ในช่วงวันที่ 15 ธันวาคม ถึงวันที่ 17 ธันวาคม ผมต้องไปเป็นวิทยากรอบรมภาคทฤษฎีให้กับการอบรมโครงการต้นกล้าอาชีพ ที่ อบต.ด่านชุมพล อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด เนื้อหาเน้นหนักไปทางด้านเศรษฐกิจพอเพียง เริ่มจากการปรับกระบวนการคิดของชาวบ้าน ใช้เวลา ประมาณ 3 ชั่วโมง จากนั้นก็เข้าสู่หลักการของเศรษฐกิจพอเพียง ก็จบวันแรก
ในวันที่สองเราเริ่มด้วยการนำเอาตัวอย่างหมู่บ้านที่ประสบความสำเร็จในการน้อมนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไปเป็นหลักการที่สำคัญในการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เพื่อเป็นการกระตุ้นเตือนว่า พวกเขาก็ทำได้ ถ้ามีความตั้งใจจะทำ ซึ่งพวกเขาก็แลดูมีความมุ่งมั่นมาก พอช่วงบ่ายเราก็พยายามให้พวกเขาทำ swot กัน บรรยากาศสนุกมาก
ช่วงวันสุดท้ายของภาคทฤษฎี พวกเขาได้มีโอกาสทำแผนชีวิตกันทั้งวัน ได้แผนชีวิตของแต่ละคน เนื่องจากภาระกิจของผมจะจบลงในวันนี้ หลังจากนี้พวกเขาต้องเข้ากระบวนการฝึกอาชีพ ตามที่เขาต้องการ เช่น การทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยน้ำ แลกระบวนการต่าง ๆเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ ผมได้พูดคุยกับพวกเขาหลาย ๆ เรื่อง แต่คำถามที่หลายคนถามผม มีอยู่ประเด็นหนึ่ง ที่สะท้อนไปถึงการหักล้างที่สวนทางกับความทุ่มเทของทีมวิทยากร อาจารย์ครับ แล้วใครจะพาพวกเราทำในหมู่บ้านของพวกเรา พลังแห่งความมุ่งหวังของผมหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มทันที
จุดเริ่มต้นของคนรากหญ้า จะเจือด้วยความไม่มั่นใจเสมอ อาจจะเป็นเพราะว่า ทุนทางความคิดของเขามีน้อย จึงทำให้เขาขาดความมั่นใจ หรือเขาคงคิดว่า ถ้าเขาพลาด เขาจะไม่มีโอกาสได้แก้ตัว หรือสาเหตุอื่นใดผมก็ตอบไม่ได้
ขณะขับรถจากตราด มาถึงสมุทรปราการ ผมคิดหาคำตอบมาตลอด แต่จนแล้วจนรอด ผมก็หาคำตอบไม่ได้
ปัญหาสำคัญ ของเกษตรกร ส่วนหนึ่งคือขาดน้ำ ซึ่งดิ้นออกยากครับ
เรียน คุณศุภลักษณ์
ผมคิดว่าปัญหาเรื่องน้ำไม่ใช่เรื่องใหญ่ ถ้าเรามีปัญญาและไม่ยอมแพ้ เรื่องน้ำ ทฤษฎีใหม่ของในหลวงช่วยได้ ผมคิดว่าปัญหาทุกอย่างถ้าเราไม่ยอมจำนน เราเป็นผู้ชนะครับ ขอบพระคุณนะครับที่เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็น
เรียน คุณป้าแดง
ขอบพระคุณที่ให้กำลังใจ ผมคิดว่าความเหลื่อมล้ำของบุคคลยังมีอีกมากในสังคมไทย สิ่งที่ผมพยายามพูดมาโดยตลอด คือ ขอความกรุณาอย่าเอาเปรียบ คนที่ด้อยกว่าท่าน และช่วยเหลือเขาเท่าที่โอกาสจะอำนวย สังคมไทยต้องการแค่นี้ จริง ๆ ครับ ขอบพระคุณมากนะครับ
สนับสนุน ชื่นชื่ม และแสดงให้เห้นว่าเราความเชื่อมั่นในคนเล้กๆเหล่านี้ เป็นพี่เลี้ยงให้ก่อนช่วงแรก เมื่อเค้าทำสำเร็จ ผลจะเสริมพลังให้พวกเค้ารู้ว่า เค้าเองก้มีสิ่งดีๆเช่นกัน สร้างค่านิยมชื่นชมในสิ่งที่ทำ สุขในสิ่งที่ทำ และพอใจในสิ่งดีๆที่พวกเค้ามี เรื่องความเอื้อเฝื้อ ความกตัญญู อากาศที่บริสุทธิ์ อีกหลายเรื่องที่คนเมืองไม่มี
ให้ความเคารพในศักดิ์ศรีว่าทุกคนเท่าเทียมกันในการเป็นมนุษย์ เห็นรูปทองข้างในของคนเล็กๆเหล่านี้(ศักยภาพที่ยังไม่แสดงออกมาเพราะยังไม่มีใครเห้น)
เชื่อมั่นค่ะ ว่าทุกเรื่องสำเร็จได้แน่ๆ
เรียนคุณทิพา (ไม่รู้ว่าเรียกถูกหรือเปล่า)
ขอบคุณที่เข้ามาให้กำลังใจกัน จากการที่ผมทำงานมาชั่วชีวิตผม ผมมองว่า เรายิ่งพัฒนาก็จะยิ่งทำให้ช่องว่างของชนบทกับเมืองยิ่งถ่างกว้างออกไป จนบางครั้งก็ท้อ อาจจะเป็นเพราะว่าขนาดของชนบทมันกว้างใหญ่มากกว่าเมืองหรือเปล่า หรือเป็นเพราะสาเหตุอื่น แต่คงต้องทำต่อไปนะครับ
เรียน ท่าน ผอ.สมนึกที่เคารพรัก
ก้อยว่าสิ่งที่ถูกต้องมากที่สุดคือประเด็นของการต่อสู้กับความคิดของคนนั้นเอง นอกจากนี้ยังมองเลยไปถึงสิ่งที่ตนเองปฏิบัติอยู่ทุกวี่วัน คือการทำงาน กศน. ก้อยมองว่านี้แหละคือภาระที่พวกเราชาว กศน.ต้องทำให้ได้ ยุคปัจจุบันพวกเราหลงทางและขาดการมองจุดยืนที่เป็นตัวตนของเรามาก การช่วยให้ชาวบ้านได้เพิ่มพูนฐานคิดไม่ได้อยู่ที่การซื้อหนังสือให้ชาวบ้านอ่านหรือการจัดหาคอมพิวเตอร์ให้ใช่ไหมค่ะท่าน ผอ.ขุนศึกแนวหน้าของ กศน.
เรียน รองก้อยที่คิดถึง
จุดหมายปลายทางที่น่าจะเกิดขึ้นกับชาวบ้าน ที่งาน กศน. จะช่วยเขาได้ ตามความหมายของพี่ คือ การที่ชาวบ้านสามารถค้นหาตัวตนที่แท้จริงของเขาพบ การค้นพบตัวเอง มิใช่หมายความว่าเขาร่ำรวยขึ้น มีหน้ามีตาขึ้นหรือได้รับการยอมรับจากสังคมมากขึ้น แต่ในความหมายนี้ พี่หมายถึง ชาวบ้านรู้จักว่าเขาควรดำเนินชีวิตอย่างไร ในสถานการณ์ที่เขากำลังเผชิญอยู่ ตรงนี้ละคือ หัวใจของงาน กศน.
สิ่งที่เราควรเพิ่มเติมให้เค้าควรจะเป็นความมั่นใจในตัวเอง เนื่องจากชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะพึ่งพาตนเองก่อน จะทำอะไรก็กลัวผิดพลาด ก็เลยต้องหาที่พึ่งไปซะหมด ทั้งที่หลายคนมีความคิดดี ๆ แต่ไม่กล้าทำอะไรแบบนี้...เพราะกลัวถูกพรรคพวกซ้ำเติมถ้าสิ่งที่ทำไปนั้นพลาด