มีความรู้สึกว่าเพิ่งจะซึ้งถึงความคิดนี้ เมื่อไม่นานมานี้เอง หลังจากที่ดูเหมือนว่าวงจรชีวิตมีอันได้วนเวียนไปอยู่ในวงการทำ KM ในแง่ของการใช้บล็อกเพื่อการจัดการความรู้มาบ้าง พอรู้สึกว่าเข้าใจแล้วว่าทำไมเราควรทำ ก็ยิ่งรู้สึกว่าไม่ควรอยู่นิ่ง น่าจะรีบๆขยายความคิดนี้ออกไป ให้คนที่คิดเหมือนเราได้ช่วยๆกันทำให้คนตื่นตัว ช่วยกันจัดการเก็บรวบรวมความรู้เพื่อประเทศชาติของเรา ในขณะที่มีคนจำนวนมากกำลังทำงานนี้อยู่ จะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม สิ่งเหล่านั้นจะได้ถูกรวบรวมให้เป็นระบบระเบียบ และได้ใช้ประโยชน์ให้กว้างขวางขึ้นได้ด้วย

ความคิดพื้นฐานที่ต้องมีก็คือ เชื่อมั่นว่าคนทุกคนมีความรู้เฉพาะตัวที่มีประโยชน์ (ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง) โดยเฉพาะคนที่มีอาวุโสซึ่งผ่านชีวิตมาค่อนข้างมาก ทำงานหาเลี้ยงตัวเองมาระยะหนึ่ง มีประสบการณ์ในชีวิตมาพอควร โดยไม่จำกัดว่ามีการศึกษา (ในระบบการศึกษา) ระดับใด

ความรู้ที่แต่ละคนมี เป็นความรู้ที่มีค่า ไม่มีการเขียนบันทึกเป็นตำรา บางครั้งหรือส่วนใหญ่แล้วแต่ละคนจะไม่รู้ตัวว่าตัวเองรู้อะไรที่เป็นพิเศษ แม้จะได้ทำงานนั้นๆมาเป็นสิบๆปีจนแทบจะหลับตาทำได้ ก็อาจเห็นเป็นเรื่องธรรมดาด้วยซ้ำ เรื่องนี้น่าจะยิ่งสำคัญสำหรับภูมิปัญญาท้องถิ่นทั้งหลาย คนในพื้นที่ต่างๆที่ทำมาหาเลี้ยงชีพมาเป็นเวลานานๆ ใช้วิธีสอน บอกเล่าวิธีปฏิบัติงานกันต่อๆมา

หน้าที่ของเราต่อการจัดการความรู้ก็คงเริ่มจากตัวเอง หากมีประสบการณ์การทำงานใดๆมาเป็นเวลานาน ก็ต้องคิดทบทวนว่ามีอะไรที่เรารู้แล้ว คนอื่นอาจจะไม่รู้ ถ้าเราเป็นอะไรไปไม่อยู่ในโลกใบนี้อีกแล้ว สิ่งนั้นๆก็จะตายไปกับตัวเรา ไม่มีโอกาสให้คนอื่นได้นำไปใช้ประโยชน์ ต้องหาทางถ่ายทอดออกมาเก็บไว้ให้เป็นลายลักษณ์อักษรให้ได้ หรืออาจจะเป็นรูปของสื่ออื่นๆที่คนอื่นจะเอาไปใช้ได้ เช่น เล่าในเทป ในวิดีโอ

งานต่อไปในระดับที่สูงขึ้นไปอีก ก็คือการช่วยส่งเสริมให้ผู้อื่นถ่ายทอดความรู้ออกมาเก็บไว้ พ่อแม่ปู่ย่าตายาย คุณทวดที่ท่านมักมีเรื่องเล่าต่างๆ คนที่เกษียณจากการทำงานไปแล้ว ผู้ที่กำลังจะจากวงการราชการไป (ถ้าเป็นงานราชการ) อันนี้เพิ่งได้อ่านบันทึกที่เล่าว่ามีข้าราชการครูที่ใกล้เกษียณแล้วบอกกล่าวว่า ดีแล้วมาช่วยกันขุด tacit knowledge ที่ท่านมีออกมากันเถอะ แล้วยิ่งรู้สึกว่า ถ้าเราทำให้ทรัพยากรบุคคลเหล่านี้มีที่ มีโอกาสได้ถ่ายทอดความรู้เก็บไว้ให้คนอื่นๆ ก็จะทำให้คลังความรู้ของชาติเราขยายวงกว้างยิ่งขึ้น

ในระดับองค์กรก็ต้องอาศัยผู้บริหารที่มีหน้าที่ทำให้บุคคลากรทุกระดับ ทุกงานเห็นคุณค่าของความรู้ที่เขามี ไม่ว่าจะเป็นงานระดับใด ส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศการเสนอความคิดเห็น ชี้นำกำหนดแนวทางเป้าหมายว่าควรจะคิดถึงอะไร เพื่ออะไร แล้วก็รู้จักการจัดการความรู้ที่ได้จากผู้ปฎิบัติงานเหล่านี้เพื่อให้องค์กรดำเนินงานไปได้ตามเป้าหมาย ช่วยให้งานสำเร็จไปด้วยดีและพัฒนาขึ้น ได้รับการจัดเก็บให้สามารถนำไปใช้ต่อเนื่องกันไป เป็นประโยชน์ทั้งแก่องค์กรตนเองและอาจสามารถนำไปดัดแปลงใช้กับองค์กรอื่นๆได้

การทำให้ความรู้เหล่านี้มีการจัดการ มีการจัดเก็บก็ต้องเริ่มจากการทำให้ตัวความรู้ได้รับการบอกเล่าออกมา เนื่องจากความรู้ที่เป็น ความรู้ฝังลึก (tacit knowledge) แบบนี้นั้น ยากต่อการถ่ายทอดและเก็บเป็นหลักฐาน อาจต้องใช้กระบวนการหลากหลายรูปแบบ และเวลาในการเก็บรวบรวมแก่น หากเรารู้วิธีการและช่วยๆกันขับเคลื่อนด้วยเครื่องมือเหล่านั้น ก็จะบรรลุถึงเป้าหมายได้

สำหรับพวกเรา บล็อกเกอร์ทั้งหลาย การมีเครื่องมืออย่าง GotoKnow ก็เป็นทางหนึ่งที่ช่วยให้เราได้จัดการความรู้ของตัวเอง ได้มีโอกาสนำความรู้ของผู้อื่นมาเล่า นำเรื่องที่เราสนใจว่าคนอื่นทำอะไรๆได้อย่างไร มาเล่ามาถ่ายทอด ตัวระบบเองได้รับการพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้สิ่งที่เราช่วยกันถ่ายทอดออกมานี้ได้มีการเก็บรวบรวม และต่อยอด ขยายประโยชน์ไปได้อย่างทั่วถึงทั้งประเทศ มองดูแล้วเห็นทางเป็นไปได้อย่างมากว่า เราจะมีขุมทรัพย์ความรู้ไว้ใช้กันในอนาคต ขุมทรัพย์ความรู้ที่มาจากหลายๆชุมชน ทุกระดับ ถ้ายิ่งมีโอกาสลงลึกไปถึงภูมิปัญญาชาวบ้านที่ทำให้ชุมชนท้องถิ่นชนบทของเรา สามารถครองตัวอยู่ได้อย่างพอเพียง ช่วยกันส่งเสริมตัวอย่างที่ดี แลกเปลี่ยนเรียนรู้ความรู้ที่เหมาะสมกับความเป็นไทยของเรา ก็จะเป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองโดยรวม

ขอให้พวกเราช่วยๆกันสุดกำลัง ตามบทบาทที่เราจะทำได้ หากเราจะต้องล้มหายตายจากไป เราจะได้ภูมิใจว่าเรามีส่วนช่วยสร้างมรดกเหล่านี้เก็บไว้ให้บ้านเมืองของเรา