ฉันมีความตั้งใจอยากจะเก็บรวบรวมเรื่องเล่าเกี่ยวกับเด็ก  ไว้เป็นหมวดหมู่  จากในสมุดบันทึกประจำวัน หรือจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใหม่ ๆ เพื่อเตือนใจว่าได้ผ่านเรื่องราวอะไรมาบ้าง  จึงสร้างบ็ลอกใหม่เพิ่มขึ้นมีชื่อว่า "วินัยเชิงบวก" ซึ่งเป็นเรื่องระหว่างฉันกับเด็กนักเรียนของฉันทั้งนั้น

        มีหลายท่านได้ถามฉันว่า "เป็นครูเคยตีเด็กไหม" ฉันตอบว่า "เคยค่ะ  แต่ถ้าตีด้วยการลงโทษนั้นไม่เคย  นอกจากตีเพื่อแกล้งหยอกเท่านั้นแต่ก็เจ็บนะ  ยกเป็นรอย เพราะไม่ทราบว่าผิวไม้ไผ่อันเล็ก ๆ บาง ๆ ที่ฉันหวดลงไปเล่น ๆ ที่น่องของแต่ละคนนั้นจะมีพลังแรงได้ เพราะนักเรียนเข้าห้องเรียนช้า เถลไถลตามร่มไม้  ฉันจึงเดินลงไปตามและเห็นไม้ผิวไม้ไผ่ชิ้นเล็ก ยาวประมาณ ๑ ฟุต วางอยู่กะจะเก็บไปทิ้งลงถังขยะ  แต่นึกสนุกจึงถือติดมือไป  ภาพแรกนักเรียนหญิงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ พากันวิ่งอ้อมเพื่อจะหลีกหนี  เมื่อเห็นฉันหน้าบึ้งจึงมาเข้าแถวให้ตีแต่โดยดี  ส่วนนักเรียนชายวิ่งหนีกระจัดกระจาย  ไปคนละทิศคนละทาง  ทำให้ฉันนึกสนุกไปด้วยหรือว่าสติแตกที่ตามไปเก็บนักเรียนในห้องเรียนอีกจนครบทุกคน"  นักเรียนชายคนหนึ่งพูดว่า  "คุณครูครับผมต้องไปรดน้ำมนต์กี่วัดครับ  ดูสิครับน่องผมเป็นรอยยกเลยครับ" นักเรียนพูดกันว่า "หากใครถูกครูคิมตีต้องไปรดน้ำมนต์ถึงเจ็ดวัดเจ็ดวา

          ฉันเห็นว่าเป็นรอยยกแดง ๆ กันทุกคน อยากจะเอ่ยคำว่าขอโทษเหลือเกิน  แต่คงทำไม่ได้ หากฉันพูดขอโทษนักเรียนอาจจะทำให้ระบบของคุณครูบางท่านเสียหายไปด้วย  ฉันจึงพูดเย้าหยอกแทนการขอโทษไปว่า "ให้นักเรียนมาตีครูเป็นการเรียกคืนคนละ ๒ ทีดีไหม จะได้หายกัน" นักเรียนพูดพร้อมกันทั้งชั้นว่า "ไม่เป็นไรครับ/ค่ะ พวกผม / พวกหนูอยากให้คุณครูตีพวกเราบ้างจะได้สำนึก  พวกเราไม่โกรธคุณครูครับ"

          ส่วนการบ่นว่าหรือดุฉันตอบว่า "ครูที่ไม่ดุ ไม่บ่นว่าเด็กคือครูที่ไม่สอนหรือครูที่ขาดความรักเพราะกลัวเด็กไม่รัก" ฉันเคยถามนักเรียนว่า "รู้สึกอย่างไรที่ถูกครูบ่น ดุ ว่ากล่าว" นักเรียนตอบว่า "พวกเรารู้สึกสนุก เพราะคำที่ครูพูด ดุว่า มันน่าตลกและครูดุไปยิ้มหรือหัวเราะไปด้วย " 

         ฉันจะพูดกับเด็กของฉันเสมอว่า "ไม้เรียวมีไว้ตีวัว ตีควายแต่นักเรียนเป็นลูกของคน และในสมัยปัจจุบันวัวหรือควายก็คงไม่ถูกคนตีแล้ว  เพราะคนเราอยู่ในยุคของความเจริญ  ได้รับการศึกษา มีการพัฒนาจิตใจ มีหัวใจให้ความรัก ความเมตตาต่อสัตว์มากขึ้น"รวมทั้งการสอนใจตัวเองว่า "การทำร้ายคนอื่นไม่ว่าทางกายหรือทางใจเจ็บด้วยกันทั้งนั้น"

       บันทึกฉบับนี้จบลงด้วย ข้อความข้างล่างนี้ที่ฉันเขียนติดไว้บนโต๊ะและอ่านทุกวัน 

     “ในเวลาที่เรามุ่งสอนแต่วิชาความรู้ เรากลับสูญเสียการสอนอีกอย่างหนึ่งซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดต่อพัฒนาการของมนุษย์ นั่นก็คือการสอนให้มีวินัยในตนเอง มีความมุ่งมั่น อดทน และความไวต่อการรับรู้ความต้องการของผู้อื่น ซึ่งการสอนเช่นนี้ เพียงมีผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะและมีความรักความเมตตาคอยอยู่ใกล้ชิดเด็กเท่านั้นก็ทำได้แล้ว...” อีริค ฟรอมม์ :  The Art of Loving หรือ ศิลปะแห่งการรัก  

        บันทึกต่อ ๆ ไปในบล็อกนี้จะเป็นเรื่องเล่าที่สอดคล้องกับข้อความข้างบนนี้ทุกเรื่องค่ะ 

9941 
น่าตีไหมคะ