เมื่อวันศุกร์ ผมได้รับเชิญจากคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ให้ไปพูดเรื่องโรคเด็กและพัฒนาการเด็ก ให้แก่ผู้ปกครองของเด็กในศูนย์เด็กเล็กของคณะฯ บรรดาท่านผู้ปกครองก็คืออาจารย์ในมหาวิทยาลัยนั่นเอง
นอกจากคุยกันเรื่องที่กำหนดแล้ว มีโอกาสได้แลกเปลี่ยนความเห็นกันว่า ถ้าผู้ปกครองเลี้ยงลูก โดยมีเมตตา กรุณา มุทิตา แต่ไม่มีอุเบกขา เด็กจะเติบโตขึ้นเป็นคนอย่างไร ความเห็นออกมาสองฝ่ายคือจะเป็นเด็กดี กับเป็นเด็กไม่ดี
อีกเรื่องที่ถือโอกาสพูดคือเรื่องหมวกกันน๊อค ที่จังหวัดพิษณุโลก ตำรวจจะเข้มงวดมาก จนประชาชนสวมกันเกือบร้อยละร้อย แต่สิ่งที่แปลกคือบริเวณมหาวิทยาลัย และรอบๆ มหาวิทยาลัย (ไม่ได้ระบุชื่อนะครับ) ไม่มีการใส่หมวกกันน๊อคเลย เหตุเพราะกลัวหาย ผมเคยถามอาจารย์ท่านหนึ่งว่าทำไมไม่ใส่ ท่านบอกว่า เขตมหาวิทยาลัยไม่ต้องใช้กฎหมายก็ได้ ผมฟังแล้วหวาดกลัว
คนเรียนมหาวิทยาลัยเมื่อจบไปก็จะเป็นบุคคลระดับนำของประเทศ น่าจะต้องฝึกให้มีระเบียบวินัย ทำผิดต้องรับผิด หากเรื่องง่ายๆ ไม่ฝึก เรื่องยากกว่านี้ เช่นการไม่ทุจริตเมื่อมีโอกาส ก็คงจะหวังไม่ได้ บ้านเมืองคงวุ่นวายไม่จบเป็นแน่
ผมฝากความคิดนี้ไว้กับท่านผู้ปกครองในวันนั้น
สวัสดีครับอาจารย์
เห็นด้วยครับว่า ทำผิดต้องรับผิด
แต่กฎหมายเมืองไทยมีอะไรมากมาย ที่แสดงให้เห็นว่าทำผิดแล้วไม่ต้องรับผิด
อย่างกรณีล้อมเขาลูกหนึ่งที่กำลังเป็นข่าว ^0^
เรื่องหมวกกันน็อค เป็นอีกเรื่องที่ทำให้ อัตตา ของผมทำงาน
ทั้งที่มันเคยช่วยชีวิตผม
แต่มีอีกหลายมุม ที่ผมเห็นต่างไป เช่น
1. ทำให้ทัศนวิสัยในการขับขี่ลดลง (อยากให้อาจารย์ลองเปรียบเทียบด้วยตนเอง)
2. การได้ยินลดลง
3. ทำให้เกิดโรคผิวหนังได้ง่าย
4. เป็นช่องทางหากินของบางอาชีพ
แต่ทั้งนี้ความเห็นที่แตกต่างนั้น มันช่วยสอนเราหลายอย่าง เช่น
1. เห็นความอยากเอาชนะของเรา
2. เห็นอารมณ์ขุ่นมัว ไม่เหมือนปกติ เมื่อมีผู้ขัดแย้ง
3. เห็นข้อ 1 และ ข้อ 2 ดับไป
4. เห็นการทำงานโดยอัตโนมัติของมัน บังคับไม่ได้
เลยอยากชวนอาจารย์ลองเอาหัวข้อแรงๆ มาคุยกันบ้างครับ ^^
ผมเคยใส่หมวกกันน๊อคแล้วขี่จักรยานยนต์ครับ ฮอนด้าดรีม
ขี่ได้ถึง ๑๑๐ กม/ชม (ขี่อยู่นานประมาณ ๑ นาที)
ตอนนั้นวิเคราะห์ว่าขี่เร็วเพราะ ๑) รู้สึกว่าปลอดภัย ๒) เสียงดังน้อยลง ๓) เสียงลมปะทะน้อยลง ๔) รถมันก็เร่งได้เรื่อยๆ
๕) ถนนว่างๆ อืม มันก็เร็วดีเนอะ แต่ห้ามพลาดครับ