การฟังเรื่องเล่าของกันและกันด้วยความเมตตาต่อผู้อื่น และอุเบกขาต่อความรู้สึกภายในของตนเองย่อมนำไปสู่การยกระดับจิตใจของตนเองให้เติบโตด้วยความเข้าใจในสรรพสิ่งที่เกิดขึ้นและรู้เท่าทันในสิ่งที่มากระทบตัวเราตามความเป็นจริงโดยปราศจากการปรุงแต่งใด ๆ

     จุดเริ่มต้นบนสะพานบุญ

 

ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์ ยังเป็นสัจธรรมอยู่คู่โลก 

 

 วันแห่งความรักตามที่ผู้เขียนเคยเข้าใจตั้งแต่จำความได้คือความรักหนุ่มสาว  ซึ่งเป็นความหมายที่ผิวเผินมาก  พอโตมาหน่อยก็มองความรักเผื่อแผ่ไปยังครอบครัวและสังคม  ซึ่งก็ยังคงเป็นความหมายทางโลกที่ใคร ๆ ก็เชื่อว่าเป็นเช่นนั้น

  

มิติแห่งความรักเปลี่ยนแปลงไปตามประสบการณ์ของตัวเราที่ได้เรียนรู้ในแต่ละห้วงเวลา แม้คนเราผ่านพบความสุข ความดีใจ ความเศร้าใจ ทุกข์ใจ อาจจะมีบาดแผลหรือความเจ็บปวดใด ๆ เหมือนกัน แต่ปฏิกริยาตอบโต้ต่อสิ่งเร้าที่มากระทบก็แตกต่างกันไป แล้วแต่ว่าปล่อยให้กิเลสตัวใดมีอิทธิพลต่อเรามากที่สุด

                            

ความรักในบทนิยามใหม่ที่ผู้เขียนได้เรียนรู้เติมเต็มให้เติบโตขึ้นอีกเป็นประสบการณ์ที่ได้จากการไปเป็นกระบวนกรนำวงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่เสถียรธรรมสถาน ซึ่งมีคุณนายดอกเตอร์ (พี่นุช) เป็นสะพานบุญให้พวกเรามาร่วมสร้างกุศลด้วยกัน ทีมงานเราประกอบด้วย พี่นุช คุณเอก _จตุพร คุณหนานเกียรติ คุณวิมลและคุณฉัตรจากกรมอนามัย  น้องเปิ้ล รวมทั้งตัวผู้เขียนเอง

 

พี่นุชกับผู้เขียนทำการบ้านเกี่ยวกับโจทย์ที่เปลี่ยนไปมาในแต่ละวันก่อนถึงวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓  ที่ผ่านมา  แม้ว่ากลุ่มเป้าหมายยังไม่ชัดเจนเท่าไหร่นัก  แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผู้เขียนหนักใจแต่อย่างใด อาจจะเป็นเพราะจิตเป็นกุศลที่รู้สึกได้ว่าขอเพียงเราทำอะไรด้วยสติก็พอ จึงค่อนข้างสบายใจในทุกเรื่องที่กำลังเผชิญอยู่  การเตรียมตัวต่อประสบการณ์แปลกใหม่ก็มีน้อยลงไปเรื่อย ๆ ...ถึงจุดหนึ่งจึงรู้ว่าเครื่องมือนั้นมีอยู่ในตัวเราทุกคน ขอเพียงค้นหาให้เจอ

 

                          

                                        การแบ่งกลุ่มตามกิเลส

เมื่อถึงเวลาที่ทีมงานของเรานัดหมายกันก่อนเริ่มกระบวนการ  เราได้ฟังที่มาของการจัดกิจกรรมครั้งนี้จากแม่แอ้ม อาสาสมัครเสถียรธรรมสถาน ซึ่งได้อธิบายถึงการทำงานของ สช. และการมีทีมงานที่มาร่วมมือกัน ได้แก่ เจ้าหน้าที่จากมูลนิธิสยามกัมมาจล และป่าใหญ่ครีเอชั่น  

 

แม่แอ้มเล่าถึงกลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่มีความหลากหลายมาก ได้แก่ กลุ่มครูในจังหวัดปัตตานีมีอายุระหว่าง ๔๐ ปี จนถึง ๗๐ ปี ประมาณ ๕๐ คน ซึ่งอยู่กันคนละหมู่บ้าน  กับกลุ่มอาจารย์และนักศึกษาอาสาสมัครจากมหาวิทยาลัย ๑ แห่งอีกประมาณ ๑๐ คน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่ม “cases” ที่มีปัญหาด้านสุขภาพกายและใจ หรือ “cases” ที่มีปัญหาด้านจิตใจจนต้องได้รับการเยียวยา เนื่องจากจิตใจได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง

 

โจทย์ท้าทายคือทำอย่างไร เราจะให้พวกเขาได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอย่างเปิดใจ ทั้งที่ไม่ได้คุ้นเคยกันมาก่อน หรือแม้ว่าอาจจะผ่านการใช้ชีวิตอยู่ที่นี่กันมาก่อนหน้านี้ ๑ วัน แต่ก็คงไม่ถึงขั้นอยากเล่าเรื่องส่วนตัวที่ลึกที่สุด... หรือเจ็บปวดที่สุดของตนเองได้...กลุ่มที่มารวมกันนี้ ไม่ได้ผ่านการ mapping โดยมีเป้าหมายสำคัญอะไรเป็นตัวขับเคลื่อนมาก่อน  และก็ไม่ได้ผ่านการทำกิจกรรมนวดความรู้สึกให้ไว้วางใจกันมาก่อนด้วยเช่นกัน

 

 

นับว่าเป็นก้าวสำคัญอีกก้าวหนึ่งของการเป็นกระบวนกรแลกเปลี่ยนเรียนรู้

"การแบ่งกลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งมีความหลากหลายแตกต่างกันทางบริบทอย่างมาก"

 

การแบ่งกลุ่มมีนัยยะสำคัญทำให้เกิดการเล่าเรื่องอย่างลื่นไหล ก่อนที่จะนำมารวมกันในกลุ่มใหญ่ หรือนำมาคละกันได้  เราควรให้ความสำคัญกับการแบ่งกลุ่มสำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยกัน โดยคำนึงถึงจุดร่วมที่จะให้เขากล้าเปิดเผยเรื่องลึก ๆ อย่างเปิดใจ

           

กระบวนกรไม่เพียงแค่ทำให้เกิดบรรยากาศให้ทุกคนในวงได้กล้าเปิดเผยเรื่องเล่าของตนเองให้ผู้อื่นเรียนรู้เท่านั้น แต่ยังเป็นสะพานเชื่อมต่อให้เกิดแรงบันดาลใจกับใครหลายคนในวงที่ได้แลกเปลี่ยนเรื่องเล่าซึ่งกันและกันได้อีกด้วย

  

การแบ่งกลุ่มตามศาสตร์นพลักษณ์ คือสิ่งที่คุณเอก_จตุพรเสนอ และผู้เขียนก็ต้องคิดวิธีการแบบสด ๆ ร้อน ๆ เพราะเวลาจำกัดมากจริง ๆ  และจึงเลือกที่จะให้แบ่งกลุ่มกันตามกิเลสตนเอง

  

คำถามสั้น ๆ ที่ผู้เขียนถามคือทุกคน ณ ที่นี้ผ่านการปฏิบัติธรรมมาแล้วใช่ไหม หรืออย่างน้อยก็ขอให้ผ่านการทบทวนสภาวะอารมณ์ของตนมาแล้วก็พอ  ซึ่งเมื่อได้รับการยืนยันว่าทุกคนผ่านการเฝ้าสังเกตอารมณ์ทุกข์ของตนมาก่อน ผู้เขียนก็ขอให้ทุกคนหลับตาเพื่อระลึกถึงอารมณ์ที่เรามักเกิดขึ้นบ่อยที่สุดและทำให้เราเป็นทุกข์มากที่สุด  ได้แก่ อารมณ์โกรธ ...อารมณ์กลัว วิตกกังวล...  และอารมณ์ห่วงหาอาทรผูกพัน   ซึ่งก็คือ โกรธ  โลภ (กลัว)  และหลง นั่นเอง

        

ผลปรากฎที่น่าอัศจรรย์ใจก็คือแต่ละกลุ่มสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันได้อย่างเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และพูดในประเด็นร่วมเดียวกันอย่างเห็นอกเห็นใจ

  

ความรักเป็นบ่อเกิดแห่งทุกข์ ทุกข์คือของขวัญอันยิ่งใหญ่ให้เห็นธรรม

          

การมีรักที่ไม่เป็นดั่งใจ นำพาให้เกิดทุกข์ ซึ่งมีกิเลสหลักผุดขึ้นมาไม่เหมือนกัน ได้แก่ โกรธ กลัว และหลงมัวเมา

  

แต่ละกลุ่มที่แบ่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ตามอารมณ์กิเลสนั้น ขึ้นอยู่กับทีม FA คุณภาพของเราที่จะนำวง  ซึ่งไม่ว่าจะนำประเด็นคำถามอะไรไป สุดท้ายแล้วสิ่งที่สะท้อนออกมาก็คืออารมณ์แท้จริงเบื้องลึกของผู้เล่านั่นเอง

 

                       คำถามเชิงบวก แต่กลุ่มอยากเล่าอารมณ์ทุกข์ตามกิเลส

การพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รัก ไม่ว่าจะจากเป็น หรือจากตาย การถูกคนที่รักทำร้ายอย่างทารุณ ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกาย หรือด้านจิตใจ ล้วนแล้วแต่ทำให้เกิดความโกรธแค้นพยาบาท และซึมเศร้า…อารมณ์แปรปรวนหลายแบบ ไม่มั่นคงทางอารมณ์ อันสืบเนื่องมาจากรักที่ไม่เป็นดั่งใจที่ปรารถนา

  

กลุ่มที่มีความโกรธเป็นกิเลสหลัก ก็จะอธิบายประสบการณ์ความรักที่เจือด้วยโทสะจนถึงขั้นการเรียนรู้ที่จะให้อภัยและปล่อยวาง

กลุ่มที่มีความกลัวเป็นพื้นฐานก็จะหาเครื่องมือที่จะป้องกันความรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัย จากกลัวจนถึงที่สุดก็กลายเป็นกล้าหาญที่จะเผชิญกับสิ่งที่กลัว 

และกลุ่มที่หลงในความรู้สึกผูกพันก็ยังต้องการกำลังใจจากกัลยาณมิตรเพื่อเยียวยาชีวิตจิตใจให้มีพลังเข้มแข็ง

กลุ่มหลง ๑

 

    กลุ่มหลง ๒

  

สิ่งที่อยู่เบื้องหลังแต่ละภาพข้างบนนี้คือแหล่งสะสมประสบการณ์ความทุกข์มากมายมหาศาลที่ยากสำหรับมนุษย์ผู้หนึ่งจะแบกรับไว้ได้  แต่สิ่งที่เป็นข้อค้นพบยิ่งใหญ่ที่เราต่างหลงลืมไปคือ... 

 

ทุกข์เป็นเรื่องสากล ไม่ว่าทุกข์ระดับไหน ทุกข์อย่างไร ก็คือทุกข์ ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้รู้สึกทุกข์ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน จึงไม่ได้อยู่ที่เนื้อหาแห่งทุกข์นั้น  แต่อยู่ที่เราเก็บเอาทุกข์ไว้ภายใน ไม่ปล่อย  ไม่วาง  ไม่ละ จึงอยู่ที่สภาวะอารมณ์ของเรา  ซึ่งไม่เข้าใจและมองไม่เห็นไตรลักษณ์ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป

 

ความทุกข์ใด ๆ ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ใครเป็นผู้เล่า เล่าเรื่องอะไร แต่มันอยู่ที่ว่าเราได้อะไรจากเรื่องเล่า ดังนั้น สิ่งที่สกัดออกมาจึงไม่ใช่การเล่าเรื่องอะไร แต่คือเราเรียนรู้อะไร และวิธีผ่านจุดนั้นไปต่างหาก 

 

เมื่อมีผู้เล่าเรื่องราวความทุกข์แสนสาหัส  ผู้ฟังคนอื่นจะรู้สึกว่าเรื่องทุกข์ของตนจิ๊บจ๊อยมาก ทำให้ไม่กล้าเล่า  ผู้เขียนจึงบอกไปว่าขอให้เล่าวิธีจัดการกับความทุกข์นั้นก็ได้  หรือเราจะชื่นชมผู้เล่าคนอื่นก็ได้  ซึ่งก็คือการดูแลหัวใจกันผ่านความเห็นอกเห็นใจในเพื่อนร่วมสังสารวัฎนั่นเอง

 

 

บทเรียนที่ได้รับผ่านประสบการณ์ที่หวานขมและเจ็บปวดของผู้เล่าทำให้เราได้เรียนรู้เสมือนหนึ่งว่าร่วมผ่านประสบการณ์เหล่านั้นมาด้วยกัน หรือนั่นเป็นเพราะว่าเรารู้สึกถึงความเป็นกัลยาณมิตรที่อยู่ในวัฏสงสารเดียวกัน

                   

หลายเรื่องเล่าที่แลกเปลี่ยนกัน ผู้เล่ามีความกล้าหาญที่จะแบ่งปันประสบการณ์ที่ทุกขเวทนาจากผลพวงแห่งความรักที่เป็นบ่อเกิด…

การผ่านความทุกข์ทางใจอย่างถึงที่สุดทำให้เรียนรู้ที่จะรักให้เป็น  .... เป็นรักที่เปี่ยมด้วยเมตตา....เมตตามีรากศัพท์มาจากมิตรไมตรี  จึงมีความเกี่ยวเนื่องใกล้ชิดกับคำว่ากัลยาณมิตรที่มาแบ่งปันความสุขทุกข์ร่วมกัน

 

หลายคนมีข้อค้นพบจากบทเรียนประสบการณ์ความรักที่เจ็บปวด  นั่นก็คือขอบพระคุณผู้มอบบทเรียนความทุกข์ที่ทำให้พวกเขาได้พบของขวัญอันยิ่งใหญ่...การทำให้เห็นธรรมนำไปสู่การให้อภัยและการมีเมตตา

 

               เมื่อถึงจุดปล่อยวางจนว่างแล้วเราจะเห็นว่ารักเป็นบ่อเกิดแห่งทุกข์

                              หากว่ารักนั้นเจือราคะ โทสะและโลภะ 

                เราจึงควรรู้จักรักอย่างมีเมตตาแล้วจะพบค่าแห่งกัลยาณมิตร

 

 

การฟังเรื่องเล่าของกันและกันด้วยความเมตตาต่อผู้อื่น และอุเบกขาต่อความรู้สึกภายในของตนเองย่อมนำไปสู่การยกระดับจิตใจของตนเองให้เติบโตด้วยความเข้าใจในสรรพสิ่งที่เกิดขึ้นและรู้เท่าทันในสิ่งที่มากระทบตัวเราตามความเป็นจริงโดยปราศจากการปรุงแต่งใด ๆ

                                                  

                                                 ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์   

                                                        ทุกข์มีไว้รู้

                           ------------------------------------------------------- 

ขอขอบพระคุณคุณนายดอกเตอร์ (พี่นุช) สะพานบุญที่นำผู้เขียนได้มีโอกาสทำหน้าที่กระบวนกรในวงแลกเปลี่ยนเรียนรู้การจัดการความรัก เพื่อค้นพบของขวัญที่ยิ่งใหญ่    จากบันทึก "โลกนี้ไม่มีบังเอิญ" ตาม  http://gotoknow.org/blog/k-creation/336993

 

เป็นความบังเอิญที่ไม่บังเอิญที่เราสามคน คุณนายดอกเตอร์ (พี่นุช)  คุณเอก จตุพร และผู้เขียนได้ลงบันทึกในวันเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมาย  "ความรักเเละการเยียวยา - กุศลบันดาลที่เสถียรธรรมสถาน" ตาม http://gotoknow.org/blog/mhsresearch/336959