หากประเทศไทยมีนักการเมืองอย่างท่านเยอะๆก็คงดี

สืบเนื่องจากงานสัมมนาทางวิชาการวันก่อนเรื่อง "นครปัตตานีภายใต้รัฐธรรมนูญฯ" ณ ม.อ.ปัตตานี ผมมีโอกาสได้พบตัวจริงกับ ส.ว. ท่านหนึ่งครับซึ่งผมเคยเขียนเรียงความสมัยเรียนปริญญาตรีเกี่ยวกับบุคคลผู้นี้ครับและแล้วทาง สพท.สตูลก็ได้นำงานชิ้นนี้เผยแพร่ให้แก่ผู้คนได้ศึกษาและเรียนรู้

    บุคคลที่ผมกำลังพูดถึง คือ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) มณเฑียร  บุญตัน ท่านเป็น ส.ว. คนพิการคนเดียวในรัฐสภาไทยครับ ทราบว่าท่านสนใจงานสัมมนาในวันนี้ตั้งแต่แรกเริ่มที่ได้รับทราบข่าวจากท่านสมาชิกวุฒิสภาในพื้นที่ คือ ท่าน ผศ.ดร.วรวิทย์  บารู และเมื่อวันงานท่านก็เดินทางมาร่วมงานนี้อย่างที่ตั้งใจไว้ครับ  ทั้งการพูดจา น้ำเสียง และความนอบน้อมบอกได้คำเดียวครับว่าหากนักการเมืองไทยมีคนอย่างท่านมากกว่านี้สังคมคงจะมีการพัฒนาขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ดีขึ้น

     สิ่งหนึ่งที่ท่านพูดและรู้สึกประทับใจและคงจะได้ใจผู้ฟังหลายๆคนทำให้ต้องขบคิดคือ มีน้องนายกองค์การบริหารนักศึกษา นักศึกษาจาก ม.อ.ปัตตานี ออกไปแสดงความคิดเห็นและทิ้งท้ายฝากไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ว่า "...อยากให้ท่านนายกมาเปิดพิธีมหกรรมสันติภาพที่จะมีขึ้นในวันที่ ๑๖-๑๗ มกราคมนี้ และอยากให้ท่านนายกมารับฟังปัญหาของน้องๆในพื้นที่บ้าง...เมื่อก่อนท่านายกก่อนเป็นนายกยังลงมาได้...และอีกมากมาย" หลังจากที่น้องนักศึกษาพูดจบท่าน ส.ว. มณเฑียร บุญตันก็ออกไปให้กำลังใจและพูดว่า "หากคนพิการตาบอดอย่างท่านเดินทางมาถึงปัตตานีได้ ท่านนายกก็ต้องมาได้" ทำเอาเสียงปรบมือดังทั่วห้องประชุมและเป็นประโยคทองของงานอีกประโยคหนึ่งก็ว่าได้ครับสำหรับงานในวันนี้

       ประโยคดังกล่าวมันสะท้อนให้ได้คิดว่า...แม้เราจะเจอบททดสอบใดแต่หากใจเราไม่บอดปัญหาหรืออุปสรรคใดๆก็มิอาจขวางกั้นความตั้งใจที่จะทำและเผชิญต่อสิ่งนั้นได้เลย งานนี้ภาพสะท้อนอีกมุมคือ คือ ภาพความเป็นเพื่อนของท่าน ส.ว. ในพื้นที่อย่าง ผศ.ดร.วรวิทย์  บารู ที่สะท้อนน้ำใจและมารยาทในฐานะเจ้าบ้านได้อย่างเด่นชัดถึงสิ่งที่ควรทำ ผมประทับใจมากครับกับความเป็นสมาชิกวุฒิสภาของไทยกับบุคคลทั้งสองท่าน

       ผมคงไม่ขอพูดถึงรายละเอียดอื่นๆในงานวันนี้แต่ขอเก็บเกี่ยวความรู้สึกดีๆและความประทับใจที่สะท้อนให้เห็นว่าไม่ว่าเราจะเป็นใคร จะนับถือศาสนาใดเราก็คือพี่น้องกัน   (วัลลอฮฺอะลัม)

       อยากให้ชวนคิดหากจะมีสัมมนาเรื่องราวเหล่านี้อีกในบทประพันธ์นี้