สองวันนี้งานเดินหน้าได้ดีมากๆ ทำไปพร้อมกับความสุขครับ แต่บางทีพองานเดินดี กลับทำให้ผมคิดไปอีกเรื่องหนึ่งได้อีกครับ ความคิดปิ้งหนึ่งเมื่อวานคือ ผมจะบ้างานบ้าเรียนไปถึงไหนนี้ พี่ๆ น้องๆ หายไปไหนหมดแล้ว คิดได้อย่างนั้นก็บอกกับลูกๆ ทันทีบ้าน เย็นนี้เราจะไปบ้านหว่าหนี (ป้าของลูกๆ) กัน โอ๋ แค่คำนี้พูดออกไป อิลฮามดีใจใหญ่เลยครับ แล้วจังหวะก็พอดีกับที่ภรรยาทำข้าวเหนียวเหลืองพอดีครับ เลยเอาไปฝากหลานๆ ด้วน ฮิฮิ พูดถึงข้าวเหนียวเหลืองแล้ว เวลาเอาไปฝากใครแล้วจะต้องถูกถามเสมอครับว่า เนื่องในโอกาสอะไร? 

เหตุผลเพราะสมัยก่อนเหนียวเหลือง (ขมิ้น) จะทำขึ้นเพื่อการแก้บน ทำให้ตายาย (ผีบ้านผีเรือนทำนองนี้แหละครับ) พอความรู้เกี่ยวกับอิสลามชัดเจนขึ้นในชุมชน การจะรับข้าวเหนียวเหลืองหรือสีอื่นๆ เลยต้องตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนครับ แต่คงต้องยกเว้นบ้านผม อันเนื่องจากภรรยาและลูกๆ ชอบกันมาก เอาเป็นว่ามากจริงๆ ครับ ซึ่งต้องยกเว้นผมไว้คนหนึ่งที่ไม่ค่อยชอบ (แต่ก็ต้องทาน เอาใจคนทำ ฮิฮิ) ดังนั้นที่บ้านจึงทำทุกโอกาสที่อยากทาน ที่สำคัญเวลาทำจะทำเยอะๆ สำหรับแจกจ่ายเพื่อนบ้านด้วยครับ

เมื่อวานรอยยิ้มลูกๆ เต็มที่ครับ ผมเลยคิดว่า สำหรับวันนี้คงเป็นคิวของผมบ้างสำหรับการทำงาน เริ่มทำงานได้สักพักหนึ่ง นึกได้ว่า วันนี้ศิษย์เก่าป.บัณฑิตแต่งงานนี่หน่า ที่สายบุรีด้วย เลยคิดว่าน่าจะไป เพราะเชื่อว่า ถ้าไปจะดีกว่าไม่ไป เพราะเพื่อนอาจารย์คนอื่นๆ คงไม่มีใครได้ไป เพราะเพิ่งกลับมาจากทัศนศึกษาที่มาเลเซียกัน ไปสักคนน่าจะทำให้ศิษย์ชื่นใจได้ ฮือ ก็จริงครับ จะลากลับ เจ้าบ่าวขอกอดเสียทีหนึ่งด้วยความซาบซึ่งใจที่ผมไป แถมพาลูกๆ ไปทั้งครอบครัว (ฮา บ้านนี้ไปไหนก็ไปกันหมดอย่างนี้แหละครับ) ออ. นอกจากเจ้าบ่าวจะดีใจมากแล้ว เพื่อนร่วมรุ่นของเขาก็พลอยอิจฉาไปด้วย บอกว่า โอ้ อาจารย์สงสัยจะรักมาก เลยพามาทั้งบ้านเลย อิจฉาๆ ฮา (แต่งใหม่สิ แล้วจะพาไปทั้งบ้านเลย ฮา)

เสร็จจากงานแต่ง ก็วางแผนต่อครับจะพาลูกไปเที่ยวทะเล หาดวาสุกรีครับ แต่แวะไปชวนหลานๆ ของภรรยาแถวๆ สายบุรีก่อน ซึ่งก็พอดีกับเวลาละหมาดอัสรี ผมเลยไปละหมาดที่มัสยิดตะลุบัน งานนี้เลยสร้างความประทับใจกับผมมากครับ เพราะแค่เดินเข้ามัสยิดไป ก็มีคนเรียกทักทายแล้วครับ ท่านนี้จำได้ดีครับ สมัยอยู่สายบุรี (เก้าปีที่แล้ว) ท่านคุยกับผมบ่อยมาก แล้วก็ได้ทราบว่าท่านเรียนร่วมรุ่นกับพ่อสมัยเรียนที่ วค.ยะลา ครับ เคยพาพ่อไปที่บ้านท่านแล้วด้วย ฮา (พ่อจำเพื่อนไม่ค่อยจะได้ครับ) 

ปรากฏระหว่างทักเพื่อนพ่อ ก็มีเสียงทักขึ้นมาอีกว่า นพดลหรือเปล่า? ฮิฮิ อันนี้ต้องรีบตอบครับว่า เป็นหลานครับ พ่อผมเป็นพี่ของนพดลครับ (ฮือ สงสัยท่านจะทักว่าเป็นลูกหรือเปล่ากระมัง) ปรากฏอีกเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นว่า พี่คนไหน? ถ้าคนที่สองนะ เพื่อนร่วมรุ่นของผม สรุปว่า วงสนทนาข้างมัสยิดนี้ ครบทุกรุ่นเลยครับ เพื่อนพ่อ เพื่อนอาคนที่สอง อาคนที่สาม (ความจริงจะมีอยู่สี่คนครับที่มาเคยมาอยู่ในสามจังหวัด ดังนั้นงานนี้ขาดก็แค่เพื่อนของอาคนที่เจ็ดเท่านั้นเอง)

เสร็จจากวงสนทนานี้ก็ได้เวลาละหมาดพอดีครับ เสร็จละหมาดก็คนมาทักทายอีกหลายคน ฮือ จากไปแปดเก้าปี ความผูกพันเหมือนเดิมเลย ฮิฮิ คราวหน้ามาสมัครนายกเทศบาลตะลุบันดีกว่า ฮา มิตรภาพของผมกับคนตะลุบัน สายบุรี เกิดขึ้นจากการมาละหมาดญามาอะห์ที่มัสยิดจริงๆ ครับ บริบทอื่นเกือบจะไม่ทำให้ผมรู้จักใครมากนัก เพราะผมประเภทซื้อข้าวกลับไปทานที่บ้าน ไม่นั่งร้านน้ำชา อยู่เฉพาะที่ทำงานกับที่บ้านจริงๆ ออกจากสองที่นี้ก็มัสยิดละครับ (โอ้ ชีวิตวัยรุ่นผมหรือเนี๊ยะ)

มัสยิดตะลุบันเป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องการจัดการศึกษากับเยาวชนครับ เริ่มจากการสอนอัลกุรอาน มาสอนตาดีกา แล้วสุดท้ายตอนนี้สอนอนุบาลและประถมศึกษาแล้วครับ รอบนี้สังเกตเห็นสร้างตึกใหม่อีกแล้ว เลยอดถามไม่ได้ว่า โรงเรียนเจริญก้าวหน้าขึ้นจริงๆ ได้รับคำตอบว่า ส่วนใหญ่ของผู้ปกครองเขาก็ส่งมาที่นี่แหละครับ โรงเรียนรัฐที่ใหญ่และดังในอดีต (ก่อนมีโรงเรียนมัสยิดนี้) ตอนนี้มีเด็กเพียงครึ่งของที่นี่ ซึ่งผมเดาว่า น่าจะเพราะที่นี่เต็มเลยต้องไปที่โรงเรียนของรัฐ

ไม่ใช่เฉพาะโรงเรียนนี้นะครับที่ได้รับการยอมรับจากผู้ปกครอง มองย้อนไปอีกโรงเรียนของลูก เมื่อเดือนที่แล้ว ผมแวะไปที่โรงเรียนจะสมัครเรียนให้กับเตาฟิก ปรากฏว่า ยังไม่ทันประกาศรับสมัครเลยครับ เต็มไปเรียบร้อยแล้ว งานนี้เลยต้องขอความเห็นใจจากผู้บริหาร อ้อนจนรับเตาฟิกไว้อีกคน ฮิฮิ (ขอบคุณครับ)

คำถามง่ายๆ ครับว่า ทำไมโรงเรียนลักษณะนี้ได้รับการยอมรับจากผู้ปกครองในสามจังหวัดมากกว่าโรงเรียนรัฐ ตอบง่ายๆ เลยครับ เพราะโรงเรียนกลุ่มนี้บูรณาอิสลามในเนื้อหาที่สอนได้ ต่างจากโรงเรียนของรัฐที่จัดการสอนอิสลามแยกต่างหาก คำถามที่ตอบยากมีคำถามเดียวครับว่า แล้วทำไมโรงเรียนรัฐในพื้นที่นี้ไม่ตอบสนองต่อความต้องการของพื้นที่เลย? ใครตอบได้ช่วยตอบที