เบียร์...เครื่องดื่มแอลกอฮอล์กับการรณรงค์เมาไม่ขับ

อ.อุ้ย
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ
คนไทยดื่มจัดเป็นอันดับ 5 ของโลก เฉลี่ยคิดเป็นแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ 13.59 ลิตรต่อคนต่อปี ไทยสูญเสียทางเศรษฐกิจกว่า 2.23% ของ GDP ประมาณ 70,000 ล้าน ในปี 2536 จากอุบัติเหตุจราจรอย่างเดียว หากนับความสูญเสียอื่นๆอันเป็นผลจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เช่น โรคตับ กระเพาะและการบาดเจ็บจากความรุนแรงที่แอลกอฮอล์มีส่วนเกี่ยวข้อง ตัวเลขดังกล่าวจะสูงกว่า แสนล้านต่อปี ผู้ดำเนินธุรกิจเบียร์สิงห์ ลีโอ และไทเบียร์ เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดเบียร์มูลค่า 100,000 ล้านบาท ในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมาติดลบ 14% โดยติดลบติดต่อกันมาเป็นเวลา 12 เดือนแล้ว และยอดขายเบียร์ของบริษัทมียอดขายติดลบ 6% เพราะได้รับผลกระทบจากปัญหาทางด้านเศรษฐกิจที่ชะลอตัว จึงส่งผลให้ผู้บริโภคลดการบริโภคเบียร์ลง ไม่ใช่ค่านิยมในการลดละเลิกดื่มซึ่งเป็นผลจากการรณรงค์

สวัสดีครับ ดีเจ.....มาพบกับทุกท่านในรายการเรื่องเล่าชาวเกษตร เป็นประจำ ทุกวันอังคารบ่ายโมงถึงบ่ายสองโมง ได้ตื่นเต้นเป็นที่สนอกสนใจกับปฏิทินนางแบบนู้ดโฆษณาเบียร์ยี่ห้อหนึ่ง  ใครๆก็บอกว่าโป๊จริงรึเปล่า สมควรหรือไม่สมควรน่าจะเอามาแจกกันช่วยดูช่วยพิจารณากันนะ อิ อิ ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนก็ชอบดูอะไรที่สวยๆงามๆยิ่งห้ามยิ่งอยากดู ผิดถูกอย่างไรแล้วแต่มุมมอง แต่ฝากไว้ว่าถ้าจะห้ามแจกปฏิทินแนวนี้ ก็ควรจะห้ามดาวน์โหลดภาพวาบหวิวลงมือถือที่โฆษณาอยู่ตามปกหนังสือด้วยนะครับ ดีไม่ดีลามาอนาจารกว่า คือว่าถ้าบังคับใช้ก็ควรจะเสมอภาคกันในทุกสื่อโฆษณา แต่วันนี้อยากจะนำเสนอเรื่อง ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร เกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ว่ามีต้นกำเนิดอย่างไร ดีกรีแรงแค่ไหน ใช่ว่าจะมาส่งเสริมดื่มกันในเทศกาลอย่างนี้นะครับ แต่ก็ให้ประดับเป็นความรู้ไว้ เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัวและพบเห็นได้ในเทศกาลเฉลิมฉลองใหญ่โตทั่วโลก แต่เดี๋ยว พักฟังเพลงเพราะๆกันก่อนนะครับ แล้วจะกลับมาคุยกันต่อ

กลับมาคุยกับเรื่องเล่าชาวเกษตรกันต่อครับ ถ้าทำแอ๊บแบ๊ว ว่าความหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์คืออะไร มีความหมายที่ระบุไว้ในสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 27 บอกไว้ว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หมายถึงเครื่องดื่มที่มีเอทิลแอลกอฮอล์ผสมอยู่ ได้แก่ สุรา และเมรัย แอลกอฮอล์มีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง ผู้ที่กินเหล้าในปริมาณไม่มาก จะรู้สึกผ่อนคลาย เนื่องจากแอลกอฮอล์ไปกดจิตใต้สำนึกที่คอยควบคุมตนเองอยู่ แต่เมื่อกินมากขึ้นก็จะกดสมองบริเวณอื่นๆ ทำให้เสียการทรงตัว พูดไม่ชัด จนแม้กระทั่งหมดสติในที่สุดเครื่องดื่มชนิดนี้ผลิตจากวัตถุดิบที่มีส่วนประกอบของน้ำตาลมาหมัก และเติมยีสต์ลงไปเพื่อให้ยีสต์กินน้ำตาลที่อยู่ในวัตถุดิบ และเปลี่ยนให้กลายเป็นแอลกอฮอล์

ประเภทของเครื่องดื่มที่แอลกอฮอล์ผสม
แบ่งได้หลายประเภทได้แก่
1. แบ่งตามกรรมวิธีในการผลิต
1.1 สุราแช่หรือสุราหมัก(Fermentation) คือ สุราที่ได้จากการหมักวัตถุดิบ กับราและ/หรือยีสต์ ไม่ได้กลั่นและรวมถึงสุราแช่ที่ได้ผสมกับสุรากลั่นแล้ว แต่ยังมีแรงแอลกอฮอล์ไม่เกิน 15 ดีกรี เช่น ไวน์ แชมเปญ สาโท อุ กระแช่ น้ำตาลเมา สาเก ไวน์คูลเลอร์ สปาร์คกลิ้งไวน์ เบียร์ เป็นต้น
1.2 สุรากลั่น(Distillation) คือ การนำเอาสุราแช่มากลั่น เพื่อให้ได้แอลกอฮอล์ที่สูงขึ้น และรวมถึงสุรากลั่นที่ผสมกับสุราแช่แล้ว แต่มีแรงแอลกอฮอล์เกินกว่า 15 ดีกรี เช่น วิสกี้ บรั่นดี คอนยัค วอดก้า จิน รัม ตากีล่า เหล้าขาว ลิเคียว เป็นต้น
2. แบ่งด้วยขั้นตอนในการเตรียมการก่อนดื่ม
2.1 เครื่องดื่มที่สามารถดื่มได้ทันที(Ready to Drink) ไม่ต้องมีขั้นตอนในการปรุงหรือผสมอีก ได้แก่ ไวน์ บรั่นดี คอนยัค เบียร์ เครื่องดื่ม RTD (เช่น บาคาร์ดี้ สปาย) รวมทั้งเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ อื่นๆด้วย
2.2 เครื่องดื่มที่มีการเตรียมการก่อนดื่ม(Prepared Beverage) คือเครื่องดื่มที่ต้องมีการปรุงหรือผสมก่อนดื่ม เช่น วิสกี้ ค็อกเทล
3. แบ่งตามช่วงเวลาของมื้ออาหาร เนื่องจากชาวตะวันตกนิยมดื่มขณะรับประทานอาหาร
3.1 เคร่องดื่มก่อนอาหาร (Aperitif) ใช้ดื่มเพื่อดับกระหายหรือเรียกน้ำย่อย
3.2 ไวน์ ใช้ดื่มระหว่างมื้ออาหาร ควบคู่ไปกับการรับประทานอาหารแต่ละจาน
3.3 เครื่องดื่มหลังอาหาร(Digestif) มักเป็นเครื่องดื่มหรือเหล้าที่มีรสหวาน เพื่อช่วยในการย่อยอาหาร

ที่สนใจกันตอนนี้คือลานเบียร์ที่มาพร้อมกับลมหนาวเหมือนดอกเห็ดฉะนั้น คิดดื่มเบียร์แล้วก็กลัวอ้วน ก็ไม่ต้องกลัวเพราะอ้วนแน่นอน ว่ากันว่า เบียร์ 1 กระป๋องให้พลังงานเท่ากับไขมันราวๆ 2 ช้อนโต๊ะ ในโลกนี้ยังมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่อยู่หมวดเดียวกับเบียร์ได้แก่ สาเก ซึ่งถ้าจะเทียบกันแล้วนักดื่มชาวไทยบอกว่าเหมือนสาวสวยที่สวยคนละแบบ คือสวยแบบเซ็กซี่กับสวยแบบเรียบๆแต่ร้อนแรง

เยอรมันนีถือเป็นเจ้าตำรับของลานเบียร์ ตั้งแต่สมัยเจ้าบาวาเรีย นามว่า ลุดวิกที่1 ทรงเข้าพิธีสยุมพรกับพระนางเทเรซ่าแห่งแซกซอน ในการเฉลิมฉลองครั้งนั้นได้มีการประกาศให้มีการจัดเทษกาลเบียร์ขึ้นในเมืองมิวนิกอันเป็นเมืองเอกของบาวาเรียในวันที 2 ตุลาคม พ.ศ. 2353 จากนั้นมาเบียร์ก็กลายเป็นเครื่องดื่มที่ดื่นกันในเทศกาลเฉลิมฉลองต่างๆ

เบียร์เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดแรกของโลก เกิดขึ้นมาก่อนสุรา เป็นที่นิยมมาตั้งแต่ 6,000 ปีก่อนคริสตกาล วัตถุดิบที่ใช้ทำได้แก่ข้าว ซึ่งแล้วแต่ความนิยมของแต่ละท้องที่ เช่น ญี่ปุ่นใช้ข้าวเจ้า รัสเซียใช้ข้าวไร เยอรมณีและไทยใช้ข้าวบาร์เลย์ และข้าวโพดก็ใช้ทำเบียร์ได้กลิ่นของเบียร์มาจากดอกฮอป (Hop) ซึ่งเป็นไม้เลื้อยชนิดหนึ่ง ใส่เพื่อให้ได้รสขมอย่างอ่อนๆ ของเบียร์ ดอกฮอปที่ดีได้มาจากสาธารณรัฐเช็ก ขึ้นชื่อว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กินแล้วก็ต้องเมาแต่ที่แปลกใจกว่าเมื่อรู้ว่าคนที่ปรุงเบียร์แซ่บๆแล้วนำออกมาขายนั้นเป็นบาทหลวงในเยอรมันนี เพราะ คุณพ่อท่านจำเป็นต้องหาปัจจัยบำรุงโบสถ์วิหาร เท็จจริงประการใดนั้น ได้ข้อมูลมาจากคู่สร้างคู่สม ปีที่ 30 ฉบับที่ 659 บทความเรื่อง ควรรู้ไว้....ก่อนไปรับลมหนาวในเทศกาลลานเบียร์ เขียนโดยคุณเปรม เปรมเจริญ แต่อย่าหมายว่าบาทหลวงท่านจะทำเองดื่มเองเป็นอันขาด เบียร์มีหลายประเภทก็เลือกบริโภคได้ตามถนัด

ประเภทของเบียร์สามารถแบ่งได้ดังนี้
1. เอลเบียร์ (Ale Beer) มีสีดำอ่อนแต่ขมมาก เพราะใช้ยีสต์ประเภททอปยีสต์ในการหมัก มีกลิ่นของมอลต์ หมักด้วยอุณหภูมิที่สูงมากพอสมควร น้ำเบียร์จะข้นกว่าลาเกอร์เบียร์
2. ลาเกอเบียร์ (Lager Beer) เป็นเบียร์ชนิดหมักยีสต์นอนก้นจนกระทั่งได้เบียร์ที่ใส มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูง มีการผลิตจากมอลต์บางครั้งอาจใช้เมล็ดข้าวโพดแทนได้ สีของเบียร์จะไม่เข้ม แอลกอฮอล์จะค่อนข้างสูง เมืองไทยมีเบียร์ประเภทนี้มากที่สุด ผลิตมากในอเมริกา ตัวอย่างเบียร์ชนิดนี้ เช่น เบียร์ต่างๆที่มีขายกันในไทยทั่วไป (เบียร์สิงห์ ไฮเนเกน บัดไวเซอร์ คาร์ลส์เบอร์ก ช้าง) หากลดดีกรีแอลกอฮอล์ลงจะกลายเป็นไลต์เบียร์
3. สเตาต์เบียร์ (Stout Beer) หรือเบียร์ดำ เป็นเบียร์ที่มีสีดำเข้มข้น จัดเป็นเอลเบียร์ประเภทหนึ่ง แต่สเตาต์เบียร์มีรสชาติหวานกว่า มีกลิ่นฉุนของดอกฮอปและมอลต์ชัดเจน เป็นที่นิยมมากใน ชาวอังกฤษ สกอต ไอริช ในเมืองไทยราคาค่อนข้างแพง  วิธีการทำของอังกฤษที่คั่วมอลล์เสียจนเกรียมก่อนแล้วจึงนำไปหมักทำให้เบียร์กลายเป็นสีดำจากมอลล์ไหม้ไฟซึ่งเบียร์ชนิดนี้มีแอลกอฮอล์ต่ำกว่าชนิดอื่นๆ
4. พอร์ตเตอร์เบียร์ (Porter Beer) จัดเป็นเอลเบียร์ประเภทหนึ่ง แต่กลิ่นของดอกฮอปจะน้อยกว่า รสชาติคล้ายสเตาต์เบียร์ แต่มีรสหวานและมีฟองมากกว่า
5. บ็อกเบียร์ (Bock Beer) มีรสชาติเข้มข้น หวานนำนิดๆ ในเยอรมณีจะผลิตเบียร์ประเภทนี้มากอาหารต้านเมาเบียร์

นอกจากนี้ยังมีเบียร์สด เป็นเบียร์ที่ไขมาจากถังเบียร์โดยตรง หรือ ไลท์เบียร์ที่มีแอลกอฮอล์ระดับอนุบาล สีไม่เข้มและมีรสชาติจืดกว่าเบียร์ทั่วไป และไอซ์เบียร์ที่เป็นเบียร์น้องใหม่เกิดจากความไม่ตั้งใจในงานออกโตเฟสต์(เทศกาลกินเบียร์)ในปีหนึ่งที่ผู้จำหน่ายปล่อยให้เบียร์แข็งจัดจนเป็นน้ำแข็งเหลือแต่แอลกอฮอล์นอนก้นจึงทำให้เบียร์ชนิดนี้มีแอลกอฮอล์ที่เข้มข้นกว่าเบียร์อื่นๆ ประมาณว่าคงคล้ายๆเบียร์วุ้นในบ้านเรา
จะดื่มกันอย่างไร แต่อย่าลืมว่า เหล้าเข้าปากแล้วต้อง"เมาไม่ขับ"

ครับกลับมาเมา เอ๊ย มาฟังกันต่อถึงสถานการณ์น้ำเมาในบ้านเรา คนไทยดื่มจัดเป็นอันดับ 5 ของโลก เฉลี่ยคิดเป็นแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ 13.59 ลิตรต่อคนต่อปี

- มูลค่าโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงปี 2539 – 2544 เฉลี่ยสูงกว่า 2,000 ล้านบาทต่อปี

- อัตราตายต่อปีจากอุบัติเหตุจราจร ของไทยนั้นสูงกว่าเพื่อน โดยไทยตายเฉลี่ยปีละประมาณ 20 ต่อแสน ขณะที่ อินโดนีเซียประมาณ 15 ต่อแสน ศรีลังกาและอินเดียประมาณ 10 ต่อแสน และกลุ่มประเทศตะวันตก (อเมริกา ยุโรป) ประมาณ 5 ต่อแสน ในช่วงเวลาเดียวกัน (2539 –2544)

- ไทยสูญเสียทางเศรษฐกิจกว่า 2.23% ของ GNP ประมาณ 70,000 ล้าน ในปี 2536 จากอุบัติเหตุจราจรอย่างเดียว หากนับความสูญเสียอื่นๆอันเป็นผลจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เช่น โรคตับ กระเพาะและการบาดเจ็บจากความรุนแรงที่แอลกอฮอล์มีส่วนเกี่ยวข้อง ตัวเลขดังกล่าวจะสูงกว่า แสนล้านต่อปี

- การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ก่อให้เกิดผลกระทบทั้งในเชิงสุขภาพและสังคมในหลายด้าน ที่เห็นชัดเจนที่สุด ได้แก่ การที่ผู้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขับขี่ยานพาหนะ เป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุจราจรมากกว่าร้อยละ 50 ของที่เกิดทั้งหมด และเกี่ยวข้องกับการก่อความรุนแรงต่อครอบครัว และบุคคลอื่นๆ ในลักษณะของการก่ออาชญากรรม

คนไทยกับการบริโภคสุราในปัจจุบันนี้ดูได้จาก ข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า แนวโน้มการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของคนไทยเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ในแง่ของจำนวนผู้ดื่ม คนไทยดื่มสุราเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 2.6 แสนคน และในแง่ของปริมาณการดื่มที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และปัจจุบันพบว่า มีจำนวนคนไทยบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ราว 15.3 ล้านคน และคิดเป็นมูลค่าการบริโภค 125,000 ล้านบาทต่อปี

- คนไทยมีอัตราการบริโภคแอลกอฮอลล์ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยใน 10 ปีที่ผ่านมา จาก พ.ศ. 2535-2545 มีการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จาก 992 ล้านลิตร เป็น 1,926 ล้านลิตร

- อัตราการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อคนต่อปี เพิ่มขึ้นจาก 25.2 ลิตร ในปี 2535 เป็น 41.6 ลิตร ในปี 2545

- โดยเฉพาะเบียร์ มีการบริโภคเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า จาก 320 ล้านลิตร เป็น 1,222 ล้านลิตร หรือ จาก 8.1 ลิตรต่อคน เพิ่มเป็น 24.8 ลิตรต่อคน

- อายุของผู้ริเริ่มดื่มสุราครั้งแรก มีแนวโน้มไปสู่ผู้มีอายุน้อยลงเรื่อยๆ ขณะนี้กลุ่มผู้ริเริ่มดื่มสุราที่ใหญ่ที่สุด คือ กลุ่มวัยรุ่นอายุ 15-19 ปีซึ่งพบว่า ร้อยละ 46.9 หรือเกือบครึ่งหนึ่งเริ่มลองดื่มสุราแล้ว

- จากการวิจัยพบว่า ในช่วงเทศกาลเข้าพรรษาเมื่อปี 2544 มีผู้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถึงร้อยละ 11.8 ตอบว่า ตั้งใจงดดื่มสุราในช่วงเข้าพรรษา คือ ประมาณจำนวนผู้งดดื่ม 1.8 ล้านคน และมูลค่าการบริโภคลดลง 3,600 ล้านบาท

พิษของเหล้า เบียร์ นอกจากจะผิดศีลข้อ 5 ของความเป็นมนุษย์ในผู้ที่นับถือศาสนาพุทธแล้วการดื่มสุราทำให้ เกิดความประมาท เป็นตัวการทำให้เกิดอุบัติเหตุ เช่น อุบัติเหตุในการจราจร ตกจากที่สูง ถูกของมีคม อุบัติเหตุในโรงงาน ฯลฯ

2. ขาดความยั้งคิด ก่อการทะเลาะวิวาท ทำร้ายร่างกายในกลุ่มคนใกล้ชิด เช่น เพื่อนฝูง ภรรยา และลูก จนบานปลายเกิดความระหองระแหงจนถึงหย่าร้าง ครอบครัวล่มสลาย ที่สำคัญความรุนแรงยิ่งกว่านั้น คือ การมีเพศสัมพันธ์อันมิชอบ หลายรายนำเอดส์มาฝากภรรยาอีกด้วย

3. สร้างความทุกข์ให้ผู้อื่น โดยเฉพาะผู้ใกล้ชิด จะต้องกลืนน้ำตาด้วยความทุกข์ เศร้าหมอง หมดศักดิ์ศรี ขาดความนับถือและความมั่นคงทางจิตใจ

4. เพิ่มค่าใช้จ่าย สถิติค่าใช้จ่ายเฉพาะค่าเหล้าวันละ 80 บาทต่อวัน เท่ากับค่าของข้าว 1 วัน สำหรับครอบครัวเล็กๆ และเท่ากับค่าการศึกษาของลูก 1 คน

5. บั่นทอนสุขภาพ แอลกอฮอล์ในเหล้าทำลายอวัยวะทุกส่วนตั้งแต่ สมอง กระเพาะอาหาร ตับอ่อน ไต หัวใจ จนถึงอวัยวะเพศ ฯลฯ

มีงานทดลองทางวิทยาศาสตร์ถึงโทษของสุราดังนี้ครับ

เกียรติศักดิ์เป็นอาจารย์สอนวิทยาศาสตร์ เขาต้องการสอนนักเรียนชั้นประถม
5 ให้เข้าใจถึงโทษของสุรา
เขาจึงคิดการทดลอง ที่ง่ายแก่การเข้าใจ เพื่อสอนเด็กๆ ในห้องเรียน...
เกียรติศักดิ์เตรียมแก้ว 2 ใบ และ
หนอน 2 ตัว แก้วใบแรกใส่น้ำเปล่า ขณะที่แก้วใบที่สองใส่วิสกี้ 'เอาล่ะ
ครูอยากให้นักเรียนสังเกตดูหนอน
ตัวนี้อย่างใกล้ชิด' เกียรติศักดิ์พูด พร้อมกับหย่อนหนอนตัวแรก
ลงไปในแก้วที่บรรจุน้ำเปล่า...
หนอนตัวนั้นบิดตัวในน้ำเล็กน้อย และค่อยๆ ว่ายน้ำอย่างไม่ทุกข์ร้อนนัก
ไม่นานมันก็ว่ายมาเกาะแก้วไว้ได้
ก่อนจะค่อยๆ คืบคลานสู่ปากแก้ว ต่อจากนั้น
เกียรติ์ศักดิ์ก็บรรจงหย่อนหนอนตัวที่ 2 ลงในแก้ววิสกี้...
หนอนบิดตัวไปมาอย่างเจ็บปวด และค่อยๆ จมลงสู่ก้นแก้ว และตายในที่สุด
'ทีนี้ ไหนพวกเธอลองบอกซิว่า ได้อะไรจากการทดลองครั้งนี้'
เกียรติ์ศักดิ์ถามนักเรียน
ภาคภูมิ นักเรียนที่ชอบนั่งอยู่หลังห้องเสมอ ยกมือขึ้น
แล้วตอบอย่างฉะฉานว่า 'ถ้าเราดื่มวิสกี้บ่อยๆ เราจะไม่มีหนอนในท้องครับ!' แป๋ว

โอ้ เมื่อทราบลูกหลานของเราฉลาดและไร้เดียงสาเป็นขาวขนาดนี้ ก็อย่าใช้เด็กไปซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือดื่มเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีเลยนะครับ บางท่านถึงกับตั้งชื่อลูกเป็นอนุสรณ์ว่า เด็กชายเบียร์ กันเลยนะครับ เอาเถอะครับ ถ้าเลี่ยงไม่ได้ในงานเลี้ยงสังสรรค์ก็รับประทานอาหารรองท้องก็จิบเบียร์กันเสียหน่อยโดยอาหารต่อไปนี้ช่วยชะลอความเมา หรือดับความเมาให้ได้โดยเร็ว
เช่น ควรกินกับแกล้มปูท้องไว้ก่อนดื่ม อย่างแซนด์วิชทูน่า หรือปลาเส้นก็ยังได้ หรือว่าหาขาหมูหรือไส้กรอก ผักผลไม้  ไข่ตุ๋นหรือซุปไก่ สูตรเฉพาะอย่างกล้วยหอมปั่นใส่น้ำผึ้ง สูตรขับพิษก็ต้องว่านรางจืด ชงน้ำดื่ม
           ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาสังเกตว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการตั้งด่านตรวจจับผู้ขับขี่ที่มึนเมาสุราได้เริ่มตั้งด่านสกัดและแจ้งข้อมูลให้ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนได้ทราบว่า หากถูกจับในข้อหาเมาแล้วขับ จะมีโทษสูงตามลำดับความรุนแรงของอุบัติเหตุ ไม่เหมือนกับกฎหมายเก่าที่ผ่านมา ที่ไม่ว่าผู้ขับขี่รถจะเพียงแค่มีแอลกอฮอล์เกินกว่าปกติ หรือไปก่อเหตุชนคนตาย ก็มีโทษตามพ.ร.บ. จราจรทางบกเท่ากันคือ จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 2,000-10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลมีคำสั่งคุมประพฤติ ทำงานบริการสังคม 12-48 ชั่วโมง ถูกบันทึกคะแนน 40 คะแนน ยึดใบอนุญาตขับขี่ 15 วัน จะเห็นได้ว่ากฎหมายดังกล่าว ยังมีความปรานีต่อผู้กระทำผิดมาก เพราะศาลจะใช้ดุลพินิจตัดสินโทษอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือจะสั่งทั้งจำคุกและปรับก็ได้ แต่ในกฎหมายใหม่ที่บังคับใช้ในปีใหม่นี้ จะมีโทษในเรื่องของการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่เข้ามาด้วยเป็นคำสั่งที่มีผลในทุกกรณี ไม่ว่าจะเพียงแค่ขับขี่รถในขณะเมาสุรา หรือการขับขี่ในขณะเมาแล้วไปก่ออุบัติเหตุทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ซึ่งคำสั่งในเรื่องการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ก็จะมีระยะเวลายาวนานขึ้นตามระดับความรุนแรงของอุบัติเหตุ และศาลมีอำนาจตัดสินถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่เลยก็ได้ ซึ่งหมายถึงบุคคลนั้นจะไม่สามารถขับขี่รถได้อย่างถูกกฎหมายอีกต่อไป สำหรับคนที่มีอาชีพในการขับรถแล้วยิ่งต้องเพิ่มความตระหนักในเรื่องนี้เพราะมิฉะนั้นก็คือหมดหนทางทำมาหากินด้วยการขับรถเป็นการถาวร ซึ่งผลสำรวจจากประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วย(จากผู้ฟัง รายการ สวพ.FM 91 Traffic Pro จำนวน 5,719 คน) ในเรื่องมาตรการส่งประวัติผู้กระทำผิดกฎหมาย “เมาแล้วขับ” ไปยังหน่วยงานภาครัฐ บริษัทเอกชน หากได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย อันดับ 1 ประชาชน ร้อยละ 37.89 เชื่อว่า จะช่วยลดจำนวนผู้กระทำผิดกฎหมาย “เมาแล้วขับ” ลดจำนวนเหยื่อผู้บาดเจ็บ พิการ และผู้เสียชีวิต ร่วมถึงจะช่วยลดความสูญเสียต่อทรัพย์สินลงได้ ขณะที่ ร้อยละ 30.48 มองว่า จะเกิดความเสมอภาค และเท่าเทียมกันในสังคม ส่วนอันดับ 3 ร้อยละ 17.81 เชื่อว่า จะลดจำนวนนักดื่มสุรา หน้าใหม่ อายุน้อย เพราะกลัวประวัติเสีย อันดับ 4 มองว่า หน่วยงานภาครัฐ บริษัทเอกชน จะมีบุคลากรที่มีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับ และอันดับ 5 มองว่า เป็นการช่วยเสริมสร้างความอบอุ่น และให้เวลากับครอบครัวได้อีกทางหนึ่ง พ.ร.บ.จราจรทางบก พุทธศักราช 2535 กำหนดบทลงโทษผู้กระทำผิด ที่ขับขี่รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ ขณะที่มีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันต้องรับโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับตั้งแต่ 2,000-10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถูกบันทึกคะแนน 40 คะแนน ยึดใบอนุญาตขับขี่ 15 วัน และเมื่อศาลมีคำพิพากษา สั่งลงโทษแล้ว จะต้องถูกคุมประพฤติ ให้ทำงานบริการสังคม สาธารณประโยชน์ เป็นเวลา 12-48 ชั่วโมง ผู้ที่ดื่มสุราแล้ว ไม่สมควรขับขี่รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ เด็ดขาด เพื่อความปลอดภัยต่อตัวเอง และบุคคลอื่น  

ทั้งนี้ ก็เพราะทุกแขนงต่างเห็นถึงความสำคัญของ โครงการ รณรงค์ปลูกจิตสำนึกผู้ขับขี่รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ต้อง “เมาไม่ขับ” เพราะมีจุดมุ่งหมาย และวัตถุประสงค์เดียวกันคือ เพื่อให้ทุกตรอก ซอก ซอย ถนนทุกสายของเมืองไทยมีความปลอดภัย “ไร้คนเมา” จำนวนอุบัติเหตุ หรือเหยื่อผู้พิการ และความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับชีวิต และทรัพย์สิน ในความเป็นจริงไม่มีใครสามารถตีกรอบ หรือกำหนด ไม่ให้เกิดขึ้นได้ แต่หากทุกองค์กร ทั้งภาครัฐ และเอกชน จับมือกัน ทำให้ถนนทุกสาย “ปราศจากคนเมาสุรา” สิ่งหนึ่งที่เชื่อกัน คือจำนวน และความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ผู้พิการที่เกิดจากอุบัติเหตุ จะลดน้อยลงได้

ครับ ก่อนลาจากกันในปีนี้ คณะเทคโนโลยีการเกษตรของเรายังเปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่หากสนใจก็สามารถติดต่อขอใบสมัครได้ที่สำนักวิชาการและงานทะเบียน มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี อวยพรส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ให้ทุกคนทุกท่านประสบพบแต่ความสุขความเจริญในปีเสือทองที่จะมาถึง อย่าเจ็บอย่าจนทั่วทุกคนเทอญ โชคดีปีใหม่ครับ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่าชาวเกษตร



ความเห็น (10)

เขียนเมื่อ 
  • โอโหน่ากลัวมากๆๆ
  • มีโทษมากกว่าดีนะครับ
  • ไม่ได้ไปเพชรนาน
  • อาจารย์ทุกๆๆท่านสบายดีไหมครับ

เย็็นนี้ไปคลับไหนดี

เขียนเมื่อ 

blog นี้เป็นเบื้องหลังการสอนและการจัดรายการวิทยุ ยินดีที่มีประโยชน์กับผู้สนใจ และต่อไปจะได้ทำอ้างอิงให้ดีกว่านี้ค่ะ

ส่วนอาจารย์ทุกท่านสบายดีตามอัตภาพค่ะ

เขียนเมื่อ 
  • ตื่นเต้นนะเนี่ย
  • เคยเรียนกับอาจารย์ท่านนี้ครับ
  • 2.ผู้ช่วยศาสตราจารย์วรรณา    กอวัฒนาวรานนท์  วท.บ.  (ศึกษาศาสตร์ - เกษตร), วท.ม.  (เกษตรศาสตร์)  สาขาครุศาสตร์เกษตร  , Cert.in  Apprenticeship Program for Agricultural  Teachers (Israel), Cert.in  TQM (UNN-England)
  • สมัยก่อนได้ทุนไปเรียน
  • แต่ชอบภาษามากกว่า
  • ชีวิตเลยหักเหครับ
  • สมัยก่อนมีอาจารย์ ผศ พงศิลป์ หุยากรณ์ด้วยครับ
เขียนเมื่อ 
  • โอโห อาจารย์เพาะเลี้ยงก็ยังอยู่
  • .ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.บัญญัติ   ศิริธนาวงศ์  วท.บ. (วิทยาศาสตร์การประมง), วท.ม. (วิทยาศาสตร์การประมง), ปรด. (การจัดการการเกษตรฯ)

ศึกษาบทคัดย่องานวิจัยนำมาโพสท์บ้างนะครับ

กฎหมายจะศักดิ์สิทธิเมื่อผู้มีหน้าที่นำไปปฎิบัติอย่างเคร่งครัดและเข้มงวดอย่างเท่าเทียมกันทุกคน (รวมถึงผู้ใช้กฎหมายด้วย)ไม่ใช่เลือกปฏิบัติ   จะปรับมากหรือน้อยไม่สำคัญเท่าไร สำคัญที่ว่าผู้ขับขี่มีจิตสำนึกในกฎจราจรแค่ไหน   เห็นด้วยไหมจ๊ะ

ดีมาก ได้ความรู้เติมเต็มอีกพอสมควร ช่วงปีใหม่ ใครให้เหล้าถือว่าแช่ง (ตามที่เขาโฆษณาไว้ในทีวี) ผมมีขอแนะนำ ในแนวเกษตรอินทรีย์ คือ ในเหล้า มีการหมัก มีการดอง มีการใส่เชื้อ แล้วแต่ชนิดของมัน รู้อยู่แล้วว่า ดื่มไปแล้ว ทำลายสมอง ทำลายอวัยวะภายใน มีแต่โทษ จะเห็นว่าได้ประโยชน์ ตรงที่มาดองยา แค่จิบเจริญอาหาร (จิบมากก็เมาเหมือนกัน) นอกนั้นประโยชน์แทบจะมองไม่เห็น

ดังนั้นถ้าไม่ดื่ม ผมลองมาแล้ว (ผมมันเด็กแนวอนุรักษ์โลก) เอามันเทผสมน้ำ ในอัตรส่วน เหล้า 1 ต่อ น้ำ 30 ฉีดไล่แมลงกินใบผักดีมาก ถ้าให้เจ๊งไปอีก ผสมยูเรีย (ยูเรีย จริงๆ ที่คุณผลิตได้ สูตรนี้ ม.เกษตร เลยนะครับ อัตราส่วน ยูเรีย ใส่แค่ 5 ส่วน ของสูตรข้างต้น ) ตอนตวงยูเรีย นี่ ต้องดูให้ดีนะครับ ปกติ เขาให้ใช้ยูเรียที่ ออกมาแล้ว 3-6 เดือน ขึ้นไป นำมาใช้ได้ คือเชื้อโรค ตายหมดแล้ว แต่หากของท่านเอง ผมว่าใช้ได้เลย เพราะตัวเองย่อมรู้ว่า มีเชื้อโรค หรือไม่

คงแนะนำ แค่นี้ ครับ อยู่อย่างพอเพียง ไม่ต้องซื้อปุ๋ยน่ำ ทำเองได้เลย กับเหล้าที่ไม่ดื่ม.(ใครไม่ชอบ ก็ไม่ต้องว่ามานะครับ ของแบบนี้ แล้วแต่ใครชอบ)

-----------------------------------------------

เขียนเมื่อ 

อาจารย์พงษ์ศิลป์ ท่านเกษียณแล้วค่ะ ส่วนอาจารย์ท่านอื่นๆยังคงทำงานอยู่ ยินดีที่ได้พบศิษย์เก่าค่ะ ถ้าว่างก็มาแวะเยี่ยมเยียนกันได้

เขียนเมื่อ 

สูตรปุ๋ยน้ำไล่แมลงน่าสนใจ แต่ถ้าจะนำ"รี" "เรด" "แบลค " ของพ่อบ้านมาผสมน้ำฉีดไล่มดแมลงล่ะก็ สงสัยจะงานเข้าค่ะ เพราะได้ยินแว่วๆว่า "เมียตาย ไม่เสียดายเท่าเหล้าหก" ขอบคุณสูตรปุ๋ยดีๆนะคะ จะลองทำดู