เราก็ได้เรียนรู้ถึงเรื่องราวอันเป็นวัฒนธรรมของชาวบ้าน ขณะเดียวกันชาวบ้านได้สืบสานวัฒนธรรม พร้อมๆ กับการรำลึกถึงรากเหง้าในทางวัฒนธรรมของตัวเองไปพร้อมๆ กัน

๙  มกราคม  ๒๕๕๓  ภายหลังกิจกรรมวันเด็กยุติลง  ผมกับลูกชายก็เร่งรุดไปยังบ้านเกิดที่จังหวัดกาฬสินธุ์  โดยมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อประสานงานและเตรียมการเกี่ยวกับกิจกรรม “ต้านลมหนาว...ถามข่าวคราวชาวบ้าน” 

 

กิจกรรมต้านลมหนาวถามข่าวคราวชาวบ้าน  เป็นกิจกรรมที่ผมและทีมงานเลือกจัดขึ้นในสองพื้นที่หลัก  นั่นคือบ้านเหล่าหลวง ต.ภูดิน อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์  และบ้านหนองบัวแปะ  ต.ขามเรียน
อ.ยางสีสุราช จ.มหาสารคาม  โดยทั้งสองพื้นที่เคยเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่ผมและทีมงานเคยนำนิสิตไปฝากตัวเป็นลูกฮักกับชาวบ้านมาแล้วระยะหนึ่ง  ครั้งนี้จึงเรียกได้ว่า ไม่เพียงเป็นการกลับไปเสนอผลการเรียนรู้ต่อชาวบ้านเท่านั้น  แต่ยังหมายถึงการพกพาหัวใจกลับไปถามข่าวคราวความเป็นชีวิตของชาวบ้านด้วยเหมือนกัน

 

 

ย้อนกลับไปเมื่อต้นฤดูฝนของปีที่แล้ว  ก่อนที่นิสิตจะถอนตัวโบกมือลาพ่อฮักและแม่ฮักคืนกลับสู่รั้วมหาวิทยาลัย  ทั้งนิสิตและชาวบ้านได้ล้อมวงเสวนากันถึงสิ่งที่อยากจะสร้างไว้เป็นอนุสรณ์ของการเรียนรู้ในครั้งนั้น  ซึ่งวิธีคิดดังกล่าว  ก็หยิบเอาผลแห่งการเรียนรู้ความเป็นชุมชนมาเป็นแกนหลักในการขบคิด
 

ครั้งนั้น- ทั้งนิสิตและชาวบ้าน (โดยเฉพาะชาวบ้าน)  เห็นพ้องกันว่าอยากสร้าง “ศาลปู่ตา” 
ขึ้นมาสักหลังไว้ที่สระน้ำท้ายหมู่บ้าน  เพราะตรงจุดนั้นถือเป็นจุดเริ่มต้นของพิธีกรรมในชุมชน 
ซึ่งไม่ว่าจะเป็นบุญผะเหวด หรืองานสงกรานต์  ชาวบ้านก็จะไปตั้งต้นขบวนแห่กันที่นั่นเสมอ 
และในกระบวนการที่ว่านั้น  ก็จะเกี่ยวข้องกับการบนบานศาลกล่าวต่อ “ผีบรรพบุรุษ”  ณ ที่ตรงนั้นด้วยทุกครั้ง  ขาดเพียงแต่ว่า ณ ที่ตรงนั้นยังไม่มีการปลูกสร้างศาลปู่ตาขึ้นมาเท่านั้นเอง
 

ดังนั้น,  มติของการหารือร่วมระหว่างนิสิตกับชาวบ้าน  จึงจบลงอย่างง่ายงาม  โดยทั้งปวงนั้นต่างเห็นร่วมว่า “ศาลปู่ตา”  คือสิ่งที่จะร่วมแรงใจกันจัดสร้างขึ้นไว้เป็นอนุสรณ์ของการเรียนรู้  พร้อมๆ กับการูผูกโยงให้ “ศาลปู่ตา”  เป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมของชุมชนไปในตัว  โดยนิสิตและมหาวิทยาลัยเป็นกลไกเรื่องงบประมาณ  ส่วนชาวบ้านเป็นหัวเรือใหญ่ในเรื่องของการเป็น “พ่อช่างและแม่ช่าง” ...

 


ส่วนหนึ่งของการมอบสื่อการเรียนรู้เกี่ยวหมู่บ้านให้กับผู้ใหญ่บ้าน

 

ครั้งถึงช่วงเช้าของวันที่ ๑๐  มกราคม  ๒๕๕๓ บรรดานิสิตจากมหาวิทยาลัยก็ออกเดินทางมาถึงหมู่บ้าน  รถหกล้อของมหาวิทยาลัยอัดแน่นไปด้วยผู้คนและสัมภาระ  ซึ่งมีทั้งกระเป๋าเสื้อผ้า 
ของฝาก  ของบริจาค  สื่อเรียนรู้  รวมถึงเครื่องเสียงและอุปกรณ์ดนตรีที่จะนำมาแสดงให้กับ
ชาวบ้านได้ร่วมสนุกสนานและร่วมสมโภชศาลปู่ตาร่วมกัน
 

ก่อนการลงแรงแห่งชีวิตของนิสิตและชาวบ้านจะเริ่มขึ้น  ผมและทีมงาน ได้เชิญชวนให้นิสิตและชาวบ้านมานั่งล้อมวงกันที่ศาลาประชาคม  พร้อมๆ กับการเชิญปราชญ์ชาวบ้านมาบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับที่มาที่ไปของ “ปู่ตา” หรือ “ผีบรรพบุรุษ”  โดยใช้บรรยากาศของการบอกเล่าแบบเรียบง่ายและเป็นกันเอง
 

เหตุที่ต้องจัดให้มีเวทีเช่นนั้น  ก็เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาผมสังเกตได้ว่า  ชาวบ้านจำนวนมากต่างมีข้อมูลความเป็น “ชุมชน” ของตนเองอย่างขาดๆ เกินๆ  ซึ่งอาจเป็นได้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่มีคนบอกเล่าเก้าสิบในเรื่องเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง  ขาดการสานสร้างวัฒนธรรมเชิงประจักษ์ให้เรียนรู้อย่างชัดแจ้ง  หรือไม่ก็ผูกขาดเรื่องราวเหล่านี้ไว้กับใครคนใดคนหนึ่งมากจนเกินไป  ไม่มีการสร้างคนไว้สานต่อและรับช่วงแบบ “รุ่นต่อรุ่น”  ซึ่งนั่นยังไม่รวมถึงความไม่ตระหนักส่วนบุคคลและองค์รวมของชุมชน  หรือกระทั่ง การถูกกลืนกลายด้วยกระแสวัฒนธรรมใหม่ ...ฯลฯ...

 

 

อย่างไรก็ดี  เป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่เวทีที่ผมและทีมงานจำลองขึ้นนั้น  ไม่เพียงเป็นการสร้างองค์ความรู้ให้กับผู้คนในเรื่องวิถีวัฒนธรรมของหมู่บ้านเท่านั้น  แต่ยังหมายถึงการนำพาให้ชาวบ้านหลายคนได้หวนรำลึกถึงเรื่องราวชีวิตของตัวเองและชุมชนของตัวเองในอดีตกาลอย่างน่าทึ่ง 

  • เป็นต้นว่า...
    การรำลึกถึงเรื่องราวของหมู่บ้านเมื่อครั้งที่ยังไม่อพยพหนีน้ำเขื่อน (เขื่อนลำปาว) 
    มาตั้งรกรากอยู่ ณ ที่ปัจจุบัน
  • เป็นต้นว่า...
    การรำลึกถึงญาติมิตรที่ยังใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านเกิด (หมู่บ้านดั้งเดิม)  ว่ามีใครบ้างยังหลงเหลือและหยัดยืนอยู่ได้  และกี่คนที่ล้มหายตายจากไปตามกฎธรรมชาติ
  • เป็นต้นว่า...
    การได้ตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทุกวันนี้ยังคงติดต่อสื่อสารกับญาติมิตรที่บ้านเกิดกี่มากน้อย  และมีกี่ครั้งที่เคยได้สัญจรกลับไปเยี่ยมยามถามข่าว หรือแม้แต่การได้ “ร่วมบุญร่วมทาน”  กันของทั้งสองหมู่บ้าน
     

  
การมีส่วนร่วมของนิสิต...คนละนิดคนละน้อย คนละไม้ คนละมือ


สำหรับผมแล้ว  ผมมีความสุขเป็นที่สุดที่เห็นเรื่องราวแห่งชีวิตทั้งอดีตและปัจจุบัน หรือแม้แต่อนาคตที่เกี่ยวกับชาวบ้านและชุมชนถูกถ่ายทอดออกมาอย่างไหลลื่น  หลายต่อหลายคนต่อเติมเรื่องราวต่างๆ อย่างเป็นรูปเป็นร่าง  และไม่เพียงชาวบ้านเท่านั้นที่ได้หวนคิดคำนึงถึงรากเหง้าของตัวเอง  ผมเองก็เถอะ  ก็ได้ซึมซับถึงความเป็นรากเหง้าของตัวเองผ่านเวทีนี้อย่างมหัศจรรย์
 

ในเวทีดังกล่าวนั้น  ปราชญ์ชาวบ้านผู้เป็นเสมือนคนต้นเรื่อง  ได้ชวนให้ชาวบ้านในวัยสี่สิบต้นๆ
ขึ้นไปได้จินตนาการไปสู่ความทรงจำของตัวเอง  เป็นต้นว่า  การเล่าถึงการเลี้ยงผีบรรพบุรุษ 
ซึ่งบ้านเกิดเมืองนอนในอดีตนั้นเป็นที่ดอนติดกับเขื่อนลำปาว  และด้วยความที่ทำเลที่ตั้งของหมู่บ้านติดกับเขื่อนลำปาว  จึงมีสถานที่หลายสถานที่ที่กลายมาเป็นเครื่องมือในการผนึกชุมชนเข้าเป็นหนึ่งเดียวกันผ่านพิธีกรรมของผีบรรพบุรุษ  โดยแต่ละสถานที่อันเป็นร่องน้ำปลายสายนั้นจะเรียกว่า “กุด”  และแต่ละกุดที่ว่านั้นก็จะมีผีบรรพบุรุษสถิตอยู่ประจำ คอยทำหน้าที่ปกปักษ์รักษาชาวบ้านให้กินดีอยู่ดี แคล้วคลาดจากภยันตรายต่างๆ  และในบรรดากุดต่างๆ นั้น  หนึ่งในนั้นก็มี “ปู่ผ้าล่าม”  (อีสานออกเสียง “ผ่าลาม”) และ “ปู่ผ้าลาด”  (ผ่าลาด)  อยู่ด้วย
 



 

ชาวบ้านเล่าตรงกันว่า  เหตุที่เรียกชื่อปู่ว่า “ผ้าล่าม”  นั้น  เพราะท่านเคยแสดงอิทธิฤทธิ์ปรากฏตัวให้เห็นบ่อยครั้ง  และแต่ครั้งก็จะแต่งตัวด้วยผ้าสีขาวที่ดูเหมือนจะลุ่มล่ามไปทั้งตัว  ส่วนอีกท่านก็จะแต่งกายด้วยผ้าสีขาวเหมือนกัน หากแต่เป็นผ้าขนาดยาว เป็นระเบียบเรียบร้อย ดูไม่ลุ่มล่าม  ซึ่งลักษณะของการแต่งกายเช่นนั้นแหละ คือที่มาที่ไปของชื่อที่ชาวบ้านได้ปลงใจเรียกขานผีบรรพบุรุษของตนเองสืบมาจนปัจจุบัน


ขณะเดียวกัน  ชาวบ้านยังเล่าตรงกันว่า  ในยามชาวบ้านทำอะไรไม่ถูกไม่ควร  ท่านก็จะปรากฏตัวในลักษณะต่างๆ ให้ชาวบ้านได้พบเห็นอย่างสม่ำเสมอ  เช่น  เป็นสุนัขสีดำตัวโตๆ วิ่งผ่านหมู่บ้านแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย  (ทั้งๆ หมู่บ้านก็ไม่เคยมีสุนัข หรือ “หมาดำ” มาก่อนเลยสักตัว)  หรือบางทีก็มีเด็ก หรือผู้หญิง หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยง ข้าวของเงินทองหายไปจากหมู่บ้านแบบไร้ร่องรอย  ก็ได้ท่านนั่นแหละมาคลี่คลายด้วยการเข้าทรงเฒ่าจ้ำเพื่อชี้เบาะแส  หรือแม้แต่การสอนบทเรียนแก่
ชาวบ้านด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อให้ทุกคนตระหนักใน “ฮีตคอง” ที่ต้องยึดปฏิบัติอยู่ร่วมกัน  แต่พอย้ายหมู่บ้าน “หนีน้ำเขื่อน”  มาอยู่ ณ ที่ปัจจุบันนี้  ด้วยความที่ว่าไม่มีพื้นที่ป่าติดแหล่งน้ำดังเดิม 
จึงยังไม่มีการสร้างศาลให้ปู่ทั้งสองได้มาสิงสถิต  แต่ก็ไม่เคยละเลยที่จะประกอบพิธีกรรมที่เกี่ยวกับท่านแม้แต่สักครั้งเดียว  ครั้งนี้จึงเป็นนิมิตที่ดีที่ทุกฝ่ายได้ร่วมลงแรงใจคืนกลับไปสู่สายธารวัฒนธรรมของตัวเองอย่างเป็นรูปธรรมอีกครั้ง


และผมเอง ก็ได้รู้แน่ชัดจากครั้งนี้แหละว่า แท้ที่จริงแล้ว  ตระกูลของผมเป็นตระกูลแห่งการเป็นเฒ่าจ้ำของชุมชนมาแต่ไหนแต่ไร-

 

 
แทบไม่น่าเชื่อว่า พิธีกรรมเช่นนี้ชาวบ้านครึ่งหมู่บ้านแทบจะจดจำไม่ได้แล้ว

 

นั่นคืออีกหนึ่งเรื่องราวของการกลับไปถามข่าวคราวชาวบ้านของผมกับนิสิต ซึ่งจะว่าไปแล้ว 
เราเชื่อว่าเราได้ทำอะไรที่มากกว่าการถามข่าวคราวเฉยๆ อย่างมากมายเลยทีเดียว  อย่างน้อย
เราก็ได้เรียนรู้ถึงเรื่องราวอันเป็นวัฒนธรรมของชาวบ้าน  ขณะเดียวกันชาวบ้านก็ได้สืบสานวัฒนธรรม พร้อมๆ กับการรำลึกถึงรากเหง้าในทางวัฒนธรรมของตัวเองไปพร้อมๆ กัน ...

และนี่ก็เป็นงานค่ายอาสาพัฒนาในอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่ได้ละวางจากการลงแรงสร้างวัตถุ  แต่ใช้กระบวนงานนั้นเป็นเครื่องมือของการเรียนรู้วัฒนธรรมประเพณีของชาวบ้านไปในตัว 
มิหนำซ้ำ,ยังเป็นการสะกิดเตือนให้ชาวบ้านได้ถามย้ำกับตัวเองอย่างยกใหญ่ว่า ...
"ในทุกวันนี้  พวกเขาดำรงอยู่ด้วยกระบวนการใด และกระบวนการใดบ้างแล้วที่เลือนหาย หรือแม้แต่กำลังจากจางและจากหายไปจากชีวิตและสังคมของตัวเอง..."
 

จึงได้แต่หวังว่า  ศาลปู่ตาที่สร้างขึ้นนี้  จะกลายมาเป็นแหล่งเรียนรู้เล็กๆ ในชุมชนนี้สืบต่อไปชั่วลูกชั่วหลาน  หรืออย่างน้อยก็ให้นานที่สุดเท่าที่จะคงอยู่ได้ พร้อมๆ กับการทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม หรือรากเหง้าในบางเรื่องของชาวบ้านไปในตัว ทั้งก่อนการอพยพหนีน้ำเขื่อนและหลังการตั้งรกราก ณ ที่แห่งนี้สืบมาจนปัจจุบัน 
      และจากนี้ไป  ก่อนลงนาในหน้าฝนที่กำลังมาเยือนในเร็ววันนี้ ชาวบ้านก็คงได้เลี้ยงผีปู่ตาร่วมกันอย่างเป็นทางการเสียที

 

...

๙-๑๐ มกราคม ๕๓
บ้านเหล่าหลวง
กาฬสินธุ์