สังคมของหมู่บ้านซำรู้  ซึ่งเป็นชุมชนที่โรงเรียนตั้งอยู่  ผู้คนส่วนใหญ่จะไปทำงานเป็นกรรมกรก่อสร้าง ลูกจ้างขายแรงงาน หรือทำงานโรงงานในเมืองใหญ่เช่น ในจังหวัด  ต่างจังหวัดและกรุงเทพมหานคร  ทอดทิ้งลูกเล็กเด็กแดงไว้กับคนแก่คนเฒ่า ญาติข้างเคียง หรือบางส่วนเด็ก ๆ ถูกทอดทิ้งให้อยู่ตามลำพัง 

           ปัญหาที่พบเห็นก็คือเด็กขาดความรัก  ขาดความอบอุ่น  ขาดคนดูและเอาใจใส่หรืออบรมให้เป็นคนดีของสังคม  มีความเป็นอยู่แบบขัดสน ตามมีตามเกิด พ่อแม่บางคนเมื่ออยู่ห่างไกลลูกก็จะชดเชยลูก ๆ ด้วยการตามใจอยากได้สิ่งใดก็หาให้  โดยไม่คำนึงว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นอันตรายต่อเด็กและเยาวชน  ที่เห็นได้ชัดก็คือโทรศัพท์มือถือ  ราคาไม่แพงทำให้หลาย ๆ คนสามารถซื้อได้ง่าย  รวมทั้งของเล่นเช่นเกมกด เกมวิดิโอ เครื่องเล่นเพลงรูปแบบต่าง ๆ รวมไปถึงรถมอเตอร์ไซค์

          เมื่อถึงฤดูเทศกาลพวกที่จากไปก็จะกลับมาเยี่ยมบ้าน  มาพร้อมกับกระแสนิยมที่เปลี่ยนแปลงอย่างตามไม่ทัน  ผู้ชายจะสูบบุหรี่ ดื่มเหล้าหรือเบียร์ เล่นการพนัน ขับมอเตอร์ไซค์ผาดโผน หวาดเสียว ทำเสียงดังรบกวนชาวบ้าน เป็นที่เดือดร้อนของสังคม   และการแต่งกายที่แปลก ๆ ล้ำยุค  ส่วนผู้หญิงก็มีพฤติกรรมไม่แตกต่างกับผู้ชาย นิยมดื่มของมึนเมา เล่นการพนัน สูบบุหรี่ ตามด้วยการนุ่งสั้น ไม่ปกปิดสัดส่วนของร่างกาย  ทรงผม สีผม การแต่งหน้าทาปากที่ฉูดฉาด  มีคู่ควงซึ่งเป็นคนต่างถิ่นมาเดินอวดผู้คน  สรวลเสเฮฮาแบบไม่รู้คุณค่าของชีวิต

        กระแสนิยมดังกล่าว  มีแต่เพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ ไม่มีวันที่ใครจะไปหยุดยั้งได้   นับว่าเป็นปัญหาต่อการเลียนแบบของเยาวชนหรือนักเรียนที่อยู่ในโรงเรียนอยู่เสมอ   แม้ว่าโรงเรียนจะมีกฏระเบียบขึ้นมาเป็นกรอบ  แต่ก็สามารถป้องกันได้บ้างเป็นบางกรณี   ไม่ยั่งยืนถาวรเพราะไม่ได้สร้างความตระหนักให้เกิดขึ้นกับนักเรียนในการให้นักเรียนได้ปฏิบัติจริง

         อีกไม่กี่วันก็จะเข้าสู่เทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ วันเด็ก วันครู วันวาเลนไทน์ เป็นต้น เทศกาลเหล่านี้อาจจะทำให้นักเรียนหลงใหลรับเอาแบบอย่างที่ไม่พึงประสงค์หรือค่านิยมที่ไม่เหมาะสมได้โดยง่าย  นำแบบอย่างดังกล่าวมาปฏิบัติ  ซึ่งโรงเรียนได้จัดกิจกรรมอบรมสร้างความตระหนักตลอดมา

        ครั้งนี้นักเรียนมีกิจกรรมที่ได้ปฏิบัติจริง  เกิดความความคิดริเริ่มของนักเรียนร่วมกันสร้างสรรค์ และพอใจที่ได้มีกิจกรรมนี้  ตามที่เล่าในบันทึกก่อนหน้านี้  ๕๕๓.เด็กเล่นเป็นผู้ใหญ่ไม่ใส่ใจวันวาเลนไทน์  สังเกตว่านักเรียนให้ความสำคัญและสนใจกับกิจกรรมของผ้าป่าจิตสาธารณะเพื่อน้องเป็นอย่างมาก

       วันนี้ได้ Homeroom  ฉันได้สอบถามและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักเรียน  เกี่ยวกับเรื่องข้างต้น  ทำให้ทราบว่า .. "นักเรียนยอมรับว่ามีความเปลี่ยนแปลง และค่านิยมที่หลั่งไหลเข้ามาในหมู่บ้านของเขา  มากมาย  และบอกว่าหากครูไม่สร้างจิตสำนึกหรืออบรมให้ตอนนี้ พวกเขาอาจจะหลงกับสิ่งเหล่านั้นและเลียนแบบได้ง่าย ๆ เพราะพวกเขาเป็นวัยรุ่นและอาจลืมตัวได้ง่าย  อีกประการหนึ่งเพราะพ่อแม่ไม่ได้บอกหรืออบรมเหมือนครู  เนื่องจากเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา" นอกจากนี้นักเรียนได้รู้และเข้าใจว่าวัฒนธรรมประเพณีของชาวตะวันตกหรือของชาติอื่น ๆ นั้น เป็นการเรียนรู้เพื่อเข้าใจวัฒนธรรมและสังคมของชาวโลกเท่านั้น  นักเรียนจะต้องรักษาประเพณีและจรรโลงวัฒนธรรมไทยเพราะเป็นคนไทย  รวมทั้งการรักษาดูแลสังคมในชุมชนที่นักเรียนอยู่

          ถ้าหากไม่มีกิจกรรมปลูกจิตสำนึกเพื่อต้านกระแสนิยมหรือความเปลี่ยนแปลงทางสังคมเหล่านี้  หรือเพียงเพื่อบอกกล่าว ห้ามปราม อบรมเท่านั้น  อาจจะสายเกินไปที่จะมาตามแก้ปัญหา  นี่คือคำตอบที่เฉลยให้กับ ผู้ที่สนใจใคร่รู้ความเป็นมาของการจัดกิจกรรมผ้าป่าจิตสาธารณะเพื่อน้องของนักเรียน ที่ได้จัดขึ้น