บอก หรือไม่บอก "ข่าวร้าย"

เมื่อสักครูนี้ผมพึ่งได้รับปรึกษาจากพี่พยาบาลจากหอผู้ป่วยพิเศษ เรื่องมีอยู่ว่ามีคนไข้ผู้ชายท่านหนึ่ง เป็นตำรวจเก่า อายุ 79 ปี มาผ่าตัด คุณลุงแกมีลูกหลายคน อยู่ที่บ้านเดียวกัน 4 คน อยู่ ที่เหลืออยู่ กทม. คนที่มาเยี่ยมมีลูกชายหัวแก้วหัวแหวนอยู่คนนึง สนิทกับคุณลุงมาก มาเยี่ยมทีไรก็จะปรนนิบัติอย่างใกล้ชิด (บางคนบอก อาจจะมากกว่าที่เคยเห็นลูกชายของคนอื่นๆทำ) ทั้งหวีผม ตัดเล็บ กอดพ่อ อย่างใกล้ชิด คุณลุงได้ผ่าตัดไป ตอนนี้อยู่ระหว่างพักฟื้น หมอวางแผนไว้ว่าจะให้ล่ากลับบ้านวันพรุ่งนี้ แล้วนัดมาอีกทีเพื่อติดตามผลการรักษาอีก 5 วัน ปรึกษากันว่า เอ.. จะอยู่ต่อไปจนวันติดตามผลไปเลยดีไม่ดี จะได้ไม่ต้องเดินทางไปเดินทางมา เมื่อคืนวานลูกชายคนนี้ก็ลากลับบ้าน พอวันนี้พี่สาวที่เฝ้าคุณพ่อก็ได้รับโทรศัพท์ว่าน้องชายเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถคว่ำไปเสียแล้ว พี่สาวไม่กล้าบอกคุณพ่อว่าลูกชายคนโปรดเสียชีวิตไปแล้ว พี่พยาบาล (คนที่เป็น head ward) ได้ฟังก็เห็นว่าลูกสาวกำลังทุกข์ เพราะอยู่คนเดียว ไม่มีลูกๆคนอื่นที่จะปรึกษาตัวต่อตัว โทรศัพท์ถามก็มีทั้งที่บอกให้บอกไปเลย มีทั้งบอกว่าอย่าบอกเดี๋ยวคุณพ่อจะรับไม่ได้ ยิ่งหลังผ่าตัดใหม่ๆ คนตัดสินใจก็เลยยิ่งสับสน และเป็นทุกข์

ผมก็เลยบอกไปว่าจะขออนุญาตไปคุยกับลูกสาวคนนี้ดูสักหน่อย ว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร ก็ไปหาที่หอผู้ป่วย (หอนี้ดี มีห้อง private ไว้ทำ family meeting เป็นสัดส่วน มีประโยชน์มาก)

เราเชื้อเชิญกันไปนั่งที่ในห้อง family meeting ลูกสาวก็เดินเข้ามา อายุประมาณ 40 เกือบ 50 ปีหรือแถวๆนั้น เคยเป็นครูมาก่อน แต่ลาออกมาเพื่อปรนนิบัติดูแลคุณพ่อ เพราะเมื่อ 2 ปีก่อน คุณลุงพึ่งจะเสียภรรยาไปเพราะโรคเบาหวาน อยู่ดีๆนั่งๆคุยกัน ก็เป็นลม พาไปหาหมอ หมอรีบใส่ท่อช่วยหายใจ แต่ก็ไม่ฟื้น อยู่ รพ.ได้สัก 20 วันก็เสียไป คุณลุงตอนนั้นก็เศร้ามากอยู่พักใหญ่ ซึมไป ไม่พูด ไม่จา เกือบเดือน หลังจากนั้นก็ค่อยๆดีขึ้น ลูกสาวชวนน้องอีกคนมาอยู่ด้วยกัน พาหลานมาอยู่ คุณลุงก็ค่อยๆปรับตัวและอาการดีขึ้นเป็นปกติ

ปกติคุณลุงจะชอบพูดคุยปรึกษากับลูกชายสองคน คนหนึ่งก็คือคนที่พึ่งเสียชีวิตไปคราวนี้ เป็นห่วงมากที่สุด เพราะแม้ว่าจะสนิทกันดี และใกล้ชิดมากที่สุด แต่แกค่อนข้างเกเรนิดนึง ขับรถเร็ว กับอีกคนทำงานอยู่ที่ กทม. คุณลุงยังมีลูกบุญธรรมอีกคน ทำงานเป็นข้าราชการผู้ใหญ่อยู่ กทม.เหมือนกัน ฟังจากที่ลูกสาวเล่า แกไม่ค่อยสนิทมากนักกับลูกสาว จะสนิทกับลูกชายมากกว่า

COUNSELLING

ลูกสาวคิดว่าคืนนี้จะยังไม่บอกให้คุณลุงทราบ แต่ตนเองจำเป็นต้องกลับบ้าน เพราะจะมีงานรดน้ำศพคืนนี้ และจัดพิธีทางศาสนา ยังไม่รู้จะทำยังไง แต่ทาง รพ.ก็บอกว่ายินดีรับดูให้ (ปกติเราจะให้คนไข้ห้องพิเศษมีญาตินอนเฝ้า) แต่ถามต่อไปว่าแล้วจะบอกเมื่อไรดี

ลูกสาวบอกว่ากลัวคุณพ่อจะช็อคไป (ไม่ได้หมายถึง physical shock ทางการแพทย์ แต่หมายถึงตกใจ) ผมก็ถามแกไปว่า แกจะมีอาการอย่างไร เขาก็ว่าปกติคุณลุงเวลาเสียใจ ผิดหวัง ก็จะเงียบกริบ ไม่พูด ไม่จาเป็นวันๆ ถามดูก็ไม่เคยมีอาการฉุนเฉียว เกรี้ยวโกรธ หรือท้อแท้ ทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่น สรุปแล้ว เป็น style เศร้าเงียบลงไปอยู่คนเดียว

ถามว่าแล้วจะบอกเมื่อไร "จะบอกพรุ่งนี้ไหม?" ลูกสาวก็ยังไม่แน่ใจ บอกว่า "อาจจะฝากคุณลุงไว้ที่นี่จะถึงวันนัดอีก 5 วันเลยได้ไหม โดยยังไม่บอกก่อน"

"ก็ได้ครับ แต่คิดว่าคุณลุงจะมีปฏิกิริยาเหมือนกันไหมล่ะครับ เมื่อรู้ข่าวนี้?"

นิ่งไปสักพัก ก็พยักหน้า บอกว่า "คุณพ่อก็คงจะเสียใจอยู่แล้ว เพราะลูกคนนี้แกรักมาก"

ผมว่า "ผมก็เห็นด้วยนะครับ ว่าแกน่าจะเสียใจ และคงจะมีปฏิกิริยาแน่นอน ไม่่ว่าจะบอกตอนไหน ยังไงๆ แกก็ต้องทราบ ไม่ช้าก็เร็ว งั้นที่เราคิด อาจจะไม่ใช่เรื่องพยายามไม่ให้แกเสียใจ เพราะยังไงๆแกก็จะเสียใจ เราอาจจะมาช่วยกันคิดว่า ทำอย่างไร ถึงจะให้แกทราบข่าวนี้แบบดีที่สุด ดีไหมครับ?"

พยักหน้า "ดีค่ะ"

"OK ถ้างั้น เราลองจำลองการแจ้งข่าวไปทีละแบบดู ว่าแบบไหน คุณลุงจะเป็นยังไง ดีไหมครับ?"

"ดีค่ะ"

"แบบแรก ไม่บอกเลย ให้คุณลุงนอนอยู่ รพ.จนหลังวัน follow up อาทิตย์หน้า ตอนกลับบ้าน ค่อยบอกให้ทราบ ข้อดีมีอะไรบ้าง ข้อเสียอาจจะมีอะไรบ้าง?"

ลูกสาวนิ่งคิดสักพัก "ข้อดีก็คือ มีคนหลายคนช่วยกันบอก"

"ใช่ครับ นั่นเป็นข้อดี ตอนนี้มีคุณอยู่คนเดียว ถ้ามีหลายๆคนก็จะได้ช่วยกันประคับประคองได้ มีข้อเสียไหมครับ?"

นิ่งไปสักพัก ไม่ตอบว่าอะไร ผมก็เลยถามต่อ

"คนไข้บางคนที่ผมเคยเห็น บางทีก็น้อยใจ หรือโกรธก็มี ที่ไม่มีคนบอกเรื่องสำคัญๆ คิดว่าคุณลุงจะเป็นยังไงครับ?"

"ก็เป็นไปได้ค่ะ ถ้าไม่บอก เพราะคุณลุงแกรักน้องชายคนนี้มาก"

"นอกจากน้อยใจ เสียใจแล้ว แกคงจะไม่ได้ร่วมงานรดน้ำศพที่จะจัดด้วยใช่ไหมครับ คิดว่าแกอยากจะไปงานรดน้ำศพไหมครับ?"

"แกต้องอยากไปแน่เลย ไม่รู้หมอจะอนุญาตไหม เราก็ไม่แน่ใจเพราะกลัวกระเทือนแผล กลัวว่าแกจะเจ็บแผลมากขึ้นไหม"

"เดี๋ยวหมอจะขอให้พี่พยาบาลโทรไปถามอาจารย์เจ้าของไข้ดีไหมครับ ว่าถ้าเราจะให้คุณลุงกลับบ่ายนี้ เพื่อไปงานรดน้ำศพ จะมีความเสี่ยงอะไรมากไหม" ลูกสาวพยักหน้า เห็นด้วย ผมก็เลยขอให้พี่พยาบาลไปโทรหาข้อมูล กลับมาก็บอกว่า "แผล OK แล้ว ลากลับบ้านได้ไม่มีปัญหาอะไร"

"หมอคิดว่า ถ้าเราให้คุณลุงทราบเรื่อง แล้วตัดสินใจเองว่าอยากจะกลับไปงานรดน้ำศพไหม หรือจะอยู่ รพ. พักที่นี่ต่อก็ได้ แต่ลูกสาวคุณลุงต้องกลับไปเตรียมงานคืนนี้ จะดีไหมครับ อย่างน้อย เราก็เคารพในการตัดสินใจของคุณลุงเอง หมอคิดว่าเรื่องที่คุณลุงจะเศร้าเสียใจ เป็นเรื่องธรรมดา และเกิดแน่นอนไม่ว่าจะบอกตอนไหน ก็ไม่ถึงกับทำให้คุณลุงไม่เสียใจไปได้ แต่ที่แน่ๆ ถ้าบอกช้า คุณลุงก็จะพลาดงานศพไป ซึ่งเป็นอะไรที่แก้ไขกลับคืนมาไม่ได้"

พอถึงตอนนี้ เราเห็นสีหน้าของลูกสาวแจ่มใสขึ้น ชัดเจนมากขึ้น ผมเลยถามต่อว่า "อยากจะให้ใครเป็นคนแจ้งข่าวครับ?"

"เดี๋ยวคุณหมออยู่ด้วยได้ไหมคะ เผื่อแกจะเป็นอะไรไป" ลูกสาวถาม

"ได้เลยครับ ผมจะไปด้วย"

เราเดินไปที่ห้องผู้ป่วย เข้าไปคนไข้กำลังนอนพักอยู่บนเตียง คุณลุงเป็นคนร่างใหญ่ สมกับเป็นตำรวจเก่า ดูแข็งแรงกว่าวัย 79 ปีเป็นกอง ลูกสาวไปยืนอยู่ข้างๆเตียง ผมเข้าไปที่เก้าอี้ข้างเตียงอีกด้านหนึ่ง ทรุดตัวลงนั่ง แตะตัวคุณลุงเบาๆทีนึง แกก็ลืมตา เราทักทายแนะนำตัวกันเล็กน้อย

"คุณลุงครับ ผมเป็นหมออยู่ที่นี่ มาเยี่ยมคุณลุงครับ"

ความที่ ม.อ. มีหมอเยอะ การแนะนำตัวแค่นี้ ก็สลายความสงสัยประหลาดใจลงไปได้

"ทราบจากลูกสาวคุณลุงว่าคุณลุงเคยเป็นตำรวจเก่า เป็นมากี่ปีครับ"

"38 ปี ทั้งหมด"

"อยู่ที่เดียวตลอดเลยเหรอครับ"

"ใช่"

"คุณลุงมีลูกกี่คนครับ"

"7 คน อยู่ที่นี่ 4 อยู่กรุงเทพอีก โตๆกันหมดแล้ว"

"ทราบว่าภรรยาคุณลุงเสียไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ตอนนั้นเป็นยังไงบ้างครับ?"

คุณลุงหน้าสลดไปนิด แล้วก็พูดออกมา "ไม่เป็นไร คนเราก็อย่างนี้แหละ ทำใจได้"

ผมนั่งข้างๆคุณลุง เอื้อมมือไปจับมือคุณลุง "หมอมีข่าวไม่ค่อยดีจะมาบอกคุณลุงครับ"

คุณลุงอึ้งไปชั่วขณะ "อืม.."

ผมมองหน้าลูกสาว แกก็เอื้อมมือมาจับตัวคุณพ่อ "พ่อ.. ชีวิตมันไม่แน่นอนนะ เกิดแก่เจ็บตาย เป็นเรื่องธรรมดานะ....

"เจ้า...น่ะพ่อ วันก่อนที่มันขับรถไปน่ะ....."

คุณลุงหลับตา "เกิดอุบัติเหตุ....ใช่ไหม"

"ใช่พ่อ เขาโทรมา มันเสียแล้วนะพ่อ"

หลับตา "พ่อเตือนมันแล้ว.. ขับรถคว่ำ"

"วันนี้ฉันจะไปงานรดน้ำ"

"งั้นขอยาหมอกลับบ้าน ฉันไปด้วย" คุณลุงบอกมาทันที

พี่พยาบาลที่ยืนอยู่ข้างๆ บอกว่า "หมออนุญาตแล้วค่ะ เดี๋ยวเราจะจัดยากลับบ้านให้ค่ะ"

"ชั้นจะไปรดน้ำด้วย" คุณลุงรำพึงออกมาเบาๆ คุณลุงนิ่งไปสักพัก หันมาทางผม แล้วพูดว่า "ผมไม่เป็นไรหมอ"

ผมบีบมือแกเบาๆ หันไปบอกกับลูกสาวว่า "อยู่เป็นเพื่อนคุณลุงก่อนนะครับ เราจะจัดการเรื่องราวจำหน่ายคุณลุงกลับบ้านให้เรียบร้อย แล้วติดต่อตามญาติเอารถมารับคุณลุงได้เลยครับ"

=========================================

REFLECTION

ผมออกมากับพี่พยาบาล แล้วก็รวมกลุ่มพยาบาลกัน เพื่อ reflect

เมื่อสักครู่นี้ ที่เราทำก็เพียงแค่เป็นกระจกสะท้อนเหตุการณ์ ความเป็นไปได้ ของการทำหรือไม่ทำเท่านั้น คนที่รู้จักคนไข้ดีที่สุดคือญาติ ดังนั้น first-rate information มาจากญาติ ไม่ได้มาจากทฤษฎีต่างๆที่เรารู้กันมา

การเป็นกระจกที่ดี มีคุณสมบัติของกระจกที่น่าใคร่ครวญ อาทิ

  • กระจกที่ไม่ตัดสิน
  • กระจกที่สะท้อนจากความใส ไม่มีลวดลายแฝงอยู่ก่อน
  • กระจกที่สะท้อนหลายด้านหลายมุม ลดจุดบอด
  • กระจกที่อาศัยแสง เป็นแสงแห่งความรัก ความปราถนาดี

การเป็นญาติผู้รับผิดชอบต้องแจ้งข่าวในบริบทข้างบน เป็นภาระหนัก ไม่มีใครช่วยเหลือ สิ่งที่เราควรจะคิดเผื่อก็คือ หาทางให้ไม่ว่าจะทำเช่นไร ญาติจะต้องรับรู้ไปในทางที่มีทางออก ไม่ guilt ซึ่งทางที่ดีที่สุดก็คือ หาทางให้เขา/เธอ ใช้เครื่องมือที่ออกมาจากหัวใจ ไม่ใช่ pure logic แต่เป็นความรักโดยแท้ เพราะเรื่องนี้ มันหันเห หรือมีเหตุผลได้สำหรับทุกๆ action ไม่ว่าจะทำ/ไม่ทำ เป็นเหตุผลก่อนทำ ส่วนจะ work หรือ ไม่ work ไม่เกี่ยวกันเท่าไร

ดังนั้นเบาะรองรับที่ดีที่สุด คือ "จริยธรรม" เพราะจริยธรรมไม่เป็นไม้หลักปักบนเลน จริยธรรมใน ความงาม ความดี ความจริง จะวางอยู่บน "ความรัก" หรือ "เพื่อเธอ" ทำให้กระบวนการภายหลังที่ถ้าต้องการให้อภัยนั้น (ซึ่งเป็นกระบวนการเดียวกันกับการทำแต่แรก) จะง่ายกว่า

ในที่นี้เราไม่สงสัยเลยว่าทำไมลูกสาวจึงจะลังเล เพราะเหตุการณ์ที่เธอเสียน้องชาย มีภาระงานรดน้ำรออยู่ มีคุณพ่อที่นอน รพ. ตกเป็นสถานการณ์ที่วังเวงและมีอะไรรับผิดชอบเยอะมาก แต่ละทางออก ดูเหมือนจะมีเงาสลัวๆแฝงอยู่ ไม่ทราบว่าเป็นอะไร การที่มีกัลยาณมิตร มาช่วยสะท้อนทางออก ก็เหมือนกับการสะท้อนนำแสงที่มีอยู่เดิม (จากความสัมพันธ์ดั้งเดิม) ให้สอดส่องทางไปไกลขึ้นกว่าเดิม จนมองเห็นสุดทาง และสามารถ "อ๋อ" ตัดสินใจได้ในที่สุดว่าหัวใจบอกว่าควรจะทำเช่นไร

ใน case นี้ พอเล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างคุณลุงกับลูกชาย พอมี key question ว่า "แล้วจากความสัมพันธ์ที่ว่า คิดว่าคุณพ่ออยากจะไปร่วมพิธีรดน้ำศพหรือไม่?" เรื่องราวก็ชัดเจนขึ้นทันที และพอเรา clear ประเด็นเรื่องความเศร้าเสียใจได้ว่า ยังไงๆ ก็เสียใจแน่นอน ไม่ว่าจะบอกเร็วหรือช้า ผนวกกับการ reassure ว่าไม่มีเรื่องความเสี่ยงต่อผลการผ่าตัด เรื่องราวก็ค่อนข้างชัดแล้วว่าจะทำเช่นไร

ถามว่าแล้ว sure แค่ไหนว่าจะออกมาดี ไม่ดีได้ไหม​?

คำตอบคือ "เป็นไปได้ทั้งนั้น" แต่อย่างน้อย ในเวลาที่มีจำกัด เราได้พยายาม review ความสัมพันธ์ ความคิด ความรู้สึึก ของคุณลุงทุกด้านทุกมุม และถามตัวเองว่า ถ้าทำแบบนี้ เราทำเพราะเรารักคุณลุงจริงๆ ไม่มีเรื่องกลัวอะไรอย่างอื่น เราก็เท่ากับเตรียมความพร้อมให้ตัวเองแบบเต็มที่แล้ว

เรื่องนี้ ถ้าจะทำใหม่ให้สมบูรณ์กว่านี้ ก็คงเป็นการให้คุณหมอเจ้าของไข้มาแทนตำแหน่งผม แต่เผอิญในบริบทนี้ คุณหมอแกไม่ว่าง เข้าห้องผ่าตัด เราต้องทำอะไรเดี๋ยวนี้ เพราะลูกสาวกำลังจะต้องตัดสินใจเดินทางแล้ว

ผมให้ลูกสาวเป็นคนแจ้งข่าวเอง หลังทำ "warning shot" ไป คือการพูดถึงภรรยา การสูญเสียครั้งก่อน และการให้ความหมายของการสูญเสียของคุณลุง ก็เป็นการ introduction และ pre-counselling แบบสั้นย่นย่อ พอให้ลูกสาวมีช่องเข้า และแกก็ทำได้ดี สาเหตุที่ผมให้ลูกสาวเป็นคนบอก ก็เพราะ 1) เรื่อง relationship เรื่องนี้เป็นกรณีที่จะว่าไป ไม่เกี่ยวกับการแพทย์ แต่เป็น family affair คนที่บอก ควรจะมี energy ด้านความสัมพันธ์ ข้อสำคัญคือ คนบอกก็มี common feeling ที่ใกล้เคียง มีทั้ง empathy และ sympathy ที่เป็น authentic และ 2) ผลระยะยาว มีต่อคุณลุง และลูกสาว ไม่ใช่มีต่อผม ผมคิดว่าการได้บอกข่าวเช่นนี้ ในบริบทนี้ เป็น last-long memory ที่จะมีผลต่อ relationship และการให้ความหมายของชีวิต ถ้าผมบอกไปเองก็ดูจะนอกลู่นอกทาง และล้ำหน้าไปหน่อย