา 

          เมื่อคิดขึ้นครั้งใดทำให้ทุกข์ใจเป็นอย่างมาก  จะไม่คิดนั้นคงเป็นไปได้ยาก  เพราะเราต้องทำงานร่วมกัน เห็นพฤติกรรมที่ทนรับไม่ได้อยู่เสมอ  ฉันจึงยอมแพ้คนประเภทหลังนี้อย่างไม่มีทางต่อสู้  โดยพยายามปล่อยวาง  และหักใจพร้อมหาทางเลือกให้กับตนเอง  ทำให้ฉันสบายใจขึ้น  ถือว่าความขัดแย้งเป็นเรื่องของธรรมชาติ 

         ความทุกข์กำลังจะเลือนหายไปทีละน้อย  เพราะเรามีทางเลือกและเตรียมการไว้แล้วก็ตาม  สิ่งที่ปรากฏต่อความรู้สึกทุกข์ก็ได้เกิดขึ้นอีก "เมื่อเห็นการแสดงกิริยาอาการไม่สุภาพ ต่อต้าน ยิ้มเยาะหยันเพื่อนร่วมงานในที่ประชุม และกระซิบนินทา" ซึ่งเป็นอาการที่แสดงออกให้เห็นบ่อย ๆ  

         เพื่อนร่วมงานของฉันเมื่อเกิดทุกข์ก็หันหน้ามาปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับเรื่องของคนประเภทนี้  ต่างให้กำลังใจซึ่งกันและกัน  ในที่สุดวงสนทนาของเราจึงได้ข้อสรุปว่า "หากพวกเรายังปีกอ่อนจะไม่กล้าต่อต้านแรงลม

        ความทุกข์ของฉันยังมีอยู่บ้าง  และรับรู้ว่าทุกข์น้อยกว่าเดิม เพราะมองเห็นทางเลือก แต่เป็นทุกข์แบบรู้สึกเวทนาและสงสารคนประเภทนี้มาก  ได้แต่เตือนสติตนเองว่า  "การลุ่มหลงตนเอง อิจฉาริษยาคนอื่น หรือการกลัวคนอื่นได้ดีนับเป็นกิเลสทางใจยิ่งทำให้ตนเองตกต่ำ"

http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/701/41701/images/LotusFlowerlot03.jpg