12
ธันวามคม 2552
!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! ว้าว ? สวยสุดๆเลย คำอุทานนี้เกิดขึ้น พร้อมกับการเข้ามาถึงยังหมู่บ้านปางจำปี สวยจริงค่ะ ไม่เคยเห็นหมู่บ้านไหนที่เต็มไปด้วยป่าไม้มากมายอย่างนี้ อีกอย่างคือมีแต่ต้นไม้ใหญ่มากมาย แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ
ป่าปางจำปี
หลังจากดื่มด่ำกับธรรมชาติกันอย่างเต็มที่แล้ว พวกเราก็เริ่มต้นมุ่งหน้าสู่การทำงานกันค่ะ... ตอนแรกนั้น ทางวิทยากรได้แยกกลุ่มออกเป็น 2 กลุ่มค่ะ คือที่จะเดินทางเข้าป่าและกลุ่มที่จะเดินทางเข้าหมู่บ้าน... ถึงแม้พวกเราจะมาศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของป่าไม้ แต่ว่าพวกเราก็เลือกที่จะเข้าไปสำรวจภายในหมู่บ้านก่อน เพื่อหาข้อมูลของป่าไม้ที่นี่จากชาวบ้านที่อาศัยอยู่ที่นี่ค่ะ...
แล้วเราก็มาถึงหมู่บ้านปางจำปีแล้วค่ะ
หลังจากที่เราเดินสำรวจไปรอบหมู่บ้าน (ไม่ได้ตั้งใจจะสำรวจอะไรหรอกค่ะ พอดีจะหาชาวบ้านสักท่านมาขอสัมภาษณ์ แต่หาไม่เจอสักที T^T) จนในที่สุด เราก็มาถึงร้านอาหารตามสั่งแล้วพอเราชะเง้อมองลงไปด้านล่าง เราก็เจอคุณยายท่านหนึ่งกำลังตากผ้ากลางแดดร้อน ๆ เลยค่ะ... เราจึงไม่รอช้ารีบเดินดุ่มเข้าไปหาท่านทันที !

สัมภาษณ์คุณยายแดง
เมื่อเราเข้าไปขอสัมภาษณ์ ตอนแรกก็นึกว่าจะโดนคุณยายดุ เนื่องจากเข้าไปขอสัมภาษณ์ไม่ดูตาม้าตาเรือซะเลย ว่าคุณยายท่านตากผ้าอยู่ กลางแดดร้อน ๆ ด้วยสิ... แต่ผิดคาดค่ะ ท่านกลับยิ้มแย้มและยอมให้เราสัมภาษณ์ด้วยความเต็มใจ คุณยายท่านนี้มีชื่อว่า คุณยายแดงค่ะ อายุก็ 73 ปี แล้ว อยู่หมู่บ้านนี้มาตั้งแต่อายุ 25 ปีค่ะ คุณยายได้เล่าถึงความเป็นมาของป่าที่นี่ว่า.. ตอนที่แกมาที่นี่แรก ๆ รอบ หมู่บ้านมีแต่ป่า มีบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านเพียง 2-3 หลังเท่านั้น แต่ก่อนป่าไม้ที่อยู่รอบหมู่บ้านชาวบ้านมักจะนำเอามาใช้ในการทำบ้าน ตกแต่งบ้าน อย่างอิสระ ไม่มีการควบคุมการตัดไม้ แต่ในตอนนี้ได้เปลี่ยนไป ได้มีการจำกัดการตัดไม้ มีการเข้มงวดกวดขันกันมากยิ่งขึ้น ผู้ใดที่จะทำการตัดไม้จำเป็นจะต้องทำการขอจากพ่อหลวงเมือง ซึ่งเป็นผู้นำชุมชนของหมู่บ้าน แล้วผู้ที่มาขอตัดไม้นั้น จำเป็นจะต้องขาดแคลนจริง ๆ และสามารถตัดได้ครั้งละไม่เกิน 15 ต้นอีกด้วยค่ะ !
แล้วพวกเราก็ได้ถามถึงความคิดเห็นของคุณยายว่าท่านเห็นด้วยหรือไม่ กับการที่ให้มีการเข้มงวดในเรื่องของรักษาป่า.. คุณยายท่านได้บอกว่า ท่านเห็นด้วยอย่างมาก เพราะหลังจากที่ได้มีการอนุรักษ์ป่า หมู่บ้านปางจำปีนั้นได้อุดมสมบูรณ์มากขึ้น ส่งผลให้คนในหมู่บ้านมีชีวิตที่ดีขึ้น ค่ะแล้วคุณยายยังได้กล่าวอีกว่า หลังจากที่ได้มีการอนุรักษ์มา ป่าไม้ที่หมู่บ้านนี้มีการพัฒนาขึ้นเพียง 30% เท่านั้น
โอ้โห ! นี่ขนาดพัฒนาแค่ 30 % นะคะ หมู่บ้านนี้ยังจะสวยงามและร่มรื่นได้ถึงขนาดนี้ ถ้าพัฒนาจนครบ 100 % เมื่อไหร่ หมู่บ้านนี้คงเป็นหมู่บ้านที่อุดมสมบูรณ์และมีความน่าอยู่มากแน่นอนค่ะ

คุณยายประนอมกำลังเล่าเรื่องอย่างสนุก
จากนั้นพวกเราก็ได้เดินทางไปตามบ้านต่างๆในหมู่ปางจำปี แล้วก็ได้เดินทางมาเจอยายประนอม ยายบัวคำ เพราะยายกำลังเดินมาซื้อของที่ร้านขายของชำ พวกเราก็เลยถือโอกาสถามยายทั้งสองท่านเลยค่ะ แต่ก่อนที่พวกเราจะถามคำถามเกี่ยวกับป่าไม้ ยายก็ถามขึ้นมาก่อนเลยค่ะ ว่าหนูมาจากที่ไหนจ๊ะ ? ดิฉันเลยตอบว่ามาจากแม่แตงค่ะ พูดกันไปพูดกันมา สรุปแล้วยายทั้งสองคนมาจากบ้านเดียวกับดิฉันเองค่ะ ก็เลยเข้าทาง จากนั้นก็เริ่มถามยายทั้งสองท่านก่อน ว่า ตั้งแต่ยายเข้ามาอยู่ที่หมู่บ้านปางจำปี ยายคิดว่าป่าไม้ของหมู่บ้านปางจำปีเปลี่ยนไปมากไหมคะ ยายก็เลยบอกพวกเรา ว่า "ยายก็ย้ายเข้ามาอยู่ตั้งแต่เด็กแล้ว ยายก็เห็นหมู่บ้านนี้มาก็มีแต่ป่าไม้ บ้านก็ไม่มีมากมีแค่หลัง สองหลัง อีกอย่างเมื่อก่อนอะไรก็ไม่มี สะพาน ถนนหรือร้านต่างๆก็ไม่มี มีแต่พุ่มไม้ มีแต่ป่าทึบๆ พวกยายก็เลยเริ่มเอาที่ป่าไม้มาทำเป็นบ้านเรือนสร้างอยู่กันจนถึงทุกวันนี้ เมื่อก่อนไม่มีบ้านก็สามารถตัดไม้มาทำได้ ไม่มีข้าวกินก็หาปลา หาผัก ผลไม้เก็บทานกัน จากนั้นพื้นที่ป่าไม้ก็เริ่มลดลงไปเรื่อย ๆ ต้นไม้ก็ถูกตัดมาสร้างบ้านเรือน เอาไปขายบ้าง ไม่ก็เอามาทำเครื่องใช้ จึงทำให้ป่าเริ่มไม่มีต้นไม้ ตั้งแต่ต้นไม้ลดลงไป สัตว์ก็เริ่มตายมากขึ้น ปลาก็เริ่มไม่มี กรมป่าไม้จึงได้เข้ามามีส่วนร่วมเพื่อฟื้นฟูป่าและอนุรักษ์ธรรมชาติ โดยมีการตั้งกฎข้อบังคับเกี่ยวกับป่าไม้ในหมู่บ้านปางจำปีขึ้นมา ซึ่งทุกคนต้องถือปฏิบัติ เพื่อช่วยกันรักษาป่าไม้ให้อยู่กับหมู่บ้านปางจำปีต่อไป" จากนั้นดิฉันเลยถามต่อว่า แล้วข้อ ปฏิบัติที่คุณยายและชาวบ้านปางจำปีทำกันมีอะไรบ้างคะ ยายก็เลยบอกว่า "ตั้งแต่มีกฎออกมาก็ไม่มีใครกล้าไปตัดไม้ทำลายป่าอีก และก็ไม่มีการล่าสัตว์ จับปลาเล็ก เพราะไม่งั้นจะถูกปรับและจำคุก"
อ้าว!!! ? ดิฉันตกใจ เพราะว่าถ้าตัดไม้ไม่ได้แล้วทีนี้ชาวบ้านจะเอาไม้ที่ไหนมาสร้างบ้าน จะทำอาชีพอะไร และจะเอาอะไรทานเพราะไม่มีสัตว์ให้จับมาทำอาหาร
ยายจึงตอบพวกเราว่า "ไม่ใช่ว่ากฎออกมาจะไม่สามารถตัดได้เลย ปลาหรือสัตว์ก็ใช่ว่าจะจับไม่ได้ แต่เพียงจะมีข้อแม้นิดหน่อยเองจ๊ะหนู" <แฮ่ๆๆ> ยายก็เลยพูดต่อว่า "ถ้า้เราอยากได้ต้นไม้ไปทำอะไรก็บอกพ่อหลวง ก่อนแล้วก็ไปตัดแต่ต้องได้ัรับการขออนุญาตก่อนนะ แล้วปลาก็จับได้แต่ต้องจับปลาใหญ่ ห้ามจับปลาเล็ก แค่นั้นเองจ้ะหนู"
อืม สุดยอดไปเลยค่ะ ^^ แล้วคุณยายก็หัวเราะ.... คุณยายเลยชวนคุยเรื่องอื่นต่อ พวกเราก็เริ่มดูเวลา ตอนนี้ก็เวลาประมาณ 11.00 น. เดี๋ยวจะหาข้อมูลไม่ทัน ก็เลยลาคุณยายทั้งสองท่านแล้วก็เริ่มออกเดินทางไปสัมภาษณ์ชาวบ้านแถวๆละแวกนั้นต่อ พวกเราก็สอบถามชาวบ้านไปเรื่อย จนเวลา 13.00 น. ดิฉันก็ได้ยินเสียงท้องร้องของเพื่อนในกลุ่ม ก็เลยพักทานอาหารเที่ยง พวกเราก็เลยเดินไปทานอาหาร แต่ไม่มีที่ให้นั่งทานอาหารเลย!! เพราะเพื่อน ๆ กลุ่มอื่นจับจองที่กันเสียหมดแล้ว จนเดินไปสักพักก็เจอร้านอาหารของยายแดง ซึ่งเป็นคุณยายท่านแรกที่เราไปสัมภาษณ์ค่ะ จากนั้นพวกเราก็ได้นำอาหาร ข้าวห่อใบตองที่ท่านวิทยากรได้แจกตอนแรกไปนั่งทานกันค่ะ แหะ ๆ แต่คงจะดูไม่ดีเท่าไหร่ ถ้าเข้าไปนั่งร้านคุณยายเฉย ๆ แล้วไม่สั่งอะไร เพื่อนเราในกลุ่มคนหนึ่งจึงสั่งก๋วยเตี๋ยวแสนอร่อยมาทานค่ะ ขอบอก
ว่าลูกชิ้นร้านนี้ อร่อยมาก > < นับได้ว่าการทานอาหารครั้งนี้ มีความสุขมาก ๆ ค่ะ เพราะว่า ขณะที่เราทานอาหาร เราได้ยินเสียงของน้ำตกคลอไปเบา ๆ ทำให้ได้บรรยากาศในการทานอาหารมาก ๆ เลยล่ะค่ะ
ภาพน้ำตกที่อยู่ด้านข้างร้านอาหารคุณยายแดง
แล้วเราก็ได้นั่งวางแผน เตรียมพร้อมที่จะออกเดินทางเข้าป่าต่อในตอนบ่าย ซึ่งจะเป็นอย่างไรต่อนั้น ติดตามได้ในบันทึกต่อไปค่ะ
โดย นางสาว ปนัดดา จิระแปง
สาขานิเทศศาสตร์บูรณาการ
รหัส 5214101336 sec.1



สวัสดีค่ะ
* เข้าใจ Question ? น่ารักแบบยิ้มนะนี่