การได้ก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยได้เป็นสิ่งที่ทุกคนมีความรู้สึกภาคภูมิใจ แต่เราเป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้ภูมิใจเลย กลับเสียใจ ที่ต้องมาเรียนคณะที่ไม่คิดไม่ฝันว่าจะมาเรียน เราต้องทนกับความรู้สึกไม่อยากของตัวเอง ต้องต่อสู้กับความคิดที่มันต่อต้านในวิชาชีพมาตลอด แต่เวลาผ่านไปไม่เพียงกี่สัปดาห์ ความคิด และความรู้สึกที่เคยมีมาก็เปลี่ยนไป เรากลับมีความภูมิใจที่ในอนาคตเราจะได้เป็นคนดูแล และช่วยเหลือผู้อื่น รู้สึกเหมือนเป็น นางฟ้า ผู้เปี่ยมล้นไปด้วยเมตตา สิ่งเหล่านี้เกิดจากการที่เรามีเพื่อนที่ดี มีอาจารย์ที่ดี ทำให้ความคิดทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด เราก็เลยเริ่มมีความสุขกับการเรียนอย่างน่าแปลกใจเราต้องจากบ้านมาตั้งไกล (ทุกคนบอกว่าไม่ไกลเลย จากศาลายาไปแจ้งวัฒนะมันใกล้นิดเดียว) ต้องไปอยู่หอ จากคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งเราเป็นคนที่รักครอบครัวมาก ต้องปรับตัว พยายามทำใจอยู่หอให้ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมาก ยากยิ่งกว่าเรื่องเรียนเสียอีก จนถึงวันนี้แล้ว ก็ยังอยู่หอจนครบสัปดาห์ไม่ได้เลย อยากกลับบ้านเมื่อไหร่ก็กลับ จนเพื่อนๆที่อยู่ต่างจังหวัดอิจฉากันทั้งนั้นที่บ้านเราใกล้นิดเดียวเอง หอพักนักศึกษาไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกครบครันเหมือนที่บ้านเลย ห้องนอนก็คับแคบ นอนอัดกันตั้ง 4 คน ห้องน้ำก็ต้องใช้ร่วมกับคนอื่น ตายแล้ว!! เราจะอยู่ได้เหรอ วันแรกที่เข้าหอ รู้สึกว่าทำไมมหาวิทยาลัยใจร้ายจัง ห้องพักทำไมมันแคบอย่างนี้นะ ขอบรรยายเรื่องห้องพักนิดหน่อย คือ ห้องนอนจะเป็นห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็กมาก ประมาณไม่ได้ว่าเท่าไหร่ พอเปิดประตูไป ก็จะเห็นเตียงนอน 2 ชั้น อยู่ 2 ฝั่งของประตู เตียงนอนเป็นไม้ดูเก่าๆ โทรมๆ ติดกับเตียงนอนก็เป็นตู้เสื้อผ้าขนาดครึ่งหนึ่งของตู้ทั่วๆไป แถมยังมีกลิ่นเหม็นอับอีกต่างหาก ติดกับตู้เสื้อผ้าก็เป็นโต๊ะเขียนหนังสือ และติดกับโต๊ะเขียนหนังสือก็เป็นผนังห้อง ที่ว่างของห้องก็มีแค่ทางเดินตรงกลางเท่านั้น ซึ่งพื้นที่ตรงกลางระหว่างเตียงทั้ง 2 ข้าง มีขนาดเพียงคนเดินสวนกันได้ 2 คนเท่านั้น ประมาณว่าถ้าห้องมีฝุ่นก็ใช้ไม้กวาด กวาดสัก 2 ครั้งก็สะอาดแล้ว (น่าจะพอเดาออกว่าห้องเล็กแค่ไหน)ห้องพักก็เล็ก แถมยังต้องมาอยู่กับคนที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน แถมยังเป็นเพื่อนคนละคณะกันอีก โอ้ ทำไมชีวิตน่าเศร้าจัง ขอเรียกเพื่อนร่วมห้องว่า รูมเมท ซึ่งเป็นคำที่รู้กันทั่วไป เราได้เมทที่เรียนพยาบาลด้วยกันซึ่งอยู่คนละคณะ 1 คน เภสัช 1 คน และสาธารณสุข 1 คน สรุปว่าห้องนี้มีพยาบาล 2 คน ขอบอกก่อนว่ามหาวิทยาลัยของเรามีแพทย์ 4 คณะ ได้แก่ แพทย์ศิริราช(SI) แพทย์รามาธิบดี(RA) แพทย์สถาบันพระบรมราชน(PI )และแพทย์กรุงเทพฯและวชิรพยาบาล (BM) พยาบาล 2 คณะ ได้แก่ พยาบาลศิริราช (NS) และพยาบาลรามาธิบดี (NR) การที่ห้องใดห้องหนึ่งมีแพทย์อยู่ด้วยกัน หรือพยาบาลอยู่ด้วยกัน จะมีทั้งข้อดีและข้อเสีย เพราะว่าเราจะเรียนบางวิชาด้วยกัน ตัดเกรดด้วยกัน การไซโคลกันก็จะเกิดขึ้น ซึ่งเราก็โชคดีที่เรื่องนี้ไม่เกิดกับเรา

ด้วยความโชคร้ายของเรา ที่จะต้องมาอยู่ชั้น 4 ซึ่งเป็นชั้นที่เราขอเรียกว่าอนาถมาก เรามีคอนเซปของหอเราว่า "น้ำไม่ไหล ไฟดับ โทรศัพท์เสีย" ครบทุกความต้องการที่ไม่อยากให้เป็น วันไหนตื่นสายหน่อย เราก็จะได้อาบน้ำด้วยความทุกข์ใจอย่างยิ่ง สายน้ำจากฝักบัวค่อยๆไหลย้อยไม่เกิน 500 ลูกบาศก์เซนติเมตรต่อวินาที กว่าจะอาบน้ำเสร็จแทบตาย แต่เราก็ยังพอมีวิธีที่ทำให้น้ำไหลแรงขึ้นหน่อย คือ การนั่งอาบ หากเราหยิบฝักบัวลงมานั่งอาบ จะช่วยให้น้ำไหลแรงขึ้นมาประมาณ 1.5 เท่าของการยืนอาบในท่าปกติ แต่วิธีนี้ก็ไม่ได้ผลตลอด บางครั้งขนาดจะนอนอาบกันเลยก็มี

 เรื่องน้ำเป็นเรื่องที่อนาถที่สุดของหอเราจริงๆ มีครั้งหนึ่ง เราเข้าห้องน้ำไปทำธุระส่วนตัวด้วยความหรรษา หารู้ไม่ว่าภัยใกล้ตัวกำลังจะเกิดขึ้น เรากำลังจะหยิบฝักบัวขึ้นมาทำความสะอาด และแล้วเรื่องที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น น้ำ !! น้ำไปไหนอ่ะ ตายแล้ว น้ำไม่ไหล วันนั้นก็เลยทำให้เราปวดเข่าทั้งวันเลย เพราะต้องนั่งยองๆ อยู่ท่านั้น รอจนกว่าน้ำจะไหล โอ๊ย!! จะบ้าตาย

ขอจบเรื่องน้ำไว้แค่นี้ก่อน ต่อไปเรื่องไฟบ้าง เวลามันจะดับก็ดับแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวมาก่อนเลย ดับทีก็น้าน นาน ยิ่งกว่าสวัสดี One-to-call อีกน่ะ ร้อนก็ร้อน เหงื่อไหลแรงยิ่งกว่าน้ำที่หออีก ต้องทนทุกข์ทรมานกันเป็นยามสองยาม แต่วันที่ไฟดับแล้วเราเซ็งมากที่สุดก็คือ คืนก่อนวันเกิดสุดที่รักของเรา กำลังตั้งใจเขียนการ์ด แล้วก็ห่อของขวัญให้เขาอยู่ดีๆ ไฟก็ดับอีก โชคดีที่เมทเรามีไฟฉายที่ไม่ค่อยมีแสงไฟสักเท่าไหร่ เราก็ใช้ไฟอันน้อยนิดที่มีอยู่ส่อง กว่าจะห่อเสร็จลูกตาจะมากองรวมกันอยู่แล้ว เฮ่อ......

น้ำไปแล้ว ไฟก็ไปแล้ว ต่อไปก็คงเป็นโทรศัพท์ มันก็ไม่เชิงเสียหรอก แต่มันโทรไม่ค่อยติด เวลารับแล้วก็จะไม่ได้ยินคนพูด ถ้าเป็นตอนกลางวันก็ไม่เท่าไหร่หรอก ไม่ได้รำคาญอะไรมากมายเวลามันดัง แต่ตอนกลางคืนสิ่ เซ็งอีกแล้ว โทรศัพท์ดังนานมาก ไม่มีคนรับซะที พอเราไปรับก็ไม่มีเสียงคนพูดซะงั้น แล้วห้องเราก็อยู่ตรงโทรศัพท์พอดีเลย ต้องทนฟังเสียงโทรศัพท์ดัง อันนี้ยังพอทน แต่ต้องมานั่งฟังคนคุยโทรศัพท์สิ่ แย่มากเลย ไม่เข้าใจว่าการคุยโทรศัพท์เบาๆ เป็นส่วนตัวเนี่ยมันยากตรงไหนกันนะ

รู้สึกว่าจะบ่นถึงข้อเสียของหอพักมากเกินไปแล้ว ขอกล่าวถึงข้อดีบ้างดีกว่า

มิตรภาพที่ดี ที่เราไม่คิดว่าจะได้รับจากใครเลย ก็มาจากการอยู่หอพักเนี่ยแหล่ะ เราได้เพื่อนที่ตอนนี้คิดว่าดีที่สุดในชีวิตแล้ว เค้าก็คือรูมเมทสุดที่รักของเรา เค้าเป็นคนๆเดียวที่คอยรับฟังเราด้วยความเข้าใจ (นอกจากครอบครัวนะ) ในทุกๆเรื่อง ไม่ว่าจะร้ายจะดี เราจะเห็นเค้ายืนอยู่ข้างเราเสมอ เวลาเราป่วย ก็มีเค้าดูแล เราตื่นสายเค้าก็คอยปลุก คอยต้มโจ๊กให้กินตอนเช้า ต้มมาม่าให้ตอนกลางคืน แต่ก็ไม่มีอะไรที่เราจะประทับใจเค้ามากไปกว่าความเข้าใจและสนิทใจ เราไม่เคยมีความลับอะไรต่อกันเลย ไม่พอใจกันก็บอกกัน คุยกันได้ทั้งวันโดยไม่เบื่อ เราไป       วีนแตกที่ไหนมา เค้าก็จะเป็นคนที่ทำให้เราเย็นลงอย่างง่ายดาย ส่วนเราก็เป็นคนที่เค้าสามารถเล่าให้ฟังได้ทุกๆเรื่อง ขนาดเป็นเรื่องที่เค้าไม่เคยบอกใครแม้กระทั่งเพื่อนที่คบกันมา 6 ปี แต่เค้าก็มาระบายความในใจให้เราฟัง อยู่กับเค้าตลอด 1 ปีที่ผ่านมา เราได้ร่วมหัวเราะ ร่วมร้องไห้ ร่วมร้องเพลง ร่วมกันตื่นสาย และอื่นๆอีกมากมาย จนนึกไม่ออกแล้วว่าเราทำอะไรร่วมกันบ้าง จำได้แต่เสียงหัวเราะ รอยยิ้ม คราบน้ำตา และความรักความหวังดีที่เรามีให้ต่อกัน มันประทับใจและยากที่จะลืมเลือนจริงๆ

ไม่ได้มีเพียงแต่รูมเมทเท่านั้น เราก็ยังได้มิตรภาพจากเพื่อนร่วมหอด้วยกันอีกนะ เวลาไปอาบน้ำก็ได้คุยได้รู้จักกับเพื่อนคณะอื่นมากขึ้น สนุกมาก เวลาอาบน้ำคนที่รอก็จะคอยลุ้นว่าใครจะอาบเสร็จก่อนกัน บางครั้งก็จะตะโกนบอกคนในห้องน้ำประมาณว่า ใครสวยรีบๆอาบเร็ว ไม่นานนักก็จะมีคนออกมาก่อนแล้วบอกว่าเราสวย

เรามั่นใจว่าทุกคนที่ได้อยู่หอพักก็จะต้องมีความประทับใจแบบนี้แหล่ะ ก็อยากจะให้ทุกคนเก็บความประทับใจเหล่านี้ไว้ เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เราจะได้มีโอกาสใช้ชีวิตแบบนี้อีก