คราวที่เป็นครูบรรจุใหม่  ยังไม่พ้นทดลองปฏิบัติราชการครบ ๖ เดือน  ฉันถูกผู้ปกครองนักเรียนร้องเรียนไปยังบ้านผู้ใหญ่บ้านและผู้ใหญ่บ้านได้นำตัวผู้ปกครองนักเรียนมาพบกับครูใหญ่ 

          สาเหตุแห่งการร้องเรียน  เนื่องจากเด็กไปฟ้องผู้ปกครองว่า "ไม่อยากมาโรงเรียนเพราะถูกครูใหม่ตี ครูใหม่คนนั้นเป็นครูผู้หญิง ผมยาว   ตัวเล็กและสวมแว่นสายตา  ที่สำคัญเด็กมีบาดแผลเขียวเป็นจ้ำ ๆ ยาวเหมือนโดนไม้เรียวที่ขา

         เมื่อมาเผชิญหน้ากัน  ผู้ปกครองที่เป็นคุณพ่อของเด็กยืนยันว่าจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด ครูใหญ่และผู้ใหญ่บ้าน  รวมทั้งครูรุ่นพี่ที่บรรจุอยู่ก่อนฉัน  ได้สอบถามเด็กก็ยืนยันว่าเป็น "ครูคิม"  เพราะเป็นคนเดียวที่ตัวเล็ก ผมยาวและสวมแว่นสายตา  เด็กและผู้ปกครองยืนยันตรงกันว่า "ลูกของเขาถูกตีเมื่อวันพุธที่ผ่านมา" วันที่มาพบกันเป็นวันจันทร์เวลาล่วงเลยมาถึง ๖ วัน 

        ความเป็นจริงวันพุธฉันรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล  เพราะเกิดอุบัติเหตุตั้งแต่วันเสาร์  และวันนั้นฉันยังอยู่ในสภาพเข้าเฝือกที่แขนข้างขวาเนื่องจากกระดูกแตก 

        ครูใหญ่ให้ครูบรรจุใหม่ที่เป็นสตรีเดินมาในห้องทีละคนและให้เด็กชี้ว่าครูคนไหนกันแน่ที่ตี เด็กบอกว่าไม่ใช่สักคน  และฉันเข้ามาอีกรอบสุดท้ายเด็กก็บอกว่าไม่ใช่ แก้ตัวใหม่ว่า "ผมลืมครับครูที่ตีผมเป็นครูผู้ชาย"  ตอนนั้นมีครูผู้ชายบรรจุใหม่ ๒ ท่าน ครูใหญ่ลองให้เข้ามาทีละคน  เด็กชายคนนั้นก็บอกว่าไม่ใช่  ขั้นสุดท้ายให้ครูทั้งโรงเรียนเก่าและใหม่นั่งเรียงกันให้เด็กชี้  เด็กไม่ยอมชี้บอกว่า "จำหน้าตาของครูไม่ได้

        จนกระทั่งมีนักเรียนรุ่นพี่ทราบข่าวได้ออกมายืนยันว่า "นักเรียนคนนี้ได้ไปกระโดดน้ำที่คลองหน้าวัดแล้วขาฟาดกับท่อนไม้"  จึงเห็นเป็นรอยเขียวฟกช้ำ  พ่อของเด็กโมโหรุนแรงมากกระโดดตบและเตะลูกแทบกระอักเลือด  ทำให้คณะครูงงและช่วยไม่ทัน 

         ครอบครัวของเด็กคนนี้ย้ายถิ่นฐานบ่อยมาก  ไม่มีอาชีพแน่นอน ทั้งพ่อและแม่เป็นโรคติดสุรา  และเด็กเพิ่งจะย้ายมาเข้าเรียนในชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ ตอนที่พวกเรา ๕ คนไปบรรจุเป็นครูใหม่นั่นเอง  

         ฉันจำเหตุการณ์นี้ไม่เคยลืม  วันนี้กลับมาอ่านบันทึกอีกครั้ง  รวมทั้งตำราและทฤษฏีว่าด้วยการจัดการศึกษาและจิตวิทยาการศึกษาสมัยใหม่  เด็กคนนี้เป็นเด็กประเภท "จินตนาการสูง" เพราะโกหกครูได้ทุกเรื่อง  และถูกครูลงโทษทุกวันก็ไม่เคยหลาบจำ  ตลอดชีวิตการเป็นนักเรียนคงถูกตีมากที่สุดเป็นประวัติการณ์  นึกถึงทีไรยังรู้สึกว่า...ไม่น่าเลย

         สมัยนั้นทฤษฏีว่าด้วย "วินัยเชิงบวก" หรือ "การศึกษาหรือเด็กพิเศษ"หรือ"การดูแลช่วยเหลือ" ยังไม่เฟื่องฟูในวงการศึกษาของครู  โดยเฉพาะฉันที่เริ่มต้นจากครูบ้านนอกทุรกันดาร  พร้อม ๆกับ"ภาพยนตร์เรื่องครูบ้านนอกเวอร์ชั่นหนองหมาว้อ" บากบั่นด้วยการสอนเลขคัดเลิก ..ขอยืนยัน

         ถึงแม้เด็กจะกล่าวหาว่าฉันเป็นคนตีให้เขาได้รับบาดเจ็บและสร้างเรื่องจินตนาการให้คนอื่นเดือดร้อน  ฉันก็ยังคิดถึงและเห็นใจเขาเสมอ  ถ้าเขาได้เกิดเป็นเด็กในสมัยปัจจุบัน "คงไม่ถูกตีมากมาย" และอาจจะได้รับการเยี่ยวยาและฟื้นฟูสภาพจิตใจ  อาจถูกนำมาฝึกด้วยวินัยเชิงบวกหรือกระบวนการแก้ปัญหาที่ถูกวิธี 

       หากท่านใดสนใจคู่มือการลดไม้เรียวสามารถโหลดได้ที่นี่ค่ะhttp://www.noviolenceinschools.net/books/download/handbook_teacher1.pdfและหากได้อ่าน Intelligence ของ Osho แปลโดยอาจารย์ประพนธ์ ผาสุขยืด ก็คงจะเข้าใจเด็กโกหกได้มากขึ้นค่ะ