IMG_4975 by picstation.

 

      ทำอย่างไรจะเขียน ?

      นั่นคือโจทย์ที่ผมชักชวนคน พอช. ช่วยกันคิดค้นหาคำตอบร่วมกัน

      ทำไมจึงไม่กลับมาเขียน ?

      ผู้บริหาร พอช. ท่านหนึ่ง ถามตัวเองดัง ๆ ต่อหน้าคน พอช. ที่เพิ่งจะระดมสองตอบคำถามของผมอย่างเอาจริงเอาจัง และเริ่มเห็นแนวทางที่จะเริ่มต้น ในการบรรยายของท่านก่อนการปิดอบรม

      ท่านเล่าต่อไปว่า ที่ท่านไม่อยากเขียน เพราะท่านไม่มีแรงจูงใจอีกแล้ว ทั้งลาภ ยศ และสรรเสริญ

      ผมควรแนะนำท่านที่ตั้งคำถามนั้นเพิ่มเติมด้วยว่า

      ก่อนที่ท่านจะเข้ามาร่วมงานกับหน่วยงานนี้ ท่านยังชีพด้วยการเขียน เขียนมาแล้วไม่น้อยกว่า ๑,๐๐๐ เรื่อง ยังไม่นับรวมกับบันทึกประจำวันและบันทึกต่าง ๆ ที่บันทึกมาตั้งแต่อายุ ๑๓ ปี

      นอกจากนั้นท่านยังเป็นบรรณาธิการ ผ่านการอ่านและตรวจตรางานเขียนมาแล้วไม่รู้กี่ร้อยต่อกี่ร้อยเล่ม

      ผมพอเข้าใจได้กับการตั้งคำถามตัวเองของท่าน

      แต่ที่ยังไม่เข้าใจก็คือ การเขียนหนังสือ ให้ผลเพียงลาภ ยศ และสรรเสริญเพียงเท่านั้นหรือ

      ท่านต้องการสื่ออะไรจากการพูดคุย นั่นคือสิ่งที่ผมเข้าใจไม่ถึง

      สำหรับผมแล้ว การเขียนหนังสือเป็นสิ่งที่อยู่ในระหว่างการพัฒนา รวมทั้งหาแนวทางที่เป็นตัวของตัวเอง  แน่นอนว่าอยู่ในระยะเริ่มต้น

      ทำไมการเขียนจึงสำคัญกับชีวิตผม ทั้งที่ในชีวิตยังมีเรื่องราวอีกมากมายให้จัดการ

      ผมเคยเขียนแบ่งปันในบันทึกแล้วว่า ผมมีทัศนะที่ดีต่องานเขียนและคนเขียนหนังสือ กระทั่งมีปัจจัยอื่นเข้ามาเสริมผมจึงเริ่มต้นฝึกหัดอย่างจริงจัง และต่อเนื่อง

      แม้ว่าจะได้เงินจากงานเขียนบ้าง ได้รับคำสรรเสริญบ้าง แต่สิ่งเหล่านั้นก็มิใช่แรงจูงใจสำคัญสำหรับการเขียน ผมได้รับเงินและการสรรเสริญจากเหตุอื่นมากกว่าการเขียน แต่ผมก็รักการเขียน ยังอยากเขียน หากไม่นับเรื่องลูกและเมีย ผมให้เวลากับการเขียนมากกว่าการณ์อื่น ๆ ทั้งปวง

      นอกจากการพูดคุยเรื่องการเขียน ผมเห็นด้วยและได้ความรู้จากการพูดคุยของท่านหลายประการ

      ท่านบอกว่าความรู้มีหลายระดับ ระดับแรก คือ ข้อมูล (data) ถัดมาคือ ข่าวสาร (information) ขยับขึ้นมาเป็น ความรู้ (knowledge) ขยับขึ้นมาอีก คือ ปัญญา (wisdom)

      ท่านยังกล่าวต่อไปว่านี่คือขั้นของความรู้ที่ฝรั่งค้นพบและบอกไว้ แต่อีกขั้นที่พระพุทธเจ้าเลยไปไกลกว่านั้นคือ ปัญญาตรัสรู้

      ท่านบอกว่า พอช. เกี่ยวข้องกับผู้นำชาวบ้าน หรือปราชญ์ชาวบ้านจำนวนมาก ในแต่ละวันบุคคลเหล่านั้นจะวนเวียนมาร่วมงานกับ พอช. อยู่สม่ำเสมอ

      คนเหล่านี้ทำงานและมีประสบการณ์จนตกผลึกเป็นความรู้และปัญญา และเมื่อพูดคุยกันมักจะไม่พูดถึงระดับ ข้อมูล และ ข่าวสาร ดังเช่นคนทั่วไป

      คนเหล่านี้ไม่เขียนแต่พูด ไม่อ่านแต่ฟังและทำ

      โดยส่วนตัวผมแล้ว ผมเห็นด้วยว่ารากฐานวัฒนธรรมไทย เป็นวัฒนธรรมการพูด-ฟัง มิใช่เป็นวัฒนธรรมการเขียน-อ่าน นี่กระมังที่ทำให้การเขียนการอ่านของคนไทยไม่เข้มแข็ง

      การพูด-ฟัง ค่อนไปทางสัญชาติญาณหรือธรรมชาติ ส่วนการเขียน-อ่าน ค่อนไปทางวัฒนธรรม เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นมาภายหลังซึ่งนำพามนุษย์ไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและมีอารยธรรม

      พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่สืบเนื่องมาได้กว่า ๒,๐๐๐ ปี ก็เพราะมีบันทึกที่เราเรียกว่าพระไตรปิฎก เฉกเช่นเดียวกันกับพระคัมภีร์ใบเบิ้ลของคริสตชน และคุมภีร์อัลกุลอ่านของอิสลามิกชน

      ศาสตร์ต่าง ๆ ที่เจริญเติบโตมาได้ก็เพราะเหตุสำคัญประการเดียวกันคือการเขียน การบันทึก

      ฝรั่ง จีน อินเดีย ที่มีอารยธรรม ล้วนได้รับอิทธิพลมาจากการเขียน-บันทึก อีกทั้งการเขียนและการอ่านก็เป็นการวัดคุณภาพประชาชนของแต่ละประเทศอีกด้วย

      สังคมไทยแม้การเขียน/บันทึก จะไม่เข้มแข็ง แต่ก็มิได้หมายความว่าไม่มีความรู้/ปัญญา ในทางตรงกันข้ามเราพบความรู้และภูมิปัญญาอยู่ทั่วเต็มแผ่นดิน โดยเฉพาะความรู้/ปัญญาที่แฝงอยู่ในตัวคน ที่เราเรียกว่าปราชญ์ชาวบ้าน ที่ พอช. เกี่ยวข้องสัมพันธ์อยู่เป็นอันมาก

      ความรู้/ปัญญาเหล่านี้ถ่ายทอดกันอยู่ในท้องถิ่น โดยใช้การพูด-ฟัง (รวมทั้งชวนทำ) เป็นส่วนใหญ่ ในทัศนะผม แม้ความรู้/ปัญญาเหล่านี้จะมีคุณค่า แต่ก็ต่อยอด ขยายผล และพัฒนาต่อได้ลำบาก

      ถามว่าเราพึงพอใจอยู่กับวัฒนธรรมเดิมคือการพูด-ฟัง เพียงเท่านี้เพียงพอหรือไม่

      สำหรับผมคิดว่าไม่ควรพึงพอใจอยู่เพียงเท่านี้ครับ แต่จะให้ปราชญ์ชาวบ้าน กระทั่งชาวบ้านที่แวดล้อมอยู่กับความรู้นั้นเขียนบันทึกความรู้/ปัญญาเหล่านั้น ก็ออกจะคาดหวังเกินไปสักหน่อย การเปลี่ยนหรือสร้างวัฒนธรรมเขียน-อ่าน ผมเชื่อว่าต้องใช้เวลาหลายชั่วคนครับ

      แล้วจะทำอย่างไรกันดี ตรงนี้ก็มาบรรจบกับภารกิจของ พอช.

 

IMG_5011 by picstation.