ในชีวิตของเรานั้น มีหลายคนที่เราเรียกเขาว่า "อาจารย์" แต่เมื่อวัดความรู้สึกด้วยตัวเอง คำนั้นสำหรับแทนบุคคลนั้นๆ มีระดับความรู้สึกในตัวเราที่แตกต่างกัน บางคนบอกว่า เรียกไปอย่างนั้นเอง บางคนบอกว่า ก็เขามีตำแหน่ง เราจึงเรียกเขา บางคนบอกว่า ศรัทธาจริงๆ จึงเรียก ขณะที่บางคนบอกว่า ก็เขาสอนวิชาให้เรา ผู้ที่สอนวิชาให้เรา เราจึงควรเรียกเขาว่าอาจารย์

  หากมีคำถามว่า "อาจารย์เป็นคนหรือไม่" เราจะพบว่า อาจารย์ไม่ใช่ตอไม้ ไม่ใช่ก้อนหิน ไม่ใช่เต่า ช้างสาร หรืองูเห่า อาจารย์เป็นคำเรียกแทนบุคคล/กลุ่มคนที่ทำหน้าที่บางอย่าง อาจารย์มีวิญญาณหรือไม่ คนทั่วไปมีวิญญาณ อาจารย์เป็นคน ดังนั้น อาจารย์ก็น่าจะมีวิญญาณเช่นกัน

  ในยุคของธุรกิจการศึกษา อาจารย์ มีบทบาทในการประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ให้ผู้เข้าเรียน และเงินคือค่าตอบแทน เพื่อให้อาจารย์มีชีวิตที่ดีขึ้น เราจึงเห็นโรงเรียนกวดวิชาเยอะแยะมากมาย ต่างผู้ต่างเสนอสรรพคุณที่แตกต่างกันไปกับความสำเร็จที่อาจารย์ท่านนั้นจะทำให้เกิดผลสมบูรณ์ได้ แน่นอนว่า ผู้เข้าร่วมในสถาบันกวดวิชาก็มีความหวังอันหนึ่งคือ เมื่อเสียเงินไปแล้วต้องได้วิชาความรู้กลับมา จึงเป็นการแลกเปลี่ยนมากกว่าการตอบแทนคุณ แต่ผู้เข้าเรียนไม่ได้คิดกันอย่างว่านี้ทุกคน

   ในสถาบันการศึกษาที่ไม่ใช่สถาบันเพื่อการกวดขันวิชา หากแต่สถาบันเพื่อประเมินศักยภาพผู้เรียนก่อนประสาทปริญญาให้ ผู้เรียนจำนวนหนึ่งมีความคิดว่า ไม่ได้ต้องการความรู้อะไรมากมาย เพราะความรู้ที่ได้มาจากสถาบันฯ ก็ไม่มั่นใจว่าจะนำไปใช้ประโยชน์ได้หรือไม่ จนกว่าจะพบว่ามีประโยชน์จริง เป็นสิ่งที่ดีที่การศึกษาไม่ได้สอนให้คนเชื่ออะไรง่ายๆ โดยไร้ปัญญาในการพิจารณาไตร่ตรอง หากผู้เรียนไม่ได้ต้องการความรู้จริง สิ่งที่ต้องการคือใบผ่านทางเพื่อไต่ขึ้นตำแหน่ง สมัครงานที่มีรายได้เพียงพอต่อการเลี้ยงชีวิตและคนรอบข้าง ในสังคมการเมือง เราจะมีวิธีการอย่างไร

  วิธีการหนึ่งเพื่อให้ผ่านวิชานั้นๆ คือการเอื้อเฟื้อเพื่อให้อาจารย์ประจำวิชาไขว้เขว ดูสิว่าจะมีความเข้มแข็งสักเพียงไหน หากทำเพื่อตอบแทนบุญคุณจริงก็ดีไป แต่ถ้าทำด้วย "เล่ห์" ซ่อนเร้น ก็น่าจะประเมินอะไรบางอย่างได้ การเชิญอาจารย์ไปทานอาหารที่จัดไว้อย่างดี การนำของขวัญมามอบให้ในเวลาสำคัญๆ หรือการเชิญมาบรรยายด้วยค่าตอบแทนสูงๆ สิ่งนี้เป็นไปได้หรือไม่ กับการทำให้อาจารย์ไขว้เขว เพราะอาจารย์ไม่ใช่หุ่นยนต์ที่ประกอบมาจากคอมพิวเตอร์ไร้ความรู้สึกใดๆ อาจารย์ยัง "อยาก" ได้นั้น ได้นี้ ปลดหนี้ ปลดสิน ฯลฯ

  อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ค่อนข้างจะเปราะบาง หากอาจารย์ที่น่าเคารพกราบไหว้ และบูชาจริงๆ ปฏิเสธน้ำใจแห่งความสำนึกในพระคุณอาจารย์ของศิษย์ผู้พร้อมจะปฏิบัติและเดินตามที่อาจารย์สั่งและสอนมา แนวคิดหลังนี้ อาจเป็นวิถีของตะวันออก แต่ดูเหมือนจะซ่อนเร้นคุณค่าทางจิตใจไว้สูงทีเดียว ระหว่างผู้ปฏิบัติและผู้ถูกปฏิบัติ ระหว่าง ความเป็นกับความไม่เป็น

  ก. บอกว่า "ฉันสอนหนังสือตามหน้าที่ หมดเวลาก็พอเท่านี้ ไม่อยากทำงานล่วงเวลา"

  ข. บอกว่า "มาเรียนเถอะ ไม่ต้องสนใจว่าจะมีเงินหรือไม่ ขอให้ตั้งใจเรียนเพื่ออนาคตที่ดีและมีค่า"

  ค. บอกว่า "เธออยากทำอะไรก็ตามใจเธอสิ เธอไม่ใช่ลูกหลานของฉันนี่"

  ง. บอกว่า "จะให้ฉันสอนเธอน่ะ มีอะไรเป็นสิ่งตอบแทนบ้างล่ะ"

  จ. คิดว่า "นักเรียนกลุ่มนี้ ซื้อของให้เราเยอะแยะเลย เราก็น่าจะตอบแทนเขาด้วยคะแนนดีๆ บ้าง"

  ......................จบข้อเขียนคืนนี้ โดยไม่รู้ว่าจะลงอย่างไรดี......๒๒.๒๕ น..... ครูบาอาจารย์เก่าๆ สอนมาว่า การจะซื้อใจอาจารย์ได้นั้นต้อง ขยัน อดทน ใฝ่เรียนรู้ ฯลฯ