เขามีมาก ทำลายขนาดไหนก็ยังอยู่ได้

ตั้งแต่ยุคปฏิวัติเขียวเป็นต้นมา ประเทศไทยได้ก้าวสู่ยุคของการผลิตทางการเกษตร ที่นับได้ว่าประสพผลสำเร็จในเชิงการผลิตที่น่าภาคภูมิใจ เราสามารถผลิตอาหารและสินค้าเกษตรส่งออกสู่ตลาดโลกได้มากและต่อเนื่อง

ทำให้มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานบางประการ เช่น ถนน ไฟฟ้า และบริการด้านอื่นๆ ดีขึ้นโดยลำดับ

แต่เมื่อหันกลับมาดูฐานทรัพยากรที่ใช้ในการผลิต ที่เป็นโครงสร้างที่สำคัญในการผลิต และเป็นที่มาของผลผลิตทั้งหมด กลับเสื่อมโทรมลงอย่างน่าใจหาย และไม่แน่ใจว่าจะสามารถรองรับการจัดการแบบทำลายล้าง และการสะสมของสารพิษทุกระดับ ทุกประเภท ได้อีกนานเพียงใด

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความเสื่อมโทรมนั้น ดูเหมือนจะมาจากแนวคิดการจัดการทรัพยากรของเขตอบอุ่น ที่มีการสะสมของธาตุอาหาร และอินทรียวัตถุในดินมาก ถ้าไม่มีการไถพรวนเปิดป่า หรือเร่งการย่อยสลายโดยปุ๋ยเคมี การปลดปล่อยจะช้ามาก ไม่สามารถทำการเกษตรได้

แบบ เขามีมาก ทำลายขนาดไหนก็ยังอยู่ได้

ในขณะที่ดินเขตร้อนส่วนใหญ่ มีการสะสมธาตุอาหารในดินน้อย อินทรียวัตถุต่ำถึงต่ำมาก ธาตุอาหารส่วนใหญ่สะสมในระบบของพืชและไม้ยืนต้น

เมื่อเราได้ดำเนินการเช่นเดียวกับเขตอบอุ่น จึงทำให้ธาตุอาหารสำรองที่เคยมีของระบบ ถูกทำลาย และสูญหายไปกับน้ำและอากาศ ที่ทำให้เกิดความเสื่อมโทรมของดินอย่างรวดเร็ว จึงต้องเน้นการใช้ปุ๋ยเคมี ที่กลับไปทำลายระบบความมีชีวิตของดินอีกต่อหนึ่ง

จึงเรียกได้ว่า

มีแต่การทำลายและสะสมสารพิษอย่างต่อเนื่อง

เปรียบเสมือนคนที่อ่อนแอทำงานไม่ไหว แต่กลับไปรับประทานยากระตุ้นประสาทให้ทำงานได้ โดยไม่สนใจบำรุงร่างกาย แล้วจะไปได้อีกสักเท่าไหร่

นี่คือความรู้เป็นพิษที่ใช้โดยเกษตรกรทั่วไป ยกเว้นกลุ่มที่ทำกสิกรรมไร้สารพิษ หรือกลุ่มเกษตรอินทรีย์

ในทางราชการทุกสายงาน ส่วนใหญ่ก็ได้รับอิทธิพลจากความรู้นี้ จากระบบการศึกษาแบบ “บอกต่อๆกันมา” จากความรู้ที่นักวิชาการในเขตอบอุ่นเขียนไว้ โดยนำมาแปล และสอนต่อๆกันมา นำไปแนะนำ นำไปวางแผน หรือแม้กระทั่งกำหนดนโยบาย โดยไม่คิดต่อ เพราะแทบไม่มีใครเคยทำจริงๆ จึงไม่คิดว่าจะมีข้อเสียอะไร

ใครก็ตามที่ทำจริงแบบเข้าใจตัวเอง และทรัพยากรของประเทศ ก็มักจะปฏิเสธเส้นทางนี้เป็นส่วนใหญ่

ที่มีทั้งเกษตรกรที่ผลิตเพื่อการบริโภคเอง หรือนักวิชาการที่ทำเพื่อการบริโภคเองก็จะหันกลับมาพัฒนาทรัพยากรพื้นฐานแบบ “ธรรมชาติ” หรือ “อินทรีย์” แล้วแต่ระดับความเข้าใจและระดับการพัฒนา

แต่กระแสหลักก็ยังถูกฉุดกระชากลากจูงจาก แผนการพัฒนาและระบบเศรษฐกิจที่ทำลายฐานทรัพยากรต่อไป แบบไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงโดยตั้งใจ

ที่คาดว่าคงจะหยุดเมื่อระบบมันตายสนิทแบบสมบูรณ์แบบ

เพราะความรู้ที่เป็นพิษนี้มันแพร่กระจายไปทั่วทุกระบบ

และดูเหมือนว่าทุกคนจะได้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร นักธุรกิจค้าสารพิษ ระบบเศรษฐกิจ นักวิชาการ และการพัฒนาประเทศ

ก็น่าภูมิใจอยู่หรอก

แต่เราจะภูมิใจได้อีกนานแค่ไหน

เพราะ ความรู้ที่ไม่เหมาะสม หรือเป็นพิษนี้ ได้ทำลายป่าไม้ ดิน แหล่งน้ำ สุขภาพ แหล่งอาหารธรรมชาติ ระบบนิเวศ และทรัพยากรแทบทุกด้าน

เราพร้อมที่จะเผชิญกับปัญหาที่รอวันระเบิดแล้วหรือยัง

หรือเราไม่สนใจว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับอนาคต และลูกหลานของเรา

ขอแต่ให้ได้เสวยสุขแบบวันต่อวันในวันนี้ ก็พอแล้ว

และเฉยเมยกับทางเลือก “ความรู้ที่ไม่เป็นพิษ” “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ที่ทางกลุ่มเกษตรกรที่เป็นห่วงฐานทรัพยากรและประเทศชาติ แบบไม่สนใจกระแสหลักแห่งการทำลาย

หรือทางเลือกที่ดีเหล่านี้ไปทำลายผลประโยชน์ระยะสั้นของคนบางกลุ่ม จนไม่สามารถยอมรับได้

ลองคิดดูสักนิดครับ ว่าทางไหนดีกว่ากัน ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป