คนมีลูก ก็จะเฝ้าทนุถนอมกล่อมเกลี้ยง ปลุกปั้นให้ลูกเป็นคนดี ให้ได้รับการศึกษา และเมื่อมีอายุที่สมควรก็จะจัดการแต่งงานให้ลูกมีครอบครัวที่สมบูรณ์ นั่นคืองานในหน้าที่ของพ่อแม่

         ลูกผมอายุย่าง ๒๙ ปี แล้ว ผมเห็นว่าลูกมีอายุมากพอสมควรที่จะมีครอบครัวได้แล้ว เพราะตอนที่ผมกับคุณแอ๊ดแต่งงานนั้นอายุยังไม่ครอบ ๒๕ ปีดีเลย คุณพ่อก็ยังไม่อยากให้แต่งเพราะยังเรียนเนติบัณฑิตไม่จบ แต่ในที่สุดก็ยอมเพราะผมให้คำมั่นสัญญาว่าผมจะเรียนเนติบัณฑิตให้จบในสามปี

         ก่อนที่ผมจะสอบเนติบัณฑิตได้ คุณแอ๊ดก็ท้องเมื่อคลอดลูกออกมาเป็นผู้ชายจึงตั้งชื่อว่า”เนติกร” ชื่อเล่นว่า “เนติ์” และในปีนั้นเองผมก็สอบเนติบัณฑิตได้

         ก่อนมาถึงวันนี้ เนติ์กับหนอม(เจ้าสาว)เขารักกันมาแปดปีแล้ว อยู่ในสายตาของเราตลอด ไปเที่ยวด้วยกันที่เชียงใหม่ หนอมมาเที่ยวที่ภูเก็ต เราก็ให้เกียรติฝ่ายหญิง ดูแลลูกเขาอย่างดี มั่นใจว่าเขาเข้ากันได้ แม้จะมีเรื่องระหองระแหงกันบ้างตามประสาของคนที่คิดตามที่ตัวเองคิดและเป็นไปตามวัย แต่เขาก็ปรับตัวเข้าหากันได้เป็นอย่างดี จึงเห็นว่าเขาคงอยู่กันจนถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร จึงไปสู่ขอให้

         ฝ่ายเจ้าสาวไม่ได้เรียกสินสอดทองหมั้นอย่างเป็นทางการกับเรา คุณแม่ผมไปด้วยพูดกับฝ่ายสาวว่า “บ้านเราไม่เรียกกัน” หมายถึงว่าประเพณีฝั่งพังงาภูเก็ตเขาไม่นิยมเรียกสินสอดทองหมั้น เพราะผู้ใหญ่จะจับตาดูเด็กทั้งสอง ดูว่าจะอยู่ด้วยกันได้ไหม รู้จักช่วยกันเก็บเงินหรือเปล่า รู้จักทำมาหากินกันไหม ถ้าเป็นที่พอใจของฝ่ายเจ้าสาวเขาก็จะไม่เรียกร้องอะไร ฝ่ายเจ้าสาวของเนติ์ไม่เรียกร้องอะไรเป็นทางการ แต่ขอให้สมเกียรติเท่านั้น ทราบมาว่ากระซิบทางเนติ์ว่า ขอทอง ๕ บาท เงินสดสี่แสนสี่หมื่นเก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบบาท เราก็ไม่ขัดข้องเพราะฝ่ายเจ้าสาวก็รู้ดีว่าครอบครัวเราเป็นครอบครัวข้าราชการเรียกร้องเงินทองมากก็ไม่มีจะให้เงินทองที่เรียกก็เรียกเป็นพิธีเท่านั้นเขาจะคืน  โดยจะคืนสามแสนบาท อีก ๑ แสนบาทพ่อแม่เจ้าสาวจะเอาไว้รับไหว้น้องเนติ์ ที่เหลือให้ขอไว้เป็นค่าน้ำนมสี่หมื่นเก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบบาทเท่านั้น เราก็รู้สึกดีต่อกัน ส่วนทองหมั้นที่เขาขอผ่านเนติ์เป็นทอง ๕ บาท เราก็ซื้อแหวนหมั้นฝังเพชรขนาดพอเหมาะมือเจ้าสาว กำไลทอง ตุ้มหูทองคำฝังเพชร และสร้อยคอทองคำ แล้วเตรียมกำไลข้อมือฝังเพชรให้เจ้าสาว ๑ อัน

        ส่วนของรับไหว้น้องเนติ์บอกได้อย่างไม่อายว่าเอาทองที่ให้เนติ์เมื่อตอนเรียนจบ (๑ บาท) ไปซื้อทองเส้นใหม่เป็นสองบาท  กับพระเครื่องหลวงพ่อทวดหลังเตารีด บังเอิญเจอองค์ตอกเลข ๗๒๔ ซึ่งเป็นเวลาเกิดน้องเนติ์ (๑๗.๒๔)จึงบูชามาให้น้องเนติ์เป็นของขวัญแต่ก็หลายปีมาแล้ว ส่วนตลับทองคำฝังเพชรรัสซียนั้นเพื่อนให้มานานมากแล้ว คบกันได้สี่ห้าปีอยู่ๆเขาก็ถามว่ารักพระองค์ไหนมาที่สุด ผมบอกว่าหลวงพ่อทวดหลังเตารีด เขาถามว่าขอได้ไหม โอ้โฮ...รายการวัดใจ ผมถอดพระหลวงพ่อทวดองค์นั้นให้เขาไปโดยไม่อิดเอื้อน  พอถึงปีใหม่เขายื่นกล่องของขวัญให้บอกว่ารายการลองใจจบสิ้นแล้ว เชื่อว่าพวกเรารักกันจริง เพราะเขาขอพระที่พวกเราสามคนรักมากที่สุดทุกคน (เรารักกันแบบพี่น้องสี่คน เป็นตำรวจ ทนาย อัยการ ต่อมาเพื่อนคนนี้เป็นผู้พิพากษาสมทบคดีแรงงาน) แล้วเขาก็เอาพระไปทำตลับทองฝังเพชรรัสเซียให้ทุกคน ผมให้ตลับพระนี้กับลูกในวันงานด้วย

        เราเลือกวันที่ ๒๖ ธันวาคม เป็นวันแต่งงาน วิ่งไปหาสถานที่ที่เหมาะสมมีอยู่สองแห่งคือรอยัลซิตี้กับไทนาน แต่โรยัลซิตี้เต็ม ไทนานยังว่างตอนเที่ยงก็เลยจองไทนาน แต่แล้วพอประกาศให้ญาติพี่น้องรับรู้รวมทั้งชาวเฮด้วยก็เกิดกังวลว่าผู้ใหญ่มาร่วมงานจะยุ่งยากเพราะติดงานระลึกวันสึนามิ จึงเปลี่ยนมาเป็นวันที่ ๒๗ ธันวาคม ปรากฏว่าตอนเย็นมีคนจองแล้วจึงต้องเลือกตอนเที่ยง

        จากนั้นก็เตรียมพิมพ์บัตร เตรียมในส่วนพิธีการ ไปหาผู้รู้เกี่ยวกับประเพณี ขอคำแนะนำปรึกษา แต่กว่าจะได้บัตรเชิญออกมาเป็นรูปร่างก็เสียเวลาพอสมควรเพราะน้องเนติ์เขาออกแบบบัตรเอง กว่าจะได้รูปที่ถูกใจก็ไปถ่ายแล้วถ่ายอีก ฝ่ายเจ้าสาวจ้างช่างที่หาดใหญ่ให้ถ่ายภาพ  pre-wedding แต่ไม่ถูกใจพวกเราเพราะพวกเราเล่นกล้องกันรู้ว่าภาพมันดีหรือไม่อย่างไร ก็เลยเอาภาพที่น้องนิวตามเนติ์ไปถ่ายที่หาดใหญ่คนละมุมกับช่างภาพไปทำอัลบั้มรวมกับของเขาด้วยหลายภาพ  แล้วก็ให้น้องป๊อบลูกชายของพี่สาวซึ่งกำลังเห่อกล้องไปถ่ายเสริมให้อีก จนได้ภาพที่มาทำบัตรเชิญ

        เนติ์ประสานงานกับคุณอ้อมเพื่อนผมซึ่งทำงานประเภทจัดพิมพ์หนังสือ ซึ่งบัตรออกมาดูดีมากๆเพราะภาพย้อนแสงที่ถ่ายมาเมื่อใช้เคลือบลามิเนตแล้วดูดีมากๆ ด้านหลังบัตรคุณอ้อมเห็นว่ามันเปลือยๆอยู่ก็ให้เนติ์ส่งภาพไปเพิ่มก็เลยได้บัตรเชิญที่ไม่เหมือนใคร คุณพ่อผมยังชอบเลย ใครเห็นบัตรก็อยากได้เชื่อไหมว่ามีคนมาขอบัตรเชิญขอไปร่วมงาน เหมือนเป็นบัตรคอนเสริ์ตเลย อิอิ,

        ถึงเวลาพิมพ์ซองบัตรผมได้เรียนรู้ความสามารถของโปรแกรมไมโครซอฟท์ออฟฟิศ เราพิมพ์รายชื่อลงในโปรแกรมเอกซ์เซล แล้วไปเปิดโปรแกรมเวิร์ด ให้มันผสานกันแล้วสั่งพิมพ์ผ่านโปรแกรมเวิร์ดแล้วไปชงกาแฟได้เลย แต่มันไม่ง่ายอย่างที่คิดเพราะเครื่องพิมพ์ห้องนอนผมมี ๑ เครื่อง ที่เครื่องข้างล่างเป็นเครื่องรวมก็มีอีก ๑ เครื่อง และที่ทำงานผมได้รับของขวัญจาการไปเป็นกรรมการประกวดภาพวาดอีก ๑ เครื่อง คนละยี่ห้อ การสอดซองเข้าเครื่องกลับด้านไม่เหมือนกัน ว่างที่ทำงานก็พิมพ์ อยู่ที่บ้านนึกชื่อใครได้ก็พิมพ์ ในห้องนอนก็พิมพ์   พิมพ์กลับหัวกลับหางเสียก็เยอะ แต่ก็ผ่านพ้นมาจนได้....

        เอ๊ะ..จะยาวไปไหมนี่...เล่าต่อตอนหน้าดีกว่านะ...อิอิ