สวัสดีครับ พี่น้อง G2K ที่รักทุกท่าน ผมได้รับ Facebook จากพระกิติศักดิ์ กิตติโสภโณดังนี้... Phra Kittisak ส่งข้อความถึงคุณ “เรื่อง ขอชื่อองค์กร เจริญพร คุณเบดูอิน(ขออนุญาตเปลี่ยนเป็นชื่อนี้นะครับท่าน) ประมาณเดือนพฤษภาคม อาตมาจะออกวารสารราย 2 เดือน รูปแบบคล้ายๆ กับเสขิยธรรม จะขอเชิญคุณเบดูอินเป็นที่ปรึกษาและขอเชิญร่วมเขียนคอลัมน์ความสัมพันธ์ระหว่างศาสนา จึงรบกวนขอชื่อองค์กรของคุณเบดูอินด้วย เพื่อจัดทำรายละเอียด ในส่วนที่เกี่ยวข้อง เจริญพร” ผมเคยมีบันทึกในบล็อกนี้ถึงท่านครั้งหนึ่ง ก่อนที่ท่านจะเข้ามาอ่านพบโดยบังเอิญ ที่บันทึกนี้ครับ   http://gotoknow.org/blog/somdejmas/242553  จากนั้นก็ติดต่อกันเรื่อยมา จนกระทั้งท่านให้เกียรติผมเขียนคอลัมน์ในวารสารชื่อ "ปฎิปทา" ราย 2 เดือน เป็นวารสารที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสุขภาพกาย สุขภาพจิต ในแวดวงศาสนิกชน คาดว่าฉบับแรกจะออกต้นเดือน พ.ค.2553 ขอรับได้ที่มูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์ จะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการประมาณ 10 เมษายน 2553 ติดตามได้ที่บล็อกนี้และเวบไซด์มูลนิธิฯจะแนะนำต่อไปครับ

          เข้าเรื่องที่ผมจะเขียนเลยนะครับ อันที่จริงแล้วผมสนใจเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเป็นอย่างมาก จะเห็นได้จากที่บันทึกแรกของผมคือเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ลองตามไปอ่านบันทึกนี้ดูครับhttp://gotoknow.org/blog/somdejmas/222569  แม้แต่การทำรายการที่เกี่ยวข้องกับทางการเมืองเกือบ 50% ผมจะต้องพูดเรื่องนี้ บางครั้งเริ่มต้นคุยเรื่องการเมืองตอนจบดันมาลงที่เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงจนได้ เช่น ที่บอกว่า “หากนักการเมืองพอเพียง คอรับชั่นไม่มีแน่นอน” หรือ “หากทุกคนมีความพอเพียงในประชาธิปไตย คงไม่มีใครต้องมาเรียกร้องต้องการประชาธิปไตยกันอีก”

          ดูซิท่าน  ผมคงเป็นประเภทความพอเพียงขึ้นสมองเป็นแน่...  ผมมีโอกาสติดตามร่องรอยเศรษฐกิจพอเพียง ไปในพื้นที่หลายต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะเครือข่ายต่างๆที่ผมรู้จักหรือแม้แต่การพบโดยบังเอิญก็ตาม ผมจะดีใจและมีความหวังมาก ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทุกท่านที่ลงมือทำด้วยตัวเองแล้ว ผมจะมีความสุข

          อย่างเช่น วิสาหกิจชุมชนฟื้นภูมิไท ของคุณสุภัทรชัย

(อ้างถึง http://gotoknow.org/blog/rongkham/326859) หรือศูนย์เรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ คุณตาพันธ์  นาชัยนาค

 

 (อ้างถึง http://gotoknow.org/blog/rongkham/332206)   หรือล่าสุด อ.แกะ ผศ.ดร. ชนสรณ์ ภูเด่นแดน

P

(อ้างถึง http://gotoknow.org/blog/rongkham/333474) ล้วนแต่เป็นความหลากหลาย คนแรกเคยเป็นนักการเมืองท้องถิ่น คนต่อมาเป็นเกษตรกรเต็มขั้น คนล่าสุดเป็นนักศึกษาปริญาเอก กำลังศึกษาอยู่ต่างประเทศ แต่ความคิดตรงกันคือ มีความพอเพียง  

          น่าภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่คนไทยส่วนใหญ่(น่าจะเป็นส่วนใหญ่) ได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มาเป็นแนวทางของการดำเนินชีวิต ผมมีความรู้สึกว่าเกิดความหวังลึกๆว่าเมืองไทยจะสามารถไปได้ หากคนไทยส่วนใหญ่ ละทิ้งจากความฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย หันกลับมาอยู่แบบพอเพียง ไม่นำตนไปอยู่กับความเสี่ยง ตั้งอยู่บนความไม่ประมาท

          ความห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯที่มีต่อพสกนิกรชาวไทยนั้น ไม่ได้ยืนอยู่บนความลำเอียง ไม่ได้อยู่บนฐานคะแนนเสียงหรือความต้องการส่วนพระองค์ ทรงมองพื้นฐานความจำเป็นจริงๆที่ได้กับคนส่วนใหญ่ ไม่ได้มองที่คนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดเป็นพิเศษ

          ผิดกับนักการเมือง หรือนักทุนนิยม ที่มักจะมองว่าทำแล้วจะได้อะไร ได้คุ้มไหม? รวมทั้งประชาชนกลุ่มหนึ่งก็เช่นกัน ที่มักจะมองแค่รูปธรรม ยอมตนให้อยู่บนความอยาก..จนไม่คิด ขาดเหตุผล สุดท้ายกลายเป็นเหยื่อ ของขบวนการประชาธิปไตยสุดขั้ว ทุนนิยมสุดขั้ว สังคมนิยมสุดขั้ว จิตนิยมสุดขั้ว ขาดความเป็นกลาง ขาดการผสมผสานทางความคิดและปฎิบัติ  คำว่าสมานฉันท์ ดอกไม้หลากสี ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ฯลฯ กลายเป็นวาทะที่เป็นแค่ความงดงามที่เลื่อนลอย ไร้ความเป็นจริง

          สังคมจึงสับสนวุ่นวายไม่รู้จบ เพราะขาดความพอเพียง ท่านช่วยจับตาดูก็แล้วกัน หากเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทยในทางที่เสียหาย ฟันธงได้เลยว่าความโลภ ความหลง ความโง่ได้เกิดขึ้นกับสังคมแล้ว.....?????