ก่อนหน้านี้ผมได้เขียนบันทึกไว้หนึ่งเรื่อง คือ เรื่อง ทำไมมุสลิมต้องละหมาด 5 เวลา และคิดว่าจะเขียนต่อ เพราะที่เขียนไปนั้นเป็นแค่เศษเสี้ยวหนึ่งของสิ่งที่จะพูดถึงเท่านั้น วันนี้ก็ขอพูดต่อซึ่งก็คิดว่าจะไม่หมด และจะให้หมดนั้นคงทำไม่ได้
การละหมาดของมุสลิมนั้น ทุกคนจะต้องละหมาดวันละ 5 เวลา ไม่ว่าชายหญิง เล็ก(เว้นแต่เด็กๆ)หรือไหญ่ ต้องกระทำทั้งนั้น จะอยู่ในเวลาคับขันอย่างไรก็ต้องทำ เว้นแต่เวลานั้นเขาคนนั้นไม่รู้สึกตัว อย่างตัวผมเมื่อต้องไปนอนไอซียู จำได้ว่าเมื่อรู้สึกตัวก็ละหมาดทันที
ตอนผมนอนอยู่ที่ห้องศัลยกรรมกระดูก ก็ละหมาดทุกเวลาที่ต้องทำ ก็มีคนป่วยบางคนมาถามาว่า ทำอย่างไร ก็อธิบายในสิ่งที่มุสลิมควรกระทำ และครั้งหนึ่งผมเดินทางโดยรถไฟ ผมละหมาดและชวนคนนั่งข้างๆละหมาดด้วย พอละหมาดเสร็จเขาก็ตอบว่า มันไม่ยากเลย มันง่ายนิดเดียว ทำไมเขาไม่เคยทำ
ในสภาพปกติ ผู้ชายมุสลิมจะต้องละหมาดร่วมกันหรือที่เรียกว่า ละหมาดญะมาอะฮฺ ตามมัซฮับเรา(ชาฟีอี) ในหมู่บ้านหนึ่งๆจะต้องมีละหมาดญะมาอะฮฺ ถ้ามีแล้วคนอื่นๆก็จะละพ้นข้อบังคับให้ละหมาดญะมาอะฮฺ แต่บางมัซฮับ อย่างฮานาฟี เช่น กลุ่มมุสลิมอินเดียปากีสถาน พวกเขาจะต้องละหมาดญะมาอะฮฺทุกคนและทุกเวลาทั้ง 5 เวลา และเท่าที่ผมศึกษาจากความเข้าใจการละหมาดร่วมกันหรือละหมาดญะมาอะฮฺนี้ สรุปได้ว่าทุกคนต้องทำเว้นแต่มีเหตุจำเป็นสามารถทำได้
ถามหรือสงสัยบ้างไหมว่า ทำไมต้องละหมาดญะมาอะฮฺหรือร่วมกัน ..?
ถ้าเราคิดและศึกษาดีๆ จะพบว่า ฮิกมะฮฺหรือประโยชน์(ระยะหลังนี้ผมจะเรียกว่าผลทางจิตวิทยา)จากการละหมาดญะมาอะฮฺมีมากมายมหาศาล ผม่ขอยกเป็นข้อๆ บางส่วนดังนี้
- สถานที่รวมกันที่ดีที่สุด สนับสนุนให้ชายไปทุกคน คือ มัสยิด แน่นอนทุกคนไปที่นั้น รวมตัวกันที่นั้น ถามทุกข์สุข เห็นหน้าเห็นตากัน มีความรักกันและกัน เพราะอยู่ในตำบลเดียวกัน
- ในแต่ละวันจะละหมาดกลุ่มเล็กๆที่มัสยิดใกล้บ้าน แต่ในเวลาหนึ่งอาทิตย์จะต้องไปรวมตัวกัน เจอะเจอกัน ณ มัสยิดประจำตำบล คือ ละหมาดญุมอะฮฺหรือละหมาดวันศุกร์
- ในหนึ่งปี ส่งเสริมให้ทุกคน ไม่ว่าชายหรือหญิง เล็กใหญ่ เด็กหรือผู้ใหญ่ ละหมาดได้หรือไม่ได้ ให้ไปรวมตัวกัน ณ สนามแห่งหนึ่ง และที่นั้นเขาจะรวมตัวกันละหมาด ที่เรียกว่าละหมาดอีด หรือละหมาดรายอ ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ในวันนั้นต้องละหมาดที่สนาม เพราะการจะรวมตัวกันคนทั้งหมู่บ้านทุกคนนั้นที่มัสยิดย่อมเป็นไปไม่ได้
- ในช่วงละหมาดญะมาอะฮฺนั้น สิ่งที่ต้องทำก็เหมือนๆกับละหมาดคนเดียว คือ อ่านอัลกุรอานซูเราะฮฺอัลฟาติหะฮฺ ซึ่งความหมายในซูเราะฮฺนี้มันยิ่งใหญ่นัก เพียงแต่เราส่วนใหญ่จะอ่านให้ผ่านพ้นเงื่อนไขเท่านั้น ไม่ได้อ่านให้เข้าใจ จดจำ ตระหนักในความหมายและเปลี่ยนแปลงสู่พฤติกรรม
- ในอายัต ในซูเราะฮฺนั้น เรากล่าววอนขอจากอัลลอฮฺให้พระองค์ชี้ทางนำที่ถูกต้องแก่เรา ไม่ใชแนวทางของคนที่พระองค์ทรงกริ้วโกรธ และทางนำที่ถูกต้องนั้น โตะอิมามหรือผู้นำละหมาดจะบอกแก่เรา คือ ท่านจะอ่านโองการ บทบัญญัติที่มีบันทึกไว้ในอัลกุรอาน... แต่น่าเสียดาย..พวกเราส่วนใหญ่ไม่เข้าใจกัน.. และไม่พยายามจะทำให้เข้าใจ
- บางมัสยิด อย่างเช่นที่มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา หลังจากละหมาดเสร็จผู้รู้ก็จะให้ความรู้ ความสำนึก ให้ทุกคนกระทำการดี
-

อธิการบดีกำลังกล่าวกระตุ้นให้ทุกคนทำการดีโดยยึดคำสอนศาสนา - นอกจากนี้ในการไปรวมตัวกันทีมัสยิด ก็สามารถให้เกิด Cop
(ชุมชนนักปฎิบัติ) อย่างเช่น ทางภาคใต้เรานี้ ส่วนใหญ่จะกรีดยาง
ก็มีการบอกเล่าความสำเร็จของแต่ละคนในการไปกรีดยางได้ผลตอบแทนที่ดี

เป็น Cop ของคนปฎิบัติที่จะนำสู่ประกันคุณภาพของมหาวิทยาลัย และเกิดขึ้นหลังละหมาดอัศริ - บางครั้งเมื่อได้มีรวมตัวกันแล้วก็แนะแนะ
มาร่วมกันศึกษาหาความรู้ร่วมกัน โดยเชิญผู้รู้มาให้ความกระจ่าง
หรือที่มหาวิทยาลัยอิสลามยะลาเรียกว่า ฮะละเกาะฮฺ

นักศึกษารวมตัวกันเพื่อเรียนรู้จากหัวหน้าสาขาวิชาชะรีอะฮฺ
ภาพที่อาจารย์นำมายากครับจะหาจากสถาบันอุดมศึกษาใด แม้จะมีชมรมมุสลิมอยู่ในสถาบันนั้นก็ตาม ผมเองอัลฮัมดุลิลละฮฺ...ที่แม้รู้บ้างไม่รู้บ้างก็มีความสุขว่าอย่างน้อยๆเรามาอยู่ที่ความรู้เรื่องความถูกต้องมันพัฒนาขึ้นเรื่อยๆครับ (วัลลอฮฺอะัลัม) ครับ
แวะมาเยี่ยมครับ ช่วงนี้เร่งโครงการประกันฯ ระยะสองครับ เลยมีเวลาไม่พอสำหรับเขียนบันทึกเอง
ขอบคุณที่ยังมีบันทึกดีๆ จากอาจารย์ไว้เรียนรู้ (ฮิฮิ คนเสื้อสีฟ้า ภาพที่สองจากข้างใต้ ดูยังงัยๆ ก็หล่อดีนะครับ มาชาอัลลอฮ์ ฮิฮิ)
ผมก็ว่าเช่นนั้นเหมือนกันครับ อ.
ผมก็ว่าแบบนั้นเหมือนกันครับ