Appreciative Inquiry เพื่อองค์กรแห่งการเรียนรู้ (35)

เมื่อเกือบร้อยปีก่อน ฟอร์ด เจ้าของบริษัทฟอร์ดที่ผลิตรถโมเดลที เป็นผู้ผลิตรถรถยนต์แบบครั้งละมากๆ เป็นรายแรก ต้องสติแตกกับปัญหาที่ เวลาคนขับรถยนต์ไปชนกันทีไร กระจกจะแตกเป็นลิ่มๆ จนปักคอคนโดยสารตายไปมาก (กระจกสมัยก่อนไม่แตกเป็นเม็ดเล็กๆ อย่างปัจจุบัน) ฟอร์ดจึงเรียกวิศวกร นักวิทยาศาสตร์ และบริษัทซัพพลายเออร์ชั้นนำในยุคนั้น แล้วขอให้พวกเขาช่วยกันคิดกระจกที่เมื่อรถชนกันแล้วจะไม่แตกเป็นลิ่ม แต่แตกเป็นเม็ดๆแทน ผู้โดยสารจะได้ปลอดภัย  ครับบุคลากรชั้นยอดของโลก ต่างส่ายหัวครับ ว่าเป็นไปได้ จะใช้เงินหมดโลกก็ไม่มีทางคิดค้นกระจกย่างนั้นได้ 

ฟอร์ดต้องสติแตก หมดหนทาง หลังจากไตร่ตรองอยู่พักหนึ่ง เลยลองโทรศัพท์ไปที่คณะวิศว ของม. มิชิแกน ไม่ได้โทรไปหาอาจารย์ด้วย แต่โทรไปบอกนักศึกษาปี 4  ที่กำลังจะทำ Project ก่อนจบ บอกว่าบริษัทจะให้ทุนสักประมาณ 100 ดอลล่าร์กว่าๆ เพื่อจะให้พวกเขาลองคิดกระจกที่ไม่แตกเป็นลิ่ม  แต่แตกเป็นเม็ดแทน โดยไม่บอกเด็กๆ ว่าเขาเคยขอให้วิศวกร นักวิทยาศาสตร์ และอาจารย์ชั้นหัวกะทิ แต่ไม่มีใครเชื่อว่าทำได้มาแล้ว

ครับได้ผล อีกสามเดือนกว่าถัดมา เด็กกลุ่มนี้ก็คิดได้ครับ  เด็กกลุ่มนี้เป็นคนคิดกระจกที่ไม่แตกเป็นลิ่มที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันนี่เองครับ คนรุ่นต่อรุ่นล้วนเป็นหนี้เด็กที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่กลุ่มนี้ครับ เห็นไหมครับ องค์กรของคุณอาจติดอยู่กับที่ไม่ไปไหน ลองถามเด็ก ถามคนนอกวงการดู อาจเกิดนวัตกรรมได้

 

เขียนสำหรับวันเด็กครับ  แม้กลุ่มตัวอย่างจะเลยเด็กไปหน่อย

 

ตอนนี้เป็นตอนที่สามที่ผมเขียนถึงวุฒิสี่อย่างคือ ชาติวุฒิ วัยวุฒิ คุณวุฒิ และปัญญาวุฒิ องค์กรเราอาจยังอยู่กับที่ไม่ไปไหน เพราะเราทำอะไรตามวัยวุฒิ คุณวุฒิ  ลองคบ ลองถามคนที่หลากหลายดูอาจได้คำตอบที่ดีกว่าครับ อย่าอยู่กับคนกลุ่มเดียวกัน อาชีพเดียวกัน วัยเดียวกันเกินไป