เช้านี้อากาศโปร่งแจ่มใส  นั่งเขียนบันทึกท่ามกลางแสงสุรีย์อ่อน

ที่สาดส่องผ่านช่องหน้าต่างมาช่างงดงามยิ่งนัก 

เมื่อวานมีผู้นำท้องถิ่นที่รู้จักนับถือกันมาเยี่ยมสนทนาธรรม

และมีคุณครูที่เคยร่วมทำงานด้วยกันมาสมทบอีกสองท่าน 

ในการสนทนาของท่านนั้น  ผู้นำมาขอคำปรึกษาเกี่ยวกับการบริหารจัดการ

ที่จะขับเคลื่อนให้ชุมชนมีความสามัคคีกลมเกลียวกัน

ด้วยการนำหลักธรรมไปบริหารจัดการ  ส่วนคุณครูมาเปรยๆปัญหาในโรงเรียนให้ฟังเสียส่วนใหญ่ว่า ครูในโรงเรียนเกิดความแตกแยกแบ่งพรรคแบ่งพวกกัน  ธรรมฐิตเลยให้ข้อคิดไปว่า  

ในสังคมชุมชนของเรานั้น  มีอยู่  ๓ ตัวหลัก

ที่จะขับเคลื่อนให้ชุมชนก้าวเดินไปอย่างมั่นคงได้คือ

สังคมบ้าน สังคมวัด สังคมโรงเรียน 

หรือเรารู้กันในนามที่มีการจัดทำกิจกรรม  บวร

และในสามตัวหลักนี้ผู้นำจะต้องมีศักยภาพพอที่จะรู้ว่าควร 

แข็ง โอนอ่อนเวลาใด

หากผู้นำชุมชน   พระในวัด  ครูในโรงเรียน 

เป็นผู้ริเริ่มแบ่งพรรคแบ่งพวกกันเสียเอง

หมู่บ้านนั้นไม่ต้องหวังว่าความเจริญจะเกิดขึ้น 

และถ้าเมื่อทั้งสามหลักนี้สามารถทำให้สังคมของตนเองมีศักยภาพดีพอแล้ว

เท่านั้นยังไมพอ  ทั้งสามหลักนี้ต้องประสานความร่วมมือ

ให้กลมกลืนกลมเกลียวกันให้ได้

ก็เปรียบเสมือนการก่อเจดีย์  สังคมบ้านเปรียบดั่งปูน  สังคมวัดเปรียบดั่งน้ำ  สังคมโรงเรียนเปรียบดั่งหินทราย  ต้องผสมผสานตามสัดส่วนที่พอเหมาะพอดีให้เข้ากันเจดีย์ก็จะยืนหยัดอยู่ได้อย่างงดงาม  

หากปล่อยให้บ้านก็ส่วนบ้าน วัดก็ส่วนวัด  โรงรียนก็ส่วนโรงเรียน 

หรือผู้นำชุมชนมัวแต่หวังผลประโยชน์ตนละเลยประโยชน์ท่านชาวบ้านจะพึ่งพาอะไรได้  ครูในโรงเรียนแบ่งฝักแบ่งฝ่ายแตกแยกสามัคคีนักเรียนก็หมดที่พึ่ง  พระในวัดหวังแต่ยศฐาบรรดาศักดิ์ลาภสักการะ

ไม่นำความจริงตามหลักธรรมมาเปิดเผยก็เป็นที่พึ่งของคนไมได้

หากเป็นอย่างนี้คงไม่ต้องบอกว่าจะเกิดอะไรขึ้น......

ดังนั้นหากปูน  น้ำ  หินทราย เริ่มจากกองเล็กๆผสมผสานกันได้อย่างลงตัว

..รับรองได้ว่างดงามน่าดูชมขอรับ..

 

ธรรมะสวัสดี..