การสื่อสารไม่มีพลัง เพราะไม่ชอบฟัง แต่ชอบสอน

    ผมมีเพื่อนสนิทสมัย มอศอห้าอยู่กลุ่มหนึ่ง ประมาณ 7 - 8 คน คบกันมาเรื่อย จนทุกวันนี้ก็ยังไปมาหาสู่กันอยู่

 

     ในบรรดา 7 - 8 คนนี่  มีอยู่สองคนครับ  ที่ชอบสอนคนอื่น จนเป็นที่รู้กันดีในหมู่เพื่อน

 

     พวกเราที่ถูกสอน รวมทั้งผมด้วย  ไม่มีใครชอบหรอกครับที่มาสอน  ก็ได้แต่ทนๆฟังไป  ไม่ได้คิดอะไรมากมาย   เพียงแต่รำคาญใจ

 

     ในที่ทำงาน บางคนก็ชอบสอนครับ  สอนในลักษณะที่คิดว่าตัวเองเป็น "ผู้ใหญ่" เป็น "ผู้อาวุโส"   อาบน้ำร้อนมาก่อน  ประมาณนั้น   แต่ผมสังเกตดูแล้ว  คนที่ถูกสอน มักจะไม่ค่อยชอบและไม่ค่อยยอมรับคำสอนเท่าใดนักครับ

 

      เมื่อเขียนถึงเรื่อง "สอน"  ก็นึกถึง "คุณครู" ครับ  ยอมรับว่า "คุณครู" นี่  ชอบสอนกันจริงๆ ครับ  ทั้งสอน ทั้งบ่น ทั้งอบรม  แล้วก็มาบ่นซ้ำเข้าไปอีกว่าพูดหูซ้าย ทะลุหูขวา (มีต่อว่าเข้าหูหมา ทะลุหูแมว)   เพราะส่วนใหญ่เรื่องที่สอน เรื่องที่บ่น นักเรียนมักจะไม่ค่อยฟังครับ   หรือฟังแต่ก็ไม่ค่อยนำไปปฏบัติ

 

      ผมว่าถึงเวลาที่ต้องมาทบทวนเรื่อง "พลังการสื่อสาร" กันเสียหน่อยก็ดีนะครับ  เพื่อให้การพูดมีพลัง

 

       จากการสังเกตนะครับ ผมว่าคำพูดที่ทำลายพลังของการสื่อสาร  มักจะเป็นคำพูดประเภท

 

      *   คำสั่งสอน

     *   คำบ่น   คำตำหนิ  

     *   คำดุด่าว่ากล่าว

 

 

       คำพวกนี้  ไม่ได้เป็นคำพูดที่สร้างพลังในการสื่อสารเลยครับ ในทางตรงกันข้าม ผมคิดว่าน่าจะเป็นคำพูดที่ทำลายพลังในการสื่อสารเสียมากกว่า

 

       การสื่อสารที่มีพลัง  ควรจะต้องมาจากหลักของพุทธธรรม ที่ว่าทำให้ผู้ฟังเกิดโยนิโสมนสิการครับ

 

       ผู้พูด  "ให้ข้อมูล" ที่เรียกว่า  "ปรโตโฆสะ "

 

      เพื่อให้ผู้ฟัง "คิดเอง ตัดสินใจเอง "  ที่เรียกว่า "โยนิโสมนสิการ

 

       ผู้พูดจึงมีหน้าที่เพียงเข้าใจในปัญหา  เสร็จแล้วจึงให้ข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน  จากนั้นจึงกระตุ้นให้ผู้ฟัง แก้ไขปัญหาด้วยตนเอง  ไม่ใช่ไปสอนว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ หรือ ไปคิดแทนเขา  แต่ต้องช่วยเขาคิด

 

     พูดตามศัพท์สมัยใหม่ คือ  ผู้พูดต้องเป็น "กระบวนกร" ครับ

 

           ไม่ใช่เป็น "วิทยากร"

 

     จึงจะเกิดพลังในการสื่อสาร