การแลกเปลี่ยนเรื่องการจัดการความรู้(Knowledge management)เรื่องสุนทรียสนทนา(dialogue) และเรื่องการถอดบทเรียนกับโรงพยาบาลท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี

 จากบันทึกนี้นะครับ ขอมาเล่ารายละเอียดต่อ  หลังจากทำกิจกรรมผ่อนพักตระหนักรู้ และนวดคลายเครียด ก็เริ่มกิจกรรมปมมนุษย์ และกิจกรรมเจ้าตัวเล็กเพื่อจะเข้ากิจกรรมสุนทรียสนทนา(dialogue)  เนื่องจากว่าผู้เข้าร่วมกิจกรรมผ่านกิจกรรมเจ้าตัวเล็กมา จะรู้สึกว่าการเล่าเรื่องไม่ยาก   

 

 

ผู้อำนวยการโรงพยาบาล

 เมื่อมาถึงกิจกรรมสุนทรียสนทนา(dialogue)รู้สึกว่าเป็นกันเองและมีความปลอดภัยในการเล่าเรื่องมีความรักความเมตตา(compassion) เกิดขึ้นในวงสุนทรียสนทนา พี่ๆน้องๆที่เข้าร่วมกิจกรรมจะรู้สึกถึงบรรยากาศของความเป็นเพื่อน มีความไว้วางใจและเปิดใจ เช่นมีพี่พยาบาลท่านหนึ่งเล่าเรื่องไม่สบายใจที่เกิดขึ้นนานเกือบ 10 กว่าปี เป็นเรื่องการช่วยทำคลอดผู้ป่วย แล้วเกิดภาวะของเรื่องสุดวิสัยที่จะช่วยได้  แต่แม่ของเด็กประทับใจพยาบาลที่เล่าเรื่อง  เลยตั้งชื่อเด็กตามชื่อพยาบาลว่า ดญ.โสภา

 

  พี่พยาบาลท่านนี้เป็นรุ่นพี่ผู้เขียน ท่านเล่าเรื่องความรักของผู้ป่วย ที่เอาของมาฝากพยาบาลถึงแม้ว่าเป็นของน้อยนิดแต่ว่ามีค่าต่อผู้ป่วย เช่นสะเดาหนึ่งกำ ก็แบ่งให้พยาบาลเอาไปแบ่งกัน ข้าวโพดหนึ่งฝักก็แบ่งมาให้…

    น้องท่านนี้เพิ่งมาทำงานได้ไม่ถึงสองปี ประทับใจผู้บังคับบัญชา(พี่สมชาย ชื่อเล่นว่าพี่แขกเป็นรุ่นพี่ผู้เขียนเอง พี่แขกนั่งอยู่ข้างหลังผู้เล่าครับ) น้องเล่าว่า บางครั้งไม่กล้าตัดสินใจก็ได้พี่ๆช่วยเหลือเป็นความประทับผู้ร่วมงาน

  

   พี่ท่านต่อมาเป็นเจ้าหน้าที่ห้องกายภาพบำบัด ปรากฏว่าห้องกายภาพบำบัดมักจะมีพระสงฆ์ มาใช้บริการมาก ไม่ว่าตอนเช้าหรือตอนไหน พี่ๆก็ยินดีให้บริการ แต่มีพระรูปหนึ่ง มักจะเอาถังที่เขาถวายสังฆทานมากฝากพี่ๆด้วย(ผู้เขียนแกล้งแซวว่าหมดอายุแล้วหรือยัง)  แต่ไม่นานห้องกายภาพบำบัดได้ย้ายจากชั้นล่างไปอยู่ชั้น 2 ปรากฏว่า วันหนึ่งในขณะที่ห้องปิดทำการแล้ว ก็มีมือโผล่มาพร้อมกับถังถวายสังฆทาน

 

 พี่ห้องกายภาพบำบัดถามหลวงพี่ว่า : หลวงพี่มาทำไม

หลวงพี่ตอบว่า : วันนี้วันคล้ายวันเกิดอาตมา เลยเอาของมาถวาย เอ้ยเลยเอาของมาให้โยม (ตอนที่พี่เจ้าของเรื่องเล่า ปรากฏว่าพี่สับสนคำพูดระหว่างพระกับ ฆราวาส  น่าดู ฮาเลย)

  

  พี่อีกท่านเล่าเรื่องคนไข้ที่สติไม่ดี คนไข้ชอบมาโรงพยาบาล เธอชื่อน้องปุ๋ย น้องปุ๋ยทุกๆวันก่อนจะไปโรงเรียนก็จะมาที่โรงพยาบาล มาให้พี่ท่านนี้เห็นหน้าแล้วบอกว่า ยังไม่ได้กินข้าว พี่ท่านนี้เลยให้ไป 25 บาท วันรุ่งขึ้นน้องปุ๋ยมาใหม่ เอาครีมซีตร้ามาให้(น้องปุ๋ยได้มาจากมีคนแจกให้ในตลาด) พี่ท่านนี้ก็บอกว่าน้องปุ๋ยเก็บไว้ใช้เองเถอะ แต่น้องปุ๋ยไม่ยอมพี่ท่านนี้ลองใช้ครีมซีตร้าทามือดู แล้วให้น้องปุ๋ยไป 25 บาทเหมือนเดิม ปรากฏว่าน้องปุ๋ยจะมาโรงพยาบาลทุกๆๆวันเลย(ฮา) แถมมีขนมมีของมาฝากพี่ท่านนี้เสมอๆๆ

 

     คนสำคัญของผู้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้คือพี่นง(พี่พยาบาลคนสวยที่สวมหมวก) อยู่ห้องคลอด เล่าว่าคนไข้มาคลอดลูก  ปกติคนไข้ไม่ค่อยได้นอนกับสามี เมื่อกลับไปจากการคลอด ครั้งนี้คุณหมอช่วยผ่าตัด(ปิดไว้เป็นความลับว่าผ่าตัดอะไร รอทีม SHA ท่าม่วงมาเฉลยนะครับ) ปรากฏว่าเธอสามารถร่วมหลับนอนกับสามีได้มากกว่าเดิม(ฮาเลย เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ก่อนอ่าน ควรได้รับการพิจารณาจากผู้ปกครอง) ผู้อ่านท่านใดสนใจติดต่อที่โรงพยาบาลท่าม่วงนะครับ…(ฮา)

    กิจกรรมต่อมาคือเรื่องความคาดหวังของเจ้าหน้าที่และโรงพยาบาล อยากให้โรงพยาบาลเป็นอย่างไร และต้องการทำอะไรต่อไปให้แก่โรงพยาบาล  ผู้เขียนอยากให้ดูภาพ แค่เห็นภาพแล้วก็รู้สึกดี ไม่ต้องการคำอธิบายมาก…มีกลุ่มพี่ประชาสัมพันธ์แต่งเป็นกลอน และอีกอย่างน้อยสองกลุ่มชื่นชมเพื่อนร่วมงานในโรงพยาบาลได้ครบประเด็น น่าชมเชยมากๆๆ

 

   สุดท้ายเมื่อผู้เขียนให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมอย่างอิสระ  ได้คำพูดแบบนี้ครับ

   -ประทับใจผู้ร่วมงานทุกฝ่ายที่ให้บริการที่ดี หน่วยงานมีความสามัคคีมีความรักที่ดีขึ้น

  - รักทุกคนที่ร่วมโลกกันมา อยากให้ทุกคนมีความสุข มีความรักให้แก่กัน อยากให้ทุกคนจำสิ่งที่ประทับใจในวันนี้ นำไปใช้และระลึกถึงสิ่งดีๆ เรื่องดีๆในชีวิตประจำวันตลอดไปคะ รักอาจารย์คะ(ชอบอันนี้จัง ฮ่าๆ)

 

   นี้เป็นตัวอย่างแค่สองความคิดเห็นและเป็นส่วนเล็กๆของการถอดบทเรียน รอทีมโรงพยาบาลท่าม่วงถอดข้อความและ ถอดบทเรียนออกมานะครับ…

 

   ขอบคุณพี่ๆทีมประสานงานและพี่น้องๆทุกท่านของโรงพยาบาลท่าม่วงที่ให้ความร่วมมือในกิจกรรมเป็นอย่างดี ทำให้ผู้เขียนคิดว่าเมล็ดพันธุ์แห่งความดีงามในการรักษาและการดูแลคนไข้หรือการทำความดีสามารถแพร่ขยายไปได้ทุกๆๆที่ที่มีคนดีๆ ตั้งใจทำงาน มีความรักความเมตตา ความจริงใจ ความเห็นอกเห็นใจ(empathy)ผู้มารับบริการ…ขอบคุณทุกๆๆท่านด้วยครับที่เข้ามาอ่าน…