หลังจากแต่ละคนกลับไปใช้ชีวิตตามภูมิลำเนา วันนี้ก็เป็นวันที่ใคร ๆ หลาย ๆ คนกลับเข้ามาเมืองหลวง วันนี้ (3 ม.ค.53) หนูนัดเจอเพื่อนเก่าและแฟนของเขา ที่ The mall ติ๋วสำรวจใจตนเอง
ใจบางที่ก็สบาย ๆ แต่ก็เห็นแว๊บของความรู้สึกอยากมีความรักบ้าง รับรู้ได้ถึงแรงบีบคั้น พยายามอยู่กับลมหายใจ แล้วก็คุยธรรมดา อย่างปกติ สลับกับดูใจตนเองไปเรื่อย ๆ
ติ๋วรู้สึกว่าการอยู่ในที่ ๆคนเยอะ ๆ ทำให้หนูรู้สึกอึดอัด ทำให้นึกย้อนในตนเองว่า
เมื่อก่อนหนูอยู่กับความบีบคั้นอย่างนี้ได้ยังไง?
เพราะเหมือนเมื่อก่อน เที่ยวห้าง เดินห้างเป็นการผ่อนคลาย หลังจากทำงานหนัก หรืออ่อนเพลีย พอนึกดี ๆ กลับกลายเป็นว่า
เปล่าเลย ความรู้สึกอึดอัดแบบนี้ก็มีแต่ติ๋วเองไม่เคยเห็น สิ่งที่ปรากฏเมื่อก่อน คือกลับจากห้างก็จะเป็นเหนื่อย ๆ ง่วง ๆ หลับเป็นตาย คงเป็นความรู้สึกอึดอัดเครียด ๆ แบบนี้แน่ ๆ
วันนี้ก็ไม่ได้หมายถึงว่าติ๋วอยู่กับสิ่งแวดล้อมนี้ได้สบาย ๆ ค่ะ แค่พยายามอดทน ทำใจ เพราะยังไงก็เลือกไม่ได้แล้ว เพราะเดินมาแล้ว
ยิ่งตอนที่ก้าวออกจากหอรอรถไปหาเพื่อน ใจหนูนี่อยากจะวิ่งกลับไปอยู่หอ แต่ก็อดทนบอกตนเองว่า ต้องฝึกอยู่อย่างมีสติ อย่างที่ครูสอนว่า
ให้เราใช้ชีวิตเหมือนเดิม แต่ไม่เหมือนเดิม เหมือนเดิมคืออะไรหล่ะ เคยไปไหนก็ไป ไม่เหมือนเดิมคือไปอย่างมีสติรู้ตัว
ช่วงแยกเดินซื้อของ ใจหนูอยากได้โน่นอยากได้นี่ ความอยากมันฉุดรั้งให้หยิบโน่นนี่ มานั่งดู ก็น่าจะเหนื่อยใจ เพราะมันฉุดไปโน่นที ไปนี่ที รู้ตัวก็เอาไปวาง ต้องพิจารณากันจิง ๆว่า ที่ติดมือกลับมานี่ สมควรหรือ จำเป็นต้องซื้อ จริง ๆ เหรอ หนูรู้สงสารตนเองค่ะ ความอยากมันแรง แฮะ ๆ
บอกไม่ถูกเหมือนกันค่ะ ถ้าเทียบกัน ใจที่ติ๋วอยู่สบาย ๆ ชิว ๆ ในห้อง ใจสบายกว่า มีสติ แต่พอออกมา ใจเป็นแกว่ง ๆ เหมือนหนูต้องพยายามประคองสติ
ตอนกลับมาที่ห้อง ใจก็รู้สึกนึกถึงครูอยากจะโทรหา แต่ก็บอกตนเองว่า ต้องเผชิญมันให้ได้ นี่แค่บททดสอบแรก ๆ หลังจากที่อยู่คนเดียวนาน ๆ ใช้ชีวิตที่สงบ ๆ มานาน

ธรรมะสวัสดียามเช้าเนาะ..
ปรากฏการณ์รอบข้างนี่แหละคือบททดสอบแห่งวิชาชีวิตอย่างแท้จริง
อยากรู้รู้เท่าทันอย่างมีสติแล้วละก็..อย่าบังคับใจอย่ากักขังใจในคุกแห่งความคิดของเรา
แต่ให้ใจได้เรียนรู้กับปรากฏการณ์นั้นๆอย่างนิ่มนวล
..คิดเป็นสายลับจะจับโจรต้องตามให้ถึงรัง
แล้วจะได้ของกลางเป็นหลักฐานมัดตัวมันได้
หากจับขู่เข็ญบังคับเสียกลางทางอาจไม่ได้อะไรจากโจร
ซ้ำอาจโดยหลอกให้ไขว่เขวหลงทางก็เป็นได้
ทุกคนไม่ชอบต่อการบังคับขืนใจ
เฉกเช่นกิเลสทั้งหลายต้องพยายามตามรู้ให้ถึงรังของมัน
แล้วจะรู้ว่าที่แท้ว่างเปล่าไม่มีอะไรจริงๆ
พระพุทธองค์ตรัสว่า..ยถาภูตํ ปชานาติ
..ตามรู้ประคับประคองไปตามความเป็นจริงที่ปรากฏให้ถึงต้นตอให้จงได้..
จงพยายามสาดแสงแห่งสติให้ได้สัมผัสกับปรากฏการณ์ต่างๆในชีวิตอย่างนิ่มนวล
แล้วโอบกอดไว้เพื่อแปรเปลี่ยน
ตามกำลังแห่งสติปัญญาที่ได้ฝึกฝนอย่างงดงาม..
โอบกอดอุ้มรับเพื่อสาดแสงแห่งสติแล้วจะรู้ว่า
..มันเป็นเช่นนั้นเอง..
สาธุๆๆขอรับ
ดาวเองแต่ก่อนก็ชอบเดินห้าง เดินดูของนั่นนี่ แล้วก็ซื้อติดไม้ติดมือมาเยอะแยะทั้งๆ ที่มันก็ไม่ได้จำเป็นอะไร แต่เดี๋ยวนี้พอไปห้าง ความอยากได้มันลดลง...เสื้อผ้าที่วางขาย เห็นแล้วก็สวยดี แต่พอนึกว่า ที่มีอยู่ก็ใส่ไม่หมดแล้ว ของกินน่าอร่อยมากมาย แต่ที่เหลืออยู่ในตู้เย็นยังไม่ได้กินเลย พอคิดอย่างนี้แล้วเลยไม่คิดอยากได้ ไม่รู้จะซื้อมาทำไมอีก เพราะมันเกินความจำเป็น
เริ่มเข้าใจคำว่าใช้ชีวิตเหมือนเดิม แต่ไม่เหมือนเดิม มากขึ้น
ขอบพระคุณสำหรับบันทึกดีๆ นะคะ
แล้วก็สาธุ กับคอมเมนต์แนะนำดีๆ จากท่านธรรมฐิตค่ะ...กำลังเรียนรู้ปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตเจ้าค่ะ
กราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ ท่านธรรมฐิต
ที่เมตตา
ขอบคุณจ๊ะ หมอดาว blue_star
ที่มาแลกเปลี่ยน
ดีครับ...........ดีมากเลยครับบบบบบบบบบบ