ของสองสิ่งไม่อาจจับจองเนื้อที่เดียวกันพร้อมกันได้
ผมอ่านหนังสือแปลที่แต่งโดย Ariel&Shya Kane มีกฏข้อหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ของสองสิ่งไม่อาจจับจองเนื้อที่เดียวกันพร้อมกันได้
โดยอธิบายว่า ไม่ว่าจะเป็นตอนไหนเวลาใด คุณก็จะเป็นเหมือนที่คุณเป็น ณ ตอนนั้นได้เท่านั้น ความคิดที่ว่าหากคุณทำอะไรต่างไปจากที่ตัวเองเคยทำ ป่านนี้ชีวิตคงไม่เป็นแบบนี้
กฏข้อนี้ดูเหมือนง่ายๆ แต่ไม่ง่ายเลยครับ
ผมจะยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆเลยครับ เรื่องการแข่งขันกีฬา ผู้สอนบางคนมักจะสอนเก่ง ตอนเหตุการณ์ที่เกิดไปแล้ว ถ้านักกีฬาเล่นพลาด ก็จะสอนทันทีครับ สมมติว่าฟุตบอล โหม่งแล้วพลาด ไม่เข้าประตู คนสอนก็จะบอกว่าลูกนี้ ต้อง เตะ จึงจะเข้าประตู เพราะโหม่งจึงไม่เข้าประตู ซึ่งทั้งๆที่ความเป็นจริง ลูกนี้ ณ วินาทีที่เขาเล่น มันก็ต้องเล่นแบบที่เขาเล่นนั่นแหละ คือ โหม่ง ให้เล่นใหม่ก็ต้องเป็นลูกใหม่ เวลาใหม่ ซึ่งไม่ใช่ลูกเดิมที่เขาเล่นอยู่ ณ วินาทีนั้น
ในชีวิตจริง หลายคนที่คิดว่าที่ตัวเองเป็นแบบนี้ เพราะการตัดสินใจที่ผิดพลาดในอดีต ถ้าเขาตัดสินใจอีกอย่างก็คงไม่เป็นแบบนี้
ทั้งที่ความเป็นจริงเหตุการณ์ในอดีตตอนที่ตัดสินใจ ณ วินาทีนั้น ยังไงก็ต้องตัดสินใจแบบนั้นแหละครับ ที่มาคิดได้ในตอนนี้ว่าตัดสินใจผิดพลาด มันก็ไม่ใช่ตอนนั้นในอดีตที่ได้ตัดสินใจไปแล้ว
ผมเขียนอาจจะงงๆไปบ้างนะครับ เพียงแต่อยากจะบอกว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาของเราทุกสิ่งทุกเรื่อง เป็นเรื่องที่ดีที่สุด สมเหตุสมผลที่สุด และ ถูกที่สุดแล้วครับ ตามสถานการณ์ที่เราเป็นอยู่ตอนนั้นๆ อย่าเอาความคิดปัจจุบันไปตัดสินอดีตครับ เป็นคนละเรื่องกัน
ผมได้ข้อคิดจากเรื่องนี้ คือ ชีวิตที่ผ่านที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องที่ดีที่สุดครับ ดังนั้น จึงไม่ควรคิดโทษตัวเองในอดีต ว่าเพราะตัดสนใจผิดพลาด จึงเป็นแบบนี้
ไม่มีประโยชน์เลยครับ เสียเวลาเปล่า และ ทำให้จิตใจฟุ้งซ่าน เพราะอย่างไรก็ไม่สามารถทำตัวต่างจากที่เป็นอยู่ ณ เวลานั้นได้ เพราะสิ่งใดก็ตามที่เกิดแบบนั้น เพราะมันต้องเป็นแบบนั้น
เหตการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เป็นสิ่งที่ดีที่สุด
เอาเวลาปัจจุบัน มาคิดในเรื่องที่จะพัฒนาตัวเองดีกว่าครับ
ธรรมะสวัสดียามเช้าท่านรอง..
เข้าทำนองว่า
..ไม่มีทางเลยที่เราจะมีความสามารถในการชำระล้างมือที่สกปรกได้ซ้ำเป็นครั้งที่สองในสายน้ำที่กำลังไหล..
มุมคิดที่สะท้อนออกมา คือ ห้วงเวลาของคุณค่าที่มีประโยชน์จริงๆ
ชื่นชมในตัวอาจารย์มากครับเป็นผู้นำที่พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งจริงๆ
ท่าน "ธรรมฐิต" สรุปได้เห็นภาพพจน์ชัดเจนเลยค่ะ สาธุ
เรียน ท่านรองฯ
ไม่มีทางเลยที่เราจะมีความสามารถในการชำระล้างมือที่สกปรกได้ซ้ำเป็นครั้งที่สองในสายน้ำที่กำลังไหล..
ขอพระคุณท่านมากครับที่ช่วยเสริมเติมเต็ม
สะท้อน ห้วงเวลาของคุณค่าที่มีประโยชน์
ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณมากครับ
คุณแก้วครับ
ขอบคุณแทนท่านธรรมฐิตด้วยครับ
* ครับ บันทึกนี้ ก็เตือนตัวเองด้วยครับ เพราะพอเผลอ ก็มักจะย้อนกลับไปคิดเรื่องอดีตว่าเราน่าจะอย่างนั้นอย่างนี้
ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณมุมคิดดีมาเตือนใจเช้านี้ค่ะท่านรองหนุ่มเล็ก
หลายๆครั้งที่เราชอบคิดว่า ถ้า อย่างนั้น คงจะดีกว่านี้ ... ถ้า
หากแต่ถ้าไม่มีวันนั้น เหตุการณ์นั้น คงไม่มีวันนี้ สิ่งนี้
มีความสุขกับทุกโมงยาม ณ ขณะนี้ค่ะ
สวัสดีคะท่าน small man
อยู่กับปัจจุบันทุกขณะจิตสินะคะ
เกิดไปแล้ว ตัดสินใจไปแล้ว...แก้ไขไม่ได้
คงต้องเลือกทำวันนี้ให้เป็นวันที่ดีที่สุดอีกวัน...
ขอบคุณมากค่ะ ^_^
* หลายๆครั้งที่เราชอบคิดว่า ถ้า อย่างนั้น คงจะดีกว่านี้ ... ถ้า
* หากแต่ถ้าไม่มีวันนั้น เหตุการณ์นั้น คงไม่มีวันนี้ สิ่งนี้
ขอบคุณมากครับ
(ตอบก่อนเดินทางไปประชุมที่ กทม 4 วัน)
เกิดไปแล้ว ตัดสินใจไปแล้ว...แก้ไขไม่ได้
คงต้องเลือกทำวันนี้ให้เป็นวันที่ดีที่สุดอีกวัน...
ขอบคุณมากครับ
สวัสดี ครับ อาจารย์ smallman
เห็นด้วยกับบันทึก ของอาจารย์นะครับ
อดีต เป็นบทเรียนที่มีคุณค่า หากย้อนเวลาได้ ใคร ๆ ก็อยากกลับไปแก้ข้อผิดพลาดของตัวเอง
ผมดีใจทุกครั้ง... ที่มีวันนี้ ครับ
เพราะเรามีโอกาสพัฒนาบทเรียนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ให้เป็นสิ่งที่ดีกว่าเดิมได้เสมอ
คิดแล้ว...ก็ลงมือทำทันที
ขอบพระคุณอาจารย์มาก นะครับ
สวัสดีปีใหม่ 2553 ครับ
เห็นด้วยครับ
ต้องพัฒนาแบบปัจจุบันเฉพาะหน้าครับ...
สิ่งใดก็ตามที่เกิดแบบนั้น เพราะมันต้องเป็นแบบนั้น
เหตการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เป็นสิ่งที่ดีที่สุด
เอาเวลาปัจจุบัน มาคิดในเรื่องที่จะพัฒนาตัวเองดีกว่า
จะจำไว้ค่ะ
สวัสดีค่ะ
เรื่องแบบนี้ถ้าใครคิดได้ ก็จะทำให้ชีวิตมีความสุขขึ้นมากเลยค่ะ ไม่ไปติดอยู่กับอดีตคิดแต่ว่า "ถ้า" ทำแบบโน้นแบบนี้ ผลคงไม่เป็นเช่นนี้ ทั้งๆที่คิดไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นค่ะ
เพราะว่า อดีต แม้แต้ เศษเสี้ยวของวินาทีนั้นเราก็ไม่สามารถจะย้อนกลับไปแก้ไขได้ค่ะ ทำปัจจุบันให้ดี เพื่อที่อนาคตที่มาถึงจะได้ดีด้านจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจภายหลังค่ะ