หลายครั้ง...หลายคราหรือว่าอาจแทบทุกครั้งที่ได้มีโอกาสนั่งอยู่เคียงข้างสายน้ำ
ข้าพเจ้านั้นชอบที่จะนั่งทอดสายตา...ไปที่ภาพเบื้องหน้า คือ สายน้ำนั้น
บางครั้ง...จังหวะแห่งการเคลื่อนไหว...อาจจะไหวไปตามห้วงแห่งทำนองของ "ธรรม"ชาติ ณ ขณะนั้น บางคราอาจดูนิ่งไม่ไหวติง แต่ใครเล่าจะรู้ได้ว่า สายน้ำเบื้องหน้านั้นมีการเคลื่อนไหวอย่างไม่หยุดนิ่งอยู่ตลอดเวลา

"เมื่อน้ำกระเพื่อม...จึงรู้ว่ามีการเคลื่อนไหว"
ทำให้เราตื่นจากภวังค์ และได้คืนกลับมาสู่ความรู้ตัวอีกครั้งว่า ... มีสิ่งต่างๆ ที่โลดแล่นไปตามห้วงทำนองและจังหวะของสรรพสิ่งนั้นอยู่...
คนหน้างาน...
ที่ถูกเชื้อเชิญด้วยหน้าที่หรืออาจด้วย "จิต"อาสา... ไม่อาจละเลยการงานที่อยู่เบื้องหน้า ไม่ว่างานนั้นเป็นงานในกรอบหรืออาจนอกกรอบ... แต่นั่นน่ะคือ หน้าที่อันเป็นหน้าที่แห่งจิตวิญญาณของคนหน้างาน ที่ไม่เคยละทิ้งออกไปจากใจ
ห้วงเวลาแห่งการงาน..มีมาเนิ่นนาน...อย่างที่ไม่เคยมีใครที่คิดอยากจะหยุด
หากแต่ยัง...ใช้ใจนี้ดำเนินการงานนั้นต่อ แม้เหนื่อยแม้ท้อ...แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้หยุด...หรือละทิ้งที่จะทำ...การดำเนินไปนั้นเป็นดั่งเช่นสายน้ำที่อาจดูเหมือนนิ่ง...แต่เมื่อไปแตะหรือสัมผัสสัมพันธ์แล้วนั้น จึงรู้ได้ว่าภายใต้สายน้ำแห่งการงานที่ดูคล้ายนิ่งนั้น กลับมาการเคลื่อนไหว...อยู่ตลอดเวลาและต่อเนื่อง...
คำโปรย...ในหนังสือ เรื่องเล่า
"เมื่อน้ำกระเพื่อม...จึงรู้ว่ามีการเคลื่อนไหว"
๒๙ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๒
สวัสดีค่ะ
มารับข้อคิดดีๆ จากท่านอาจารย์กะปุ๋มครับ
น้ำไม่หยุดกระเพื่อม
เราก็ไม่หยุดเคลื่อนไหว
เราหยุดเคลื่อนไหวเพราะตายแล้ว
แล้วน้ำคงไม่หยุดกระเพื่อมเพราะน้ำไม่ตาย
แต่น้ำมันก็ระเหยกลายเป็นไอ แล้วก็ลอยไปเป็นเมฆ ตกมาเป็นฝน แล้ววนมาเป็นน้ำอีกที
อ๋อ เหมือนเราเลยตายแล้วก็เกิด อิอิ ให้ข้อคิดค่ะ ขอบคุณน่ะค่ะ
สวัสดีปีใหม่คะอาจารย์