เมื่อศิษย์กระหายอยากเรียนรู้ แล้วครูจะอยู่(นิ่ง)ได้อย่างไร

 เช้านี้ตื่นเร็ว เมื่อคืนนอนเร็วตามเดิม ตื่นมาตีสามกว่า นึกได้ว่ามีบอลยุโรป เลยเปิดดู เห็นตอนเขายิงประตู เรียกว่าตื่นมาคุ้ม

 เช้าออกไปรถน้ำต้นไม้แล้วออกไปในเมือง สัญญากับ เพื่อนอาจารย์ที่ได้รับอุบัติเหตุขาหักทั้งสามีภรรยาว่าจะไปซื้อ กระเพาะปลาจากร้านครัวหยกมาให้เป็นอาหารเช้า

 ออกไปถึงร้านครัวหยกยังปิดตรุษจีนเลยไปหาต้มเลือดหมูเจ้าข้างบ้านท่านอธิบดีศาล ทานเองก่อน แล้วรีบนำไปฝากเพื่อนๆ

 ใกล้เที่ยงขณะเตรียม PPT เพื่อไปจัดหลักสูตร คุณอำนวยให้กับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มีเสียงเค๊าะประตู ปรากฎว่าเป็นนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ ๔ ท่านบอกว่าขอเข้าพบหน่อย ก็เลยเชิญเข้ามา ถามไถ่กันว่า ไปได้เอกสารประกอบการสอน วิชาที่ JJ สอน อยากให้อาจารย์สอนเพิ่มให้หน่อย

 โห เล่นเอา งงงง เลย

 เป็นครูแพทย์ มาปีที่ ๓๑ นี่เป็นครั้งแรก ที่มีนักศึกษาแพทย์ ชั้นที่เราไม่ได้รับผิดชอบสอน ไม่เคยเจอกันมาก่อน เดินเข้ามาหา แล้วบอกว่า "อยากให้สอนหน่อย"

 เป็นท่าน จะทำอย่างไรนี่....

 เอ้า เล่าต่อ หลังจากหาย Shock ว่ามีลูกศิษย์ที่ไม่รู้จัก(เป็นส่วนตัว และไม่ได้อยู่ในชั้นที่รับผิดชอบมาขอเรียนด้วย) ถามไถ่เป็นลูกเต้าใคร เธอ ตอบว่า เป็นลูกพ่อค้าในเมืองไม่ใช่ลูกหมอ หรือ ลูกอาจารย์ที่เรารู้จัก

 เอาหละ พอถามไถ่ เธอเป็นเด็กที่ รอเรียนซ้ำชั้น เพราะสอบไม่ผ่านบางวิชา และ วิเคราะห์ ประเมินตนเองว่า ยังขาดความรู้ และ ความเข้าใจในการดูภาพรังสีของปอด  

 เข้าประเด็นเลย เป็นอันว่าคงต้องช่วยสอนนอกชั่วโมงเรียนกันหน่อยหละ เด็กน้อยคนนี้ดีพอสมควร เตรียมคำถามมาเป็นประเด็นๆ พอได้เห็นภาพฟิลม์จริงๆ ที่ไม่ใช่ Slide powerpoint เด็กน้อย อุทาน "อ้อ หนูเพิ่งเข้าใจวันนี้เองแหละ ค่ะ"  

 นับว่ายังโชคดี ที่เด็กนักศึกษาท่านนี้ ประเมินตนเอง ว่า "รู้ว่ายังไม่รู้ว่าไม่รู้อะไร" นี่แหละ การจัดการความรู้แบบธรรมชาติ เพียงแต่เราจะยอมไปเรียนรู้ หรือ หาผู้รู้ กล้าเดินอาจอาจไปหา ผู้รู้ หรือ ไม่????

 ก็เล่าสู่กันฟัง ไม่ได้อ้างตัวว่าเป็น "ครูเพื่อศิษย์" แต่อยากนำมาเชื่อมต่อ

 เรื่อง การจัดการความรู้

 เริ่มที่การประเมินตนเอง หรือ Self Reflection ว่าเรายอมรับว่าเรารู้ว่าเราไม่รู้อะไร

 และ การค้นพบว่า "เราไม่รู้ว่าเราไม่รู้อะไร"

JJ2010 ฅนสานฝัน