สภาวะและศีล

หนูเข้านอนสามทุ่มกว่า ๆ ตื่นขึ้นมาหกทุ่ม นอนฟังวิทยุหลวงตา แต่บางที่ใจก็เผลอคิดไปเรื่อย ๆ ฟุ้งซ่าน แต่ก็ไม่ยอมตื่นดึงตัวเองออกจากท่านอน โทรศัพย์ดังเตือนบอกเวลาตีสาม หนูนอนคิดไปเรื่อย ๆ หนูลุกขึ้นมาจัดการตัวเองทำวัตรเช้านั่งภาวนา ใจโล่งสบาย นั่งทำงาน แล้วก็เก็บห้อง ซักผ้าซึ่งตอนนี้ดูจะกองโต เงยหน้าขึ้นมาอีกที อืมจะเจ็ดโมงเช้า คิด ๆ แล้วก็คิดว่ามีอะไรต้องทำ เสร็จเดินไปล้างจานเผลอวูบทำถ้วยแก้วแตกในห้องน้ำ อะนะ ซุ่มซ่ามเป็นปกติ แต่ก็ต้องก้มลงเก็บเพราะมันแตกไปแล้ว กว่าจะเก็บได้เรียบร้อย ก็เจ็ดโมงกว่า จากที่ตั้งใจจะไปออกกำลังกาย ก็มีเสียงว่า เดี๋ยวไปทำงานสาย สุดท้ายไม่ไปออกกำลังกาย แต่กลายเป็นว่า หนูไปทำงานเช้ากว่าปกติ รู้สึกเหมือนโอ้ ฉันโดนกิเลสหลอกซะเต็ม ๆ เห็นจะ จะ

 

อย่างที่ครูท่านบอกสิ่งที่เกิดขึ้นดีเสมอ

หนูได้เรียนรู้ว่า ใจหนูเองที่มุ่งมั่นไม่พอ ยังต้องเพิ่มความตั้งใจอีก นอกจากได้เรียนรู้หนูมาทำงานเช้ามีโอกาสเจอน้องที่อยู่งานเดียวกันแต่ทำอีกชั้นหนึ่งได้ปรึกษาแลกเปลี่ยนกันเรื่องงานวิจัย และความเป็นไปได้ในการเรียนรู้ เหมือนหนูได้กำไร จึงเขียนบันทึก เช้านี้ไม่ได้ออกกำลังกาย

ตอนสาย ๆ คณะกรรมการมาตรวจหอพักว่าหนูเช่าอยู่จริงหรือไม่ หนูได้เรียนรู้ว่า แต่ละคนมองผ่านกระจกของตนเอง แต่เหมือนพี่ ๆมาช่วยสะกิดใจหนูให้ทบทวนในตนเอง เกี่ยวกับที่อยู่อาศัยว่าเหมาะสมกับตนหรือไม่ แล้วคณะกรรมการก็พาหนูไปเลี้ยงอาหารว่างที่ร้านใกล้ ๆ กว่าจะไปถึงที่ทำงานก็เกือบเที่ยง ๆ เลยนั่งเขียนบันทึก พอดีที่เรา

 

แวะไปทานข้าวกับป้า แล้วไปส่งของที่ไปรษณีย์ บ่าย ๆ ลุยตัดภาคตัดขวางของสมุนไพรอีกรอบ เรียนรู้ไปเรื่อย ๆ ฝีมือดีขึ้น แต่ก็ยังใช้การไม่ได้ ยังดีไม่พอ วันนี้ใจหนูเบาลงไม่ทรมารเหมือนเมื่อวาน

พอเลิกงานหนูรู้สึกไมค่อยสบายท้อง จึงจัดการทำ Detox แล้วก็นั่งห้องน้ำ ระลึกขึ้นมาว่าโอ้ ลมหายใจรู้กายได้ชัดเจนขณะที่ทำ Detox และปลดทุกข์ รู้สึกได้ถึงใจที่สบายสลับกับการรู้สึกถึงการเคลื่อนไปของลมและปฏิกูลในลำไส้ ลักษณะของเสียที่ออกมาคล้ายกับการท้องเสีย แม้จะไม่เจ็บปวดมากแต่ก็รู้สึกได้ว่ามีความผิดปกติ อย่างนี้นี่เองเขาจึงใช้คำว่า "ปลดทุกข์" หลังจากนั้นเปลี่ยนชุดไปออกกำลังกาย

 

ก่อนออกกำลังกายได้ฟังปฏิปทาพระกรรมฐานจากวิทยุหลวงตา ท่านบอกประมาณว่า

“ดูซิความปวดที่กระดูกมันใช่เราไหม ถ้ามันใช่เราแล้วตอนกระดูกมันหายปวดทำไมเราไม่หายไปด้วย ถ้ามันเป็นอันเดียวกันมันก็ต้องหายไปพร้อม ๆ กัน ตรงที่มันปวดมันใช่เราไหม ถ้ามันใช่เราตอนมันหายปวดเราก็ต้องหายไปด้วย”

หนูจึงวิ่ง ๆ ไป พร้อม ๆ กับดูอาการปวดที่บริเวณท้องน้อยด้านซ้าย ดูมันไปเรื่อย ๆ สักพักมันหายไป คำสอนพระท่านผุดขึ้นมาว่า

“เห็นมัน ความปวดมันไม่ใช่เรา ถ้ามันใช่ ความปวดหายเราต้องหายไปด้วย”

หนูวิ่งต่อไปอีก ความหนักเหมือนมันไล่ขึ้นไปเรื่อย ๆ เหมือนมีแรงกดที่บริเวณหัว ดูไปเรื่อย ๆ แล้วมันก็เบาลง ก็มีเสียงว่า

“เห็นไหม หัวที่มันปวดมันก็ไม่ใช่เรา”

วิ่งไปเรื่อย ๆ

รอบที่สองเริ่มรู้สึกเหนื่อยทั้งกาย มีความคิดฟุ้งซ่านไปถึงเรื่งว่า เอ......ถ้าจะเข้าถึงธรรมนี่มันจะเป็นยังไง ฟุ้งซ่านไปเรื่อยมารู้สึกตัวว่าความอ่อนล้าเข้ามาคุกคาม ทำให้ใจฟุ้งซ่านจึงหันกลับมาดูที่กายเคลื่อนไหว วิ่งที่จังหวะสม่ำเสมอ เคลื่อนไปเรื่อย ๆ พอถึงรอบที่สามร่างกายเต็มไปด้วยเหงื่อที่เปียกโชกทั่วร่างกาย แต่ภายในรู้สึกเบาโล่ง ระลึกถึงคำสอนครูว่า

“ถ้าเราวิ่งถึงระดับเราจะเบาตัว”

วิ่งเสร็จระลึกถึงพระคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ องค์พ่อแม่ ครูบาอาจารย์  

 

เดินกลับมาที่หอ ดูกายเคลื่อนไหวไปเรื่อย ๆ ใจยังโล่งสบายอยู่ จึงจุดเที่ยนนั่งภาวนาตามลมหายใจต่อไปเรื่อย ๆ จนใจโล่งขึ้น ในสมาธิระลึกถึงครู จิตสว่าง แต่พอเผลอวูบแล้วมีความคิดว่า รู้สึกหิว จึงออกจากสมาธิ มาต้มมาม่าแล้วมานั่งพิมพ์การบ้านถอดบทเรียน แล้วก็สวดมนต์ทำวัตรเย็น เริ่มสวดแรก ๆ เสียงใสสมาธิดี ๆ แต่สวดไปนาน ๆ รู้สึกเหมือนกลั้นหายใจนาน ๆ สมอง้ส่วนหน้าบริเวณหน้าผากเหมือนขาดอากาศหายใจ เป็นอาการหายใจไม่อิ่ม ก่อนสวดแผ่เมตตาจึงหยุดเพื่อตามลมหายใจ พอรู้สึกโล่งสบายจึงสวดต่อ แต่ก็รู้สึกได้ถึงความอึดอัดที่เกิดขึ้น แต่ก็ตามลมหายใจไปเรื่อย ๆ เหมือนหายใจไม่อิ่ม ๆสวดเสร็จยังหายใจอึดอัดไม่อิ่ม แต่อดทนมานั่งพิมพ์ถอดบทเรียนขึ้น G2K แต่พอพิมพ์เสร็จอาการหายใจลมเข้าออกสะดวกขึ้น เหมือนหายใจผ่านหน้าผาก แต่ก็สบาย

 

  ศีล

  1. ไม่ได้ฆ่าสัตว์แต่เมื่อเช้าเพ่งโทษตนเองอยู่ชั่วระยะที่เหมือนพึ่งรู้ว่าดนกิเลสหลอก แต่พอผ่านไปแล้วก็เบา
  2. ไม่ได้ลักทรัพย์
  3. ไม่ได้แย่งแฟนใคร
  4. เมื่อเช้าไม่ได้ออกกำลังกาย แต่พอได้เรียนรู้ว่าโดนกิเลสหลอกตอนเช้า ทำให้เข้าใจ ข้อวัตรอื่น ๆจึงถึงพร้อมด้วยใจมากขึ้น
  5. ไม่ได้ดื่มเหล้า แต่ก็ยังเผลอขาดสติอยู่ค่ะ อยู่กับลมหายใจยังไม่เป็นค่ะ