ฉันได้เป็นครูแล้ว...อย่างที่ฉันฝันมาตั้งแต่เด็กๆ
    

จากนักศึกษาวิทยาลัยครู....มาเป็นครูดอย

  
    
 
จากนักศึกษาวิทยาลัยครู....(มหาวิทยาลัยราชภัฏในปัจจุบัน  ต้องเดินทางไปเป็นครู...ต่างถิ่นฐานบ้านเกิด  ก่อนไปสอบบรรจุ ได้สัญญากับเพื่อนสนิท ว่า “เสือ 2 ตัวจะไม่อยู่ถ้ำเดียวกัน”  เราต้องแยกกันไปสอบคนละเขตการศึกษา  เพราะอะไรหรือ?  ก็จะได้ไม่ต้องแย่งกันไงล่ะ...
      พอเราใกล้จบ ปกศ.สูง  เราชวนกันไปดูดวง ยกก๊วน 6 คน คือ ตัวฉัน: ยัยจุ๋ม ยัยหมู   ยัยยา  ยัยวิ  ยัยวิว  ยัยจิ๋ม  หมอดูทักว่า ฉันต้องขึ้นเหนือ  ยัยหมูต้องล่องใต้  ก๊วนเราเลยแบ่งเป็น 2 สาย เหนือกะใต้  ฉันไปสมัครสอบที่เขตการศึกษา 8 เชียงใหม่  ยัยหมูไปสมัครที่เขต 7 นครสวรรค์  ปรากฏว่า ทั้งฉันและยัยหมู สอบได้ทั้งคู่  คือ เป็นเสือที่อยู่คนละถ้ำสมใจ...  โอ้โฮ!.. หมอดูเนี่ยทายแม่นยังกะตาเห็นแน่ะ ...อิ อิ อิ  (เชื่อหมอดู มากกว่าความสามารถของตัวเอง...)
      ส่วนอีก 4 สาว ที่สอบไม่ติดก็เลยเรียนต่อ ป.ตรี  ส่วนฉันกะยัยหมู สละสิทธิ์เรียนต่อ ป.ตรี  และแล้วฉันกะยัยหมู ต้องจากถิ่นฐานอันเป็นถ้ำรวมก๊วน 6 สาวจอมซ่า ไปอยู่ ณ ถ้ำแห่งใหม่.... เส้นทางของชีวิตการเป็นครู ฉันจะเป็นอย่างไร?  ขอเชิญกัลยาณมิตรทุกๆ ทุ่น ร่วมย้อยเวลา โลดเล่น ซาบซึ้งและประทับใจกับความทรงจำอันงดงามนี้ค่ะ...
 

เมื่อถึงเวลาที่ต้องจากบ้าน  สองสาวแสนจะตื่นเต้น

สองสาวแอบกระซิบคุยกันเบาๆ ฮิ ฮิ..

 
 ฉันไปอยู่เหนือ เลยเรียก “สิงห์เหนือ”  ยัยหมูอยู่ใต้ เลยเรียก “เสือใต้” 
       ความจริงแล้ว ยัยหมู เลือกลงที่ อุตรดิตถ์ นั่นแหละ เป็นตำแหน่งที่บรรจุได้คือ โรงเรียนบ้านโคกวิทยา โรงเรียนประจำอำเภอ  เปิดสอนระดับ ม.1-ม.6 แต่มีเขตแดนติดกับประเทศลาว ในเวลาเดินทางมาก  200 กว่า กม.  ซึ่งไกลกว่าฉัน ซึ่งอยู่ที่ลำปาง
สิงห์เหนือ : “ชั้นฝันว่าจะอู้ภาษาเหนือมานาน...สมใจชั้นแล้ว”
เสือใต้  :  “ชั้นตื่นเต้นกว่าแกซะอีก...เพราะชั้นไปอยู่ชายแดนติดกับลาว..คราวนี้ชั้นจะ อ่อย! พวก ตชด. เสียให้เข็ดเลย แกคอยดู..”
สิงห์เหนือ : “ชั้นว่าจะหาแฟนคนเหนือไว้ซักคน. .เหมือนกัน...น...”
ดูสองหล่อนพูดเข้าซิ ทะลึ่งซะไม่มี  ใครได้ยินเค้าจะว่า “นี่รึคนจะไปเป็นครู...”  ก็พูดเล่นขำ ขำ น่ะ  จริงแล้ว พวกเราเป็นกุลสตรีออกจะตาย...อิ  อิ  5555 
  
 
       สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม...มีเส้นทาง มีวิถีชีวิตเป็นของตัวเอง  เรื่องต่อไปนี้เป็นวิถีชีวิตของสิงห์เหนือ..คือตัวฉัน ที่เต็มไปด้วยเรื่องราว หลากรส หลายอารมณ์ ทั้งสุขและทุกข์  เป็นประสบการณ์อันล้ำค่าของชีวิต มันมีค่ามากๆ ๆ  หาซื้อที่ไหนไม่ได้ และย้อนเวลากลับไปไม่ได้ จึงต้องเก็บไว้ในความทรงจำ...ไม่เคยลืมทุกรายละเอียดที่ผ่านเข้ามาในชีวิต  นึกถึงเมื่อไหร่ก็สุขใจ  อยากถ่ายทอดให้ทุกคนได้รับรู้เรื่องราวของฉัน  เขียนบอกเรื่องราววันละเล็กละน้อย...ยามว่าง แล้วแต่เวลาจะเอื้ออำนวย ว่างเมื่อไหร่ก็เขียน  ให้ค่อยๆอ่าน  ค่อยๆ อิน...สุขใจ  อิ่มใจ ไปด้วยกัน...
        ฉันเรียนจบ ระดับ ป.กศ. ฉันได้สิทธิเรียนต่อปริญญาตรี เพราะมีผลการเรียน 3.84 แต่ฉันเลือกที่จะสละสิทธิ์ เพราะต้องการสอบบรรจุ เพื่อแม่จะได้ไม่ต้องหาเงินส่งฉันเรียน คิดไว้ว่าถ้าสอบไม่ได้ ก็จะหางานทำ แล้วเรียน มสธ. ฉันเลือกที่จะไปสอบที่ เขตการศึกษา 8 จังหวัดเชียงใหม่ ฉันโชคดีจังเลย... สอบได้ที่ 2 ฉันจึงได้เลือกโรงเรียนทีหลังคนที่ได้ที่ 1 เขาเลือกโรงเรียนแม่สวย จ.เชียงใหม่  ฉันจึงต้องเลือกโรงเรียน ที่จ.ลำปาง

   
 
       ฉันได้เป็นครูแล้ว...อย่างที่ฉันฝันมาตั้งแต่เด็กๆ และฉันก็เป็นครูมานานมากๆๆๆๆ เป็นครูตั้งแต่เด็ก...เลยแหละ..เอาเป็นว่าไม่มีโอกาสได้ใช้ชีวิตวัยรุ่น สนุกสนานเฮฮากับเพื่อนๆ เลย ตอนนั้นอายุก้อ 19 ปี กับอีก 3 เดือน  ชื่อโรงเรียนก้อแสนไพเราะเพราะพริ้ง..ชื่อโรงเรียนบ้านเสด็จวนชยางกูลวิทยา  อ.เมือง จ.ลำปาง  ตั้งอยู่ริมถนนพหลโยธิน สายลำปาง-พะเยา หลักกิโลเมตรที่ 19 พอดี ดูเหมือนมันใกล้เมืองมากเลยใช่มั้ย?..ใช่เลย เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษา ประจำตำบล ตั้งอยู่เป็นเนินเขาเตี้ยๆ รายรอบด้วยไร่สับปะรด (ตอนแรกเป็นโรงเรียนสาขาของของโรงเรียนกิ่วลมวิทยา)
 
 
       อาคารสวยงามแปลกตา ที่คิดว่า สมัยยุคนี้มันคงไม่มีแล้ว.... ก็อาคารเพิงหมาแหงน มุงหญ้าคา ผนังอาคารเป็นไม้ไผ่สูงประมาณ 80 ซม. มีกระดานดำเป็นผนังกั้นระหว่างห้อง  จำนวน 2 หลัง... ไม่มีระบบสาธารณูปโภคทุกชนิด    อ้อ! ลืมไปมีไฟฟ้าที่ต่อมาจากบ้านผู้ใหญ่บ้าน  นึกภาพออกไหม?  มีนักเรียนอยู่ 2 ระดับชั้น ๆ ละ 2 ห้อง คือ ม.1 และ  ม.2 ยังไม่มี ม.3 เลย  วันที่ไปรายงานตัว แม่ถามว่า “ไหวไหมลูก”  จำได้ว่าได้แต่ยิ้ม ....มันพูดไม่ออก...
 

จริงๆ แล้วมุงด้วยหญ้าคา....ค่ะ  แต่สภาพประมาณนี้แหละ...

 
        แต่! . รู้มั้ย ที่นี่แหละเป็นแหล่งเรียนรู้ เป็นประสบการณ์ชีวิตที่หาไม่ได้อีกแล้ว มันมีค่ามาก...เหลือเกิน  และมันยังอยู่ในความทรงจำจนทุกวันนี้.... ที่นี่!..ทำให้ฉันมีวันนี้ ...วันที่ประสบความสำเร็จในวิชาชีพครู  ชีวิตครูที่นี่  ทำงานทุกอย่างที่พี่ๆ เขาให้ทำ เป็นน้องเล็กเขาก็ยังงี้แหละ... (โรงเรียนมีครู 6 คน รวมทั้งผู้บริหาร ซึ่งอายุท่านเท่ากับคุณแม่ของของฉัน..) 
        ฉันสอนหลายวิชาเชียวแหละ  ทั้งสังคม ภาษาอังกฤษ และคหกรรม ลูกเสือ-เนตรนารี กิจกรรมอิสระที่นำผลผลิตในท้องถิ่นมาเพิ่มมูลค่า คือ แปรรูปสับปะรด เป็นไวท์ สับปะรดกระป๋อง น้ำสับปะรด  แยม สับปะรดกวน  ท๊อฟฟี่สับปะรด  มีเวลาว่างจะไปเรียนรู้การทำซาลาเปา และขนมอบ ที่วิทยาลัยเกษตรลำปาง  ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียน  ทำให้ฉันได้วิชาการทำขนมมาสอนลูกศิษย์อีก
        กรุ๊ปทัวร์นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ มักจอดแวะ  และเดินขึ้นเนินมาเยี่ยมพวกเราเสมอ  ฮิ  ฮิ  คงเห็นว่าเป็นโรงเรียนที่มุงหญ้าคากระมั้ง...พวกฝรั่งมักมาถ่ายรูป วีดีโอ ตอนที่ครูสอน และตอนที่เด็กๆ ทำกิจกรรม  บางคนขอที่อยู่ของโรงเรียนไป  แล้วช่วยหาทุนการศึกษาส่งมาให้นักเรียน และให้ทุนสนับสนุนมาพัฒนาโรงเรียน  เช่น โครงการจากรัฐบาลประเทศแคนนาดา ให้ทุนสร้างศูนย์พัฒนาผลผลิตทางเกษตรทั้งพันธุ์พืช ผัก ผลไม้ของแคนนาดา และพันธุ์พืชของไทย โดยมีนักวิจัยด้านการเกษตรของแคนนาดา มาดูแลเสมอๆ ฉันได้รับประสบการณ์มากมาย โรงเรียนแรกของชีวิตครู  ฉันไม่เคยมีวันหยุด ปิดเทอมไม่ได้กลับบ้าน  อยู่เวรทุกอาทิตย์    
 

กระท่อมน้อย.... วิมานของพี่เบนซ์ นักการภารโรงคนแรก

        
       ตอนไปบรรจุใหม่ๆ  ยังไม่มีบ้านพัก  มีแต่กระต๊อบของนักการภารโรง ชื่อเบนซ์ หนุ่มรูปหล่อ ลูกชายผู้ใหญ่บ้าน....อะแน่ะ อย่าคิดมากน่ะ  พี่เบนซ์ มีภรรยาแล้ว สวยมากด้วย มีลูกสาวประมาณ 2 ขวบ น่ารักมาก  น้องติดฉันแจเลย เพราะฉันเป็นคนรักเด็ก   
       ฉันต้องไปพักกับครูที่อยู่ในหมู่บ้าน ชื่ออาจารย์บุญฑริก  พี่เขาคิดค่าเช่า รวมค่ากินอยู่ เดือนละ 500 บาท เดี๋ยวนี้พี่เขาเป็นผู้บริหารโรงเรียนแม่เมาะวิทยาแล้วแหละ 
 
  

น้องหนิง และน้องฝน หน้าตาอย่างนี้แหละ  ที่ฉันต้องอาบน้ำ ล้างก้นให้ทุกวัน ฮา...

 
      ฉันถูกปลูกฝังว่า “อยู่บ้านท่าน อย่านิ่งดูดาย ปั้นวัวปั้นควายให้ลูกท่านเล่น”  ฉันปั้นควายไม่เป็นหรอก ....(ฮา)  แต่ชอบดูแลลูกๆ ของพี่บุณฑริก น้องฝน  น้องหนิง  “น้าจุ๋มล้างก้นให้หนูหน่อย”  “น้าจุ๋มอาบน้ำให้หน่อย  ฉันช่วยงานทุกอย่าง เช่น กวาดบ้าน ถูบ้าน ล้างห้องน้ำ ล้างถ้วยล้างชาม เรียนรู้การแช่ข้าวเหนียวเพื่อนึ่งตอนเช้า (เค้าเรียกว่าหม่าข้าว) ทุกเช้าฉันต้องตื่นมาก่อไฟนึ่งข้าวเหนียว  แก๊สเขาก็ไม่ให้ใช้ บอกว่าไม่อร่อย ต้องก่อไฟฟืน ให้มันลุกโชก ถ่านก็ไม่มี  ฉันซักเสื้อผ้าตากไว้  กลับจากโรงเรียนก็เก็บผ้า  ครั้นจากเก็บเฉพาะเสื้อผ้าตัวเองก็คงไม่เหมาะ  เลยเก็บผ้าให้ครอบครัวพี่เขาด้วย พอพับผ้ารีบผ้าของตัวเองเสร็จ มองไปที่กองผ้าพวกเขา จะกองไว้ก็ไม่ดี เลยต้องพับ รีบให้เขาด้วย ตอนหลังมันเลยกลายเป็นหน้าที่ของฉันไปโดยปริยาย   เรียกว่า “เป็นแจ๋ว” หรือ “คนรับใช้” นั่นเหมาะ เหม๋ง 
 
 
..... วันไหนฉันมัวทำงานธุรการที่หอบกลับมาทำ หรืออ่านหนังสือ จนลืมหม่าข้าว... โห เป็นเรื่อง งานเข้า....  เพราะทุกคนอดข้าว  ฮา... ต้องหุงข้าวเจ้า....ฉันจะซวยทั้งวัน  พี่บุณฑริกน่ะไม่เท่าไหร่  พี่ทัศน์สามีแกนะซิ หน้าหงิกไปหลายวัน....(พี่ทัศน์เป็นพ่อค้า...เปิดขายของชำในหมู่บ้าน....เขาเลยแสดงออกตรงมากๆ ฉันนะกลัวจนหัวหดเลยแหละ..) 
       ฉันนอนร้องไห้เกือบทุกคืน  ทำมันชีวิตฉันจึงรันทดนักหนอ....ฉันยังเด็กมากตอนนั้น.... แต่ต้องแบกรับภาระหน้าที่ทุกอย่าง  ทั้งงานโรงเรียนที่ทุกคนโหมกระหน่ำลงมาที่ไอ้ตัวเล็ก...อย่างฉัน  และฉันยังต้องเรียนต่อ ป.ตรี อีกด้วย  ไม่รู้เหมือนกันว่าฉันผ่านช่วงนั้นมาได้อย่างไร?...ฉันใช้เวลาเรียน ป.ตรี แค่ปีครึ่ง เพราะลงเรียนซัมเมอร์ด้วย  เลยได้ปรับวุฒิ ป.ตรี ภายในปีครึ่ง....
 
 
       พอบ้านพักครูสร้างเสร็จ เป็นบ้านพักครูโสด มี 5 ห้อง ห้องน้ำอยู่ข้างล่าง  แม่เหมารถจากอุตรดิตถ์ เพื่อขนของย้ายมาอยู่บ้านพัก  พี่บุณฑริกาเขางอนฉันตั้งนานแน่ะ... สงสัยไม่มีคนคอยรับใช้  ฮา.... คิดดูอีกที่ถ้าไม่ได้ไปอยู่บ้านพี่บุญฑริก  ฉันก็คงไม่มีประสบการณ์มากมายอย่างนี้  ฉันได้ฝึกความอดกลั้น อดทนและบททดสอบชีวิตมากมาย  มันทำให้ฉันเข้มแข็ง แข่งแกร่ง กลายเป็น “หญิงเหล็ก” ถึงทุกวันนี้ 
 
 
     แม้ว่าฉันจะอ่อนไหวง่าย น้ำตาไหลง่าย แต่ฉันไม่ได้อ่อนแอนะ  การร้องไห้ บางครั้งมันจะรู้สึกดีขึ้น  น้ำตาที่เราปล่อยให้มันไหลออก  หัวใจที่ตะกอนขุ่น มันจะใสขึ้น  เราจะรู้สึกโล่ง แม้ว่าปัญหาจะหนักเท่าเดิม  แต่เราจะรู้ทันทีว่า “หลังจากหลั่งน้ำตาออกมาแล้ว  ความเข้มแข็งจะเข้ามาแทนที่เสมอ....จะกลัวอะไร  ในเมื่อมียารักษาอยู่ใต้ดวงตาของเรานี่เอง”
ร้องไห้บ้าง.....
บางครั้งคนเรามันก็ต้องร้องไห้บ้าง
ร้องเพราะระบายอารมณ์ที่อัดอั้น
ไม่ใช่ร้องเพื่อการยอมแพ้
กล้าหาญที่จะร้องไห้....ร้องไห้อย่างเข้มแข็ง
เข้มแข็งที่จะอ่อนแอ  ใครจะติดบ้างล่ะว่า.....
“ความอ่อนแอนั่นแหล่ะ ที่จะทำให้เราผ่านความอ่อนแอไปได้...” 
*** งงไหมคะ  ครูใจดีชอบพูดอะไรให้คน งง  งง อย่างนี้แหละ  ฮิ ฮิ ***
 
 
*** การดำเนินชีวิตในบ้านพักครู และการเป็นครูของฉันต่อไป จะเป็นอย่างไร  คงต้องเล่าต่อ คราวหน้าค่ะ....อย่างลืมติดตามและเป็นกำลังใจให้ฉันนะคะ ***
ชมภาพธรรมชาติทีแสนงาม ของบ้านพักครูบนดอย ไปพรางกอนค่ะ
        
รักชาว Gotoknow  ทุกคน ค่ะ.....                 บันทึกโดย :  ครูใจดี
ภาพประกอบบันทึก :  internet