ความจริงวันนี้ตั้งใจจะพาครอบครัวกลับบ้านสตูลครับ แต่สุดท้ายก็ได้รับข้อความผ่านทาง facebook ว่าวันนี้ต้องเข้าร่วมประชุมกับรองอธิการบดี 3 ท่านพร้อมด้วย ผอ.สนอ. (ซึ่งคนหลังนี้ ทำผมสงสัยครับ เนื่องจากหลายเดือนมาแล้วยังไม่เห็นว่า ผู้บริหารคิดจะตั้งใคร คิดว่าผมคงตกข่าวกระมั่ง) เลยต้องยกเลิกแผนครับ เพื่อเข้าร่วมประชุมแทน

ก่อนมีคำเชิญเข้าร่วมประชุม ก็พอจะทราบข่าวแล้วครับว่า เดือนกุมภาพันธ์นี้จะต้องกลับไปทำงานแล้ว ในภาระหน้าที่ใหม่ และที่ประชุมคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยรับทราบถึงข้อเสนอของผมที่ต้องการให้มีการปรับโครงสร้างการทำงานบางอย่างเพื่อให้การทำงานในโอกาสต่อไปทำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ที่ทราบมาคือ แนวคิดนี้ยังมีคำถามอยู่อีกหลายข้อ ซึ่งผมต้องเป็นคนชี้แจงเอง แต่คนแจ้งข่าวบอกว่า น่าจะเป็นเดือนหน้าที่ผมต้องเข้าชี้แจง ไม่นึกว่าเป็นวันนี้เลย

วันนี้เลยนำเสนอให้กับรองอธิการบดีทั้งสามท่านครับว่า ในมุมมองผมแล้ว อะไรคือปัญหาของการประกันคุณภาพของมหาวิทยาลัย ซึ่งตัวสำคัญเลยคือ คำว่า "ระบบการประกันคุณภาพภายใน" ที่เราสร้างขึ้นไม่สอดคล้องกับการทำงานจริงของเรา ทำให้ไม่สามารถใช้ได้จริงๆ เมื่อระบบไม่พร้อม เครื่องมือไม่เกิด มันจึงตกอยู่ในสภาพ คนทำงานก็ทำ แต่คนประเมินไม่สามารถเข้าถึงสิ่งที่คนทำงานอยู่ได้ (ไม่ต้องพูดถึงว่า คะแนนจะได้เท่าไร) ทำงานไปก็ไม่เข้าตากรรมการ ว่างั้นเถอะครับ

ต่อมาคือ โครงสร้างคณะกรรมการชุดต่างๆ กลายเป็นอุปสรรค์ในการผลักดันนโยบายหรือวิธีการใหม่ๆ องค์ความรู้ของคนทำงานต่อการประกัน ทำให้งานบางอย่างไม่เกิด ทั้งๆ ที่ทุนเดิมที่มีอยู่มันเยอะมาก (อันนี้ยังไม่ได้ยกประเด็นบางอย่างให้ท่าน กลัวเรื่องยาว)

การไม่พูดความจริง การมองข้ามปัญหา ทำให้เมื่อเกิดปัญหาแล้ว ไม่มีใครสามารถเข้าช่วยได้ ที่สำคัญเราเองปฏิเสธองค์ความรู้จากภายนอกที่ต้องการจะเข้ามาช่วยเรา โดยผู้รับผิดชอบพยายามจะบอกว่า เราทำได้ เราแก้ปัญหาได้ ทั้งๆ ที่เรากำลังจะจมน้ำแล้ว ประเด็นนี้เป็นคำถามของท่านรองอธิการบดีฝ่ายบริหารครับ ถามผมว่า ผมคิดอย่างไร คำตอบของผมคือ องค์ความรู้เหล่านี้สำคัญกับเรามากครับ เนื่องจากเครื่องมือการประกันของเราตอนนี้ไม่มี หากเราไปเริ่มทดลองสร้างใหม่คิดว่า ช้าไม่ทันกาล มีทางเดียวคือ เรียนรู้จากคนอื่นเพื่อมาพัฒนาเรา ถามว่า มีคนภายนอกอยากช่วยเรามัย คำตอบคือ เยอะครับ หลายท่านพูดเสนอตัวมาเลยว่า จะมาช่วย หากเราเอ่ยปากบอกไป ซึ่งก็ต้องแปลกใจที่คนรับผิดชอบก่อนปฏิเสธ

อีกหนึ่งคำถามคือ บทบาทของผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยต่อการประกันคุณภาพต่อไปควรอยู่ตรงไหน? แน่นอนครับ หัวไม่ขยับ ห่างไม่กระดิกแน่นอนครับ นโยบายต้องชัด การขับเคลื่อนทุกหน่วยงานต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกันครับ

สุดท้ายคือ ผมจะเริ่มทำอะไรก่อน อันนี้ตอบไม่ยากครับ ปรับแผนการทำงาน สร้างข้อตกลงร่วมกันก่อน แล้วกระบวนการอื่นๆ จะตามมาต่อจากนั้นครับ เนื่องจากผมเพิ่งมั่นใจว่าผมต้องมารับผิดชอบตำแหน่งนี้ครับ ผมยังไม่เห็นรายละเอียด แต่ผมคิดว่าต้องเริ่มอันนี้เป็นอันดับแรก เพราะเท่ี่าที่เรียนรู้จากบางคณะจากมหาวิทยาลัยอื่นๆ ที่ไม่ผ่าน พบว่าประเด็นเกี่ยวกับแผนเป็นประเด็นแรกๆ ที่สร้างความล้มเหลวในการประกัน

ที่เป็นประเด็นคุยทั้งหมด ไม่ใช่หน้าที่หลักที่ผมจะไปรับผิดชอบครับ แต่บังเอิญเป็นประเด็นใหม่ที่ผมเสนอความคิดเห็นผ่านผู้บริหารท่านหนึ่งไปว่า จนถึงตอนนี้แล้ว เราจะรออะไรอีก? การปรับโครงสร้างเป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นครับ และผมคิดว่า โมเดลผมก็น่าจะเป็นโมเดลหนึ่งที่พอจะรับฟังได้ ซึ่งสุดท้ายท่านรองอธิการบดีทั้งสามท่านก็เห็นด้วยครับ

แต่ตอนนี้ก็กลายเป็นปัญหาเล็กๆ น้อยๆ สำหรับผมครับ อันเนื่องจากงานมาแล้ว ต้องเดินงานแล้วครับ ซึ่งบางอย่างต้องนำเสนอในที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยในเดือนหน้า แต่ผมยังไม่มีออฟฟิศ ไม่มีทีมงาน ซึ่งสภาพนี้เพิ่งเกิดขึ้นครั้งหนึ่งแล้วครับในเดือนนี้ จากการไปเป็น ผช.เลขานุการ กพว. ดีว่าท่านเลขาฯ ท่านรับผิดชอบบัณฑิตวิทยาลัย เลยไปยึดเก้าอี้รับแขกและเจ้าหน้าที่ของบัณฑิตวิทยาลัยทำงานไปก่อน ฮา