10-1-53

ดิฉันเพิ่งกลับจากวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมาค่ะ     เนื่องจากดิฉันไม่ค่อยได้เขียนบล็อกเพราะค่อนข้างยุ่งกับร่างกายที่เสื่อมไปตามอายุทำให้ไม่มีเวลาเข้าไปเยี่ยมใครและไม่ค่อยได้เขียน จึงรีบมาบันทึกไว้ค่ะ

เราเดินทางวันเสาร์และกลับวันอาทิตย์ค่ะ    เราจองผ่านทัวร์ที่มาออกร้านที่ศูนย์สิริกิต        ดิฉันอยากไปมากเพราะเป็นคนโคราชแต่ไม่รู้จักวังน้ำเขียวเมื่อใครๆเอ่ยถึงค่ะ     

ครั้งนี้พาลูกสาวไปด้วยเนื่องจากกลัวจะไม่มีโอกาสเที่ยวด้วยกันถ้าลูกแต่งงาน         ตัวดิฉันก็อายุมากขึ้นจะทำอะไรให้ลูกได้ก็รีบทำ    ลูกมีความรู้ไอทีสามารถหาข้อมูลใหม่ๆให้แม่     เด็กๆมีแนวคิดและการตัดสินใจต่างจากเรา     รวมทั้งการควบคุมคุณพ่อ (แอบยุลูกให้ควบคุมพ่อเรื่องการควบคุมน้ำหนัก  ดิฉันเตือนจะโกรธ   ลูกบอกไม่เคยโกรธเลยเพราะมีความเอ็นดูเป็นฐาน )

เราเดินทางโดยหมอปานดูแผนที่จากเว็บ       เราเลือกทางผ่านเขาใหญ่โดยมาจากกรุงเทพไปสระบุรี       ถึงปากช่องและไปทางเขาใหญ่

เป็นทางที่สองข้างทางก็สวยดีแต่ต้องขับช้าๆเพราะทางลดเลี้ยวไปมาทำให้ขับเร็วไม่ได้เลย

 ขากลับเรามาทางปักธงชัยเพราะจะไปเยี่ยมญาติที่สูงเนินและดูบรรยากาศตามทางที่ไม่เคยไป  

 

 

 ถ่ายที่ใกล้โรงแรมจุลดิศที่เชิงเขาก่อนไปถึงเขาใหญ่ซึ่งสร้างอาคารบริเวณติดโรงแรมคล้ายๆร้านค้าในต่างประเทศค่ะ

 มีประกาศเปิดให้ร้านค้ามาจับจองค่ะ

คนมาเที่ยวมักจะมาถ่ายรูปมากกว่าเพราะคงคิดถึงต่างประเทศที่เคยไป        ดิฉันไม่ค่อยเห็นคนซื้อของค่ะ  

การตบแต่งคล้ายๆเมืองๆหนึ่งที่ประเทศแคนาดา (จำชื่อไม่ได้ ทัวร์บอกว่าคล้ายอยุธยาเมืองไทย)

 

ที่วังน้ำเขียว อากาศเย็นสบาย       ถนนยังไม่ดีเลยค่ะฝุ่นติดรถหนามากๆเพราะคงกำลังก่อสร้าง

 รีสอร์ทที่ดิฉันพักดีปานกลาง     ที่นี่มีรีสอร์ทเยอะมาก 

เราพักทีเดอบัวรีสอร์ทซึ่งค่อนข้างเล็ก   อาหารดี 

ที่วังน้ำเขียวมีการเพาะเห็ด  ไร่องุ่น  ปลูกผักเมืองหนาว    ที่ดิฉันเห็นเป็นพวกผักสลัด4-5ชนิด      เราซื้อพุดซาและองุ่นมาทานรสชาดอร่อยดีมากค่ะ     มีไร่ดอกเบญจมาศที่สวยงาม

หลังจากเข้าพักเราถามเจ้าหน้าที่โรงแรมว่าไปที่ใหนบ้างก็ไปตามคำแนะนำ    คิดว่าเที่ยวโดยค้างคืนเดียวก็น่าจะพอนะคะ

 

ด้านหลังจะเป็นภูเขา ทำให้ที่นี่เย็นสบาย

 สวนดอกไม้ที่วังน้ำเขียว   ที่มีมากเท่าที่เห็นก็เป็นดอกเบญจมาศค่ะ

 

 

ในช่วงเย็นวันเสาร์หลังจากไปเที่ยวตามรายการครบก็มาจบที่ดูพระอาทิตย์ตกดินค่ะ    

คนมากันมากมายแต่พระอาทิตย์ไม่เป็นใจไปบังหลังเมฆทำให้ไม่สวยเหมือนดูที่ภูเก็ตค่ะ 

เด็กๆบางคนซื้อส้มตำมาทาน   ดิฉันเห็นแล้วเกิดกิเลส   เอ่ยปากชวนลูกสาว   เธอปฏิเสธทำให้ตัวเองได้สติเพราะทางรถกว่าจะมาถึงที่นี่ไม่ดีมากๆ    ขับรถยาก   หากท้องเสียคงไปถึงโรงพยาบาลไม่ทันทำให้หายอยากทานไปเลยค่ะ

สรุปบทเรียนของการไปเที่ยวค่ะ

1  ควรเตรียมตัวให้พร้อม   อย่าหวังพึ่งใครค่ะ

สามีดิฉันลืมเอาบิลที่จ่ายเงินติดตัวไป     ลูกสาวอยากถ่ายรูปแต่ดิฉันก็ไม่ได้อัดแบตเตอรี่ไว้ทำให้ถ่ายได้ไม่มากนัก     ต้องอาศัยกล้องจากมือถือและบ่นว่าแม่เอากล้องของเธอไปใช้แล้วไม่ดูแล   ต่อไปจะพยายามเตรียมเอง      

2 คนสูงอายุแล้วไปเที่ยวที่ใหนควรเอาเด็กรุ่นใหม่ๆไปด้วย      ลูกสาวช่วยคิดและแนะนำได้หลายครั้งค่ะ      สามีดิฉันขับรถหลงทางหลายครั้ง

3 อย่าเชื่อความจำ   ต้องมีหลักฐาน  

เรากลับกรุงเทพโดยมาทางปักธงชัย   เนื่องจากเราจำทางไม่ได้   สามีคิดว่าถึงถนนมิตรภาพแล้ว     แต่ความจริงเป็นถนนที่สร้างตัดใหม่ที่เราไม่ทราบมาก่อน       ขับเท่าไหร่ก็ไม่ถึงสูงเนิน      มีแต่ทางบอกระยะไปสีคิ้ว

 สามีหงุดหงิดมาก   บ่นว่าสูงเนินหายไปใหน     ดิฉันถามว่าพ่อๆ นี่เป็นถนนมิตรภาพหรือเปล่า   เธอตอบใช่สิ  ทำไมล่ะ   แต่หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอสูงเนิน   มีแต่ทางเล็กๆบอกว่าไปสูงเนิน   ดิฉันรอให้เธออารมณ์ดีอีกนิดและถามว่า      แม่ก็งงเพราะสูงเนินหาย     เราแวะถามว่าเป็นถนนมิตรภาพหรือเปล่าดีใหม    เธอตอบด้วยความมั่นใจว่าใช่       พอขับย้อนกลับซักระยะมีป้ายบอกทางไปถนนมิตรภาพ   เราถึงทราบว่าเราหลงทางเพราะเชื่อความจำเก่าๆโดยไม่รู้ข้อมูลและไม่ยอมถามใคร      

4  อย่าขับรถเร็วค่ะ      ตำรวจจะมีเครื่องมือตรวจและเราจะเดินทางไม่ปลอดภัย        ระหว่างเดินทางจากวังน้ำเขียวไปปักธงชัยมีตำรวจคอยตรวจเพราะเยอะมากเพราะมีเรื่องเสื้อแดงชุมนุมค่ะ

 ตำรวจเรียกเราพร้อมรถคันอื่นๆหลายคันมาก    บางคนดิฉันเห็นตำรวจยึดใบขับขี่      พอเราเปิดกระจก   สามีและดิฉันใจเสียแต่ฝืนยิ้มๆ       ตำรวจถามว่าท่านจะไปใหนเหรอครับ   ดิฉันตกใจที่ตำรวจเรียกท่านรีบตอบหมอจะไปเยี่ยมญาตินิดหน่อยค่ะ   ตำรวจบอกว่าเชิญครับ     ขับรถระวังหน่อยนะครับ   พอตำรวจไป   ดิฉันและสามีรีบขับไปอย่างรวดเร็วพร้อมวิจารณ์กันถึงความปกติที่ได้รับว่า   ทำไมเรียกเราว่าท่านและไม่ยึดใบขับขี่      ดิฉันบอกว่าพ่อคงมีใบหน้าเหมือนข้าราชการผู้ใหญ่      สามีแถมว่าแม่ก็คงมีท่าทางเหมือนคุณหญิงและลูกสาวที่นั่งข้างหลังก็คงเหมือนลูกเจ้านาย 

   ลูกสาวเห็นว่าพ่อแม่พูดเพ้อเจ้อเลยเตือนว่า   แม่ๆ ตำรวจอาจจะเป็นคนดีเองก็ได้นะแม่  

พ่อแม่ต้องเงียบและหยุดพูดเพ้อเจ้อค่ะ  

 

สามีให้ประเมินการท่องเที่ยวครั้งนี้เพราะเธอจ่ายสตางค์    ดิฉันแจ้งให้คะแนน7.5เต็ม10ค่ะ