มนุษย์ ผู้ได้ชื่อว่าเกิดมาด้วยตัณหา เกิดมาสนองความอยาก สนองกรรมของตนนั้นเป็นเช่นไร..? (เพื่อทุกคนในเดือนแห่งความรัก..เพราะฉันเกิดมาเพื่อที่จะรักทุกคน..)พุทธทาส กล่าวว่า "หัวใจของพระพุทธศาสนา คือของขวัญอันล้ำค่าที่จะแสวงหาให้กับตัวเอง ให้ได้ชื่อว่าเกิดมาแล้ว ไม่เสียชาติเกิด"..เกิดมาเป็นคนแล้ว..หน้าที่ของคน..คืออะไร.ง? เราไม่กลัวความตาย..ที่เราพบเจออยู่ทุกวัน..แต่เรากลัวว่าเกิดมาแล้วจะหาสิ่งที่ดีที่สุด..ให้เป็นรางวัลที่ได้เกิด..ได้ที่ไหน...?...สิ่งนั้นคืออะไร...?..ต่างหาก..(พุทธบริษัทเชื่อว่า "การเกิดเป็นทุกข์" จึงไม่ควรจัดกิจกรรมเฉลิมฉลอง/จัดงานสังสรรค์ในวันคล้ายวันเกิด...จริง,,ไม่จริง...? คนเราต้องทนทุกข์ทรมาน..ก็เพราะติดอยู่ในวัฏฏสงสาร ถ้าใครหลุดออกไปได้ เป็นอันพ้นจากทุกข์แน่นอน..."พุทธทาสภิกขุ,๒๕๐๑")

We do not fear death .. we experience everyday .. but we fear that was born to find the best award .. that is .. Where is the ...?... it. What ...?.. separately ..

 

พระพุทธเจ้าท่านประสงค์ให้พุทธบริษัทดับทุกข์...ในชาตินี้

จากข้อสังเกต ผู้บันทึกมีโอกาสได้อ่านหนังสือธรรมะ ของท่านผู้รู้ กล่าวไว้ว่า พุทธบริษัท ไม่ควรจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองวันคล้ายวันเกิด เพราะพุทธบริษัทเชื่อว่า "การเกิดเป็นทุกข์"

คำว่า "เวียนว่ายตายเกิด" จึงไม่ใช่การตายของเนื้อหนัง ใช่หรือไม่?...พุทธบริษัททั้งหลาย...จึงได้ยินดีกับการเกิดของเรา

คำว่า "วัฏฏสงสาร"ก็ไม่ใช่การวนเวียนมาเกิดชาตินี้บ้าง ชาติโน้นบ้าง ความจริงแล้วเป็นเรื่องการวนเวียนของ ๓ สิ่ง คืออะไร ?....บ้าง

  • ความอยาก
  • การตอบสนอง
  • ผลของการกระทำ (วนเวียนกันอยู่เช่นนั้น ไม่จบไม่สิ้น)

คิดดูเถิด ไม่ว่าเศรษฐี จักรพรรดิ มหากษัตริย์ เทวดา ยาจก หรือเป็นอะไรก็ตามที ล้วนแต่ตกอยู่ในวังวนนี้เช่นกัน ในวัฏฏสงสารนี้เต็มไปด้วยความทรมานอย่างใหญ่หลวง "ศีลธรรม หรือจริยธรรมนั้นก็ไม่สามารถแก้ปัญหาข้อนี้ได้"....ประเด็นนี้ผู้บันทึกแอบถามตัวเองเหมือนกัน ว่าเป็นอย่างนั้นหรือไม่? คำตอบที่ได้ คือ เป็นอย่างนั้นอยู่มากทีเดียว ถึงมาก ที่สุดของมนุษย์ท่านอื่นๆที่รายรอบ...ตัวเรา..ด้วย.....

...ถ้าลด..ละ..เลิกความอยาก...ไม่ได้ ก็ต้องเป็นทุกข์อยู่ตลอดไปจนดับสังขาร น่าเป็นเช่นนั้น...

......"ความอยากเป็นสัญชาติญาณของสิ่งมีชีวิต"......

เป็นความจำเป็นมากโดยพื้นฐานมี ๓ อย่าง

  • อยากในสิ่งที่น่ารักใคร่พึงพอใจ(กามตัณหา)
  • อยากเป็อย่างนั้น..อย่างนี้บ้างตามที่ใจปรารถนา(ภวตัณหา)
  • อยากไม่ให้มีอย่างนี้ ไม่ให้เป็นอย่างนั้น(วิภวตัณหา)

๓ อย่าง...นี้เท่านั้นที่ต้องดิ้นรนอยู่ทุกวันนี้ มีสุขเมื่อสมอยาก มีทุกข์เมื่อไม่เป็นดังประสงค์ หยุดเมื่อพึงพอใจ ไขว่ขว้า แสวงหาเมื่อยังไม่พบ วนเวียนอยู่เช่นนี้ ไม่นิ่ง ไม่พอ ไม่เบื่อ (ในทางธรรมเรียกว่าทุกข์) เมื่อมีทุกข์ต้องมีสติจึงได้ชื่อว่าเห็นธรรม แต่....ยังไม่ใช่หลุดพ้น เพราะยังคิดวนเวียนมาอีก จะถึงขั้นกระทำ หรือสนองตอบหรือไม่ อยู่ที่การฝึกพยายามเอาความพยายามเป็นที่ตั้งอยู่นั่นแล..ออกจากความคิดนั้น..แล้วก็ยังวนเวียนมาใหม่ ผู้บันทึกแอบถามตัวเองว่า "เป็นเช่นนั้นหรือไม่"...ใช่แล้วซิ!!!!

เมื่อวนเวียนอยู่เช่นนี้ ได้ชื่อว่าตกเป็นทาสของความคิด จิตไม่เป็นอิสระ และเมื่อต้องกระทำตามความอยากก็ย่อมมีทุกข์ตามส่วนของการกระทำ ด้วยเหตุนี้จึงกล่าวได้ว่า"คนทำชั่วเพราะอยากทำชั่ว คนดีทำดีเพราะอยากทำดี..แต่มีทุกข์ตามมาด้วยทั้งนั้น จึงกล่าวได้ว่าความทุกข์นั้นมีอยู่หลายระดับ" 

แล้วเมื่อไหร่จะหลุดพ้น........นะ..?

 ผู้รู้ท่านได้กล่าวไว้...ดังนี้

  • เมื่อเอาชนะความอยากได้
  • โดยพยายามเพ่งพินิจพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงแท้ ความทุกข์ ความไม่มีตัวตนจนเกิดความเบื่อ(คลายความอยากจากสิ่งที่หลงรัก คือความเห็นแจ้งโดยผ่านการผจญมาด้วยตนเองจากการเอาใจใส่จดจ่อต่อสิ่งนั้นโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง:(Spiritual-Experience)เรียกว่า  ปัญญาสิกขา จึงเกิดความสลดสังเวช)  ไม่เอา ไม่อยาก ไม่เป็น
  • เพราะความไม่เที่ยงแท้ ความไม่มีตัวตน เราไม่สามารถจัดกระทำกับสิ่งต่างๆให้เป็นตามที่เราต้องการได้ ทุกสิ่งล้วนมีภาระ เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุ ตามวิสัยของมัน การไปจัดกระทำต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด เท่ากับเราไปต้านกฏเกณฑ์ทางธรรมชาติของเขา 
  • ผลที่ตามมา ความยุ่งยาก ความลำบาก เหน็ดเหนื่อย.......(เป็นทุกข์)
  • ยับยั้งความอยากด้วยปัญญา

ความชั่ว..อะไรคือความชั่วในภาษาธรรมมี ๓ ระดับ

  • ชั่วเพราะความอยากด้วยอำนาจของกิเลส-ตัณหา
  • ความชั่วจากความรู้สึกที่เบาจากกิเลส-ตัณหา
  • ความดีทั้งปวงที่ทำกันด้วยตัณหาที่ปราณีตที่สุดจนคนไม่ถือว่าเป็นความชั่วเลย....แต่แล้วก็ยังไม่พ้นความทุกข์

กล่าวคือผู้ที่พ้นทุกข์ คือ พระอรหันต์นั่นแหละเป็นผู้มีใจอิสระจากการครอบงำ จึงเป็นผู้ไม่มีทุกข์เลย.......

จิตมนุษย์ไปยึดติดกับอะไร...?แล้วจะหลุดพ้นได้หรือ..ไม่..อย่างไร.....?

 ปุถุชน หรือ  จะหลุดพ้นวังวนแห่งวัฎฎสงสาร (คงเวียนว่ายตายเกิดอยู่เช่นนี้...)  .....พระพุทธเจ้าให้เราดับทุกข์เสียในชาตินี้....   จุดมุ่งหมายต่อไป...ข้างหน้า....คือนิพพาน....นะ..!!!....  โอะ โอ๋....ไม่ใช่เรื่องเหลือเชื่อ....ไม่ใช่เรื่องแปลก...อะไรที่...ผู้ที่...ได้ชื่อว่า....ข้ามฝั่งฟากได้ ต้องสร้างสมคุณความดี..มา...เป็นสิบ สิบ..ชาติ.......(รู้ไว..สร้างไว.....อย่าลืมเผื่อหลงบ้างนะ...เพราะเราเป็นแค่ปุถุชนคนธรรมดา..ย่อมหลง...ไป...บ้าง....)

 จิตมนุษย์ไปยึดติดกับอะไร...?เป็นเรื่องยาวเหมือนกันที่เราต้องทำความเข้าใจ

เริ่มต้นที่  ความตาย  ความเชื่อของคนในโลกนี้ว่า "ตายแล้วเกิดมากกว่าตายแล้วสูญ" จึงมีความเชื่อจากการเกิด...และคำถามต่างๆ..ตามมา เช่น เกิดมาทำไม..?เป็นคำถามต้นๆ ซึ่งมีท่านผู้รู้ไขปริศนาข้อข้องใจไว้ให้ได้ศึกษา 

 เหตุจากการเกิด ยังมีข้อสังเกตที่น่าสนใจอยู่ประการหนึ่งว่า....

......

อำนาจของความยึดติด(อุปาทาน)  ทำให้เกิด........(ก่อนตายเนื้อหนัง..มนุษย์ก็อยู่ในภาวะ..ตาย...เกิด...ตาย..แล้วเกิด..อยู่แล้ว...((มี)ความทุกข์=เมื่อเกิด(อยาก), การมีสติ(ออกจาก)ดับทุกข์ได้= การตาย(ไม่เอา,ไม่อยาก)สรรพสิ่งเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะ, จิตมี ร่างกายก็มีจริง มันคงแปรเปลี่ยนอยู่เช่นนั้น ตราบเท่าที่โลกไม่หยุดหมุน)

เมื่อเรารู้เราต้องถอยห่างออกจาก(ตื่นจาก) อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เช่นนี้ เราจะทำอย่างไร........หลักพุทธศาสนาสอนให้เราใช้ปัญญาศึกษาเหตุของความอยาก เหตุที่ทำให้เราเข้าไปยึดติด ซึ่งในทางศาสนาเรียกว่า "อุปาทาน"..นี้แหละสามารถแยกได้ ๔ ประการด้วยกัน คือ

  • กามุปาทาน (ยึดมั่นโดยกามหรือความรักใคร่) พึงพอใจใน รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส แต่ในทางพุทธศาสนาขยายออกไปเป็น ๖ คือ "ธรรมารมณ์" ซึ่งหมายถึงผุดขึ้นในใจ จะเป็นอดีตหรืออนาคตก็ได้ เป็นเพียงคิดฝันไปก็ได้ 
  •  ทิฏฐิปาทาน(ยึดติดในทิฏฐิ)คนเราเกิดมาก็ได้รับการอบรมให้เกิดมีไว้สำหรับยึดมั่นไว้ ไม่ให้ยอมสใครง่ายๆ(พุทธทาส.๒๕๐๑)ทิฎฐิ จึงไม่ใช่สัญชาตญาณ...ปรับปรุงใหม่ได้(adapt)หากพบว่าเป็นอุปสรรคต่อการดำรงอยู่ในสังคม(ของคนมีธรรมะ)..ทิฏฐิจึงเกิดขึ้นเพราะความไม่(ในภาษาธรรม)...เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม
  • สีลัพพตุปาทาน(ยึดติดกับความเชื่อที่ผิดๆ/การกระทำที่ผิดๆหรือมุ่งทางผิดอย่างงมงาย..ไร้เหตุผลหรือคำอธิบาย)เช่น ความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์ เชื่อผีสางเทวดา เคล็ดลับต่างๆ (พุทธบริษัทที่เหมาเอาข้อสันนิษฐานว่าเป็นจริงแล้ว จึงเชื่อและปฏิบัติกันมาจนเป็นนิสัยอย่างเหนียวแน่น แม้วิปัสสนากรรมฐานก็จัดอยู่ในลำดับนี้หากไม่สามารถอธิบายเหตุผลว่า..ทำอะไร..เกิดอะไร..เพื่ออะไร ? การรักษาศีลโดยการท่อง..จนจำได้..แต่ไม่ปฏิบัต ก็เช่นกัน)ท่านพุทธทาสกล่าวว่า การประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมในทางพุทธศาสนานั้นต้องทำให้ถูกต้องเริ่มตั้งแต่การคิด(เกิดจากภายใน(จิต)ก่อน)

      ผู้บันทึกเห็นสอดพ้องกับแนวคิดของJohn Dewey บิดาแห่งการเรียนการสอนแบบวิทยาศาสตร์ วิชาพระพุทธศาสนานี้ผู้เรียนรู้ต้องลงมือปฏิบัติจึงจะเกิดผล หรือเกิดการเรียนรู้(ได้) หลัก(การ)คำสอนวิชาพระพุทธศาสนาประเสริฐกว่า แยบยลกว่าละเอียดออ่นกว่า เพราะทุกคำสอนได้เชื่อมโยงสภาวะของจิด กายกับจิตไม่สามารถแยกออกจากกันได้ แล้วพระพุทธเจ้าคิดหลักการสอนนี้ได้อย่างไร ถ้าไม่ใช่ได้มาจากการปฏิบัติจริง จึงรู้แจ้ง

  • อัตตวาทุปาทาน(ยึดมั่นว่าตัวว่าตน เป็นสัญชาติญาณ และเป็นต้นเหตุของสัญชาติญาณอื่นๆ)สิ่งมีชีวิต(นิยาม:ในทางวิทยาศาสตร์คือสิ่งที่มีตัวตน สัมผัสได้)...ในวิชาพระพุทธศาสนา คือความรู้สึกนึกว่าเป็นตัวเป็นตนเท่านั้น..เพื่อโยงไปสู่สมุติฐานที่ว่า/(คำ)ว่าทุกสิ่งล้วนอนิจจัง :ผู้บันทึกคิดว่าอันเดียวกันเพียงแต่พระพุทธศาสนามองทะลุออกไปยาวไกลกว่าสิ่งที่เห็นซึ่งหน้า(มองเห็นความเสื่อมสลายของสิ่งมีชีวิตนั้น) นิยาม ให้แตกต่างเพื่อให้เห็นจริงตามสมุติฐาน/สันนิษฐาน) .....ตรงนี้คือความแตกต่างที่ทำให้เกิดความสับสนได้ หากไม่ลงมือปฏิบัติหรือศึกษาอย่างถ่องแท้...ท่านพุทธทาสกล่าวว่าข้อนี้แหละ เป็นต้นกำเนิดความทุกข์ของคนอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก....ทั้ง๔ประการเป็นสัญชาติญาณของสัตว์....ย่อมฝังอยู่ในใจ..และเข้าไปยึดติดได้ง่าย : ผู้บันทึกเห็นสอดพ้องกับทฤษฎีทางการศึกษาของ...Piaget กล่าวถึงวุฒิภาวะกับการเรียนรู้..ทำไมจึงสอนจากง่ายไปหายาก ง่ายคืออะไร?  ยากคืออะไร? ทำไมจึงง่าย? ทำไมจึงยาก..แก่การเรียนรู้ของเด็ก : ก็อดคิดไม่ได้ว่าถ้าจะสอนชาวพุทธให้เป็นพุทธบริษัทควรสอนตั้งแต่ปฐมวัย โดยใช้วิธีการสอนที่สอดคล้องกับธรรมชาติวิชาและความเหมาะสมกับวุฒิภาวะเด็ก..เราจะได้พุทธบริษัทตัวน้อยที่พร้อมจะเติบโตเป็นชาวพุทธที่แท้จริง (คิดเล่นๆ..ตามประสาครูอนุบาล).......

                

รู้แล้วซิ...ว่าจิตไปยึดติดกับอะไร

รู้ให้มากกว่านี้...ว่าอะไรเป็นที่ตั้งของอุปาทาน.....(โลก)

โลกของเรานี้เองเป็นที่ตั้งของอุปปาทาน เรามารู้จักโลกในทางพุทธศานา กันก่อน

หมายถึงสิ่งทั้งหลาย ทั้งปวง ตั้งแต่มนุษย์ เทวดา พรม เดรัจฉาน สัตว์นรก เปรต อสุรกาย รวมอยู่ในโลกทั้งสิ้น เมื่อเป็นเช่นนี้พระพุทธเจ้าจึงสอนวิธีการรู้จักโลกโดยจำแนกออกได้เป็นรูปธรรม และนามธรรม และแบ่งนามธรรมออกได้เป็น ๔ ส่วน เมื่อรวมกับรูปธรรม ๑ ส่วน เรียกว่า เบญจขันธ์หรือขันห้า  แปลว่า๕สว่นประกอบกันเป็นโลก และ ๔ส่วน นี้มีอยู่ในคนโดยพร้อม คือ

  • เวทนา หมายถึงความรู้สึก ๓ อย่าง สุข/ความพอใจ ทุกข์ เฉยๆ
  • สัญญา หมายถึง รู้ตัวหรือมีสติสมปฤดี(หรือบางทีเรียกว่าจำได้หมายรู้)ทั้ง๕สัมผัส
  • สังขาร ความหมายการปรุงแต่ ประกอบขึ้น หรือปรุงแต่งให้มาเกิดเป็น(รูป ส่วนหนึ่งในขันธ์๕)เป็นร่างที่มีจิตใจครอบงำ
  • วิญญาณความหมายจิต จิตใจ/ทำหน้าที่รู้สึกผ่านประสาทสัมผัสทั้ง๕

 พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ว่าโลกเป็นที่ตั้งของอุปาทาน เราต้องหลุดพ้นจากโลก จึงจะมีสุขแท้......

โลกในวิชาวิทยาศาสตร์ หมายถึงดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง ในระบบสุริยจักรวาล แต่ในความหมายของพระพุทธเจ้า ได้รวมเอาทุกสิ่งไว้ เรียกว่า"โลก"

เมื่อคนถือกำเนิดขึ้นมาแล้วบนโลก พระพุทธเจ้าท่านได้กำหนดบทบาทหน้าที่ของคนไว้ เพื่อให้สามารถแสวงหาความสุขแบบมนุษย์โลก (หน้าที่ ตรงกับภาษาบาลีว่า "กรณียะ") กิจของคนเพื่อประโยชน์สุขอย่างแท้จริงของมนุษย์ ว่ามี ๒ อย่าง คือ 

  • อัตตัตถกิจ หมายถึงกิจที่เป็นประโยชน์ของตน
  1. เมื่อเป็นเด็กต้องเรียน 
  2. เมื่อเสร็จจากการเรียนต้องประกอบอาชีพหาเลี้ยงตน
  3. สร้างหลักปักฐาน
  4. อยู่ในศีลธรรมไม่ก่อโทษให้ร้ายแก่ผู้อื่น      
  • ปรัตถกิจ   หมายถึง กิจที่เป็นประโยชน์ท่าน (คนที่เกี่ยวข้องโดยตรง)โดยแบ่งเป็น
  1. บุคคลในครอบครัวและเกี่ยวข้องกับบุคคลในครอบครัว
  2. ระหว่างประเทศชาติ/เมืองกับพลเมือง(ข้อนี้น่าจะหมายถึง สส.กับประชาชนในปัจุบัน)
  3. พระมหากษัตริญกับราษฎร
  4. หน่วยงานรัฐกับประชาชน
  5. องค์กรศาสนากับศาสนิกชน

๕ ประการด้านบนนั้น พระพุทธเจ้าท่านสอนให้เกื้อกูลกัน ซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงที่สุด และได้ชื่อว่าทำคุณเพื่อท่านโดยแท้ย่อมบังเกิดสมบูรณ์สุขแก่กันอย่างบริสุทธ์ใจเป็นกุศลเกื้อหนุนเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างถาวร

 

 

 

มาพบกันใหม่ในเดือนแห่งความรัก มนุษย์ ผู้ได้ชื่อว่าเกิดมาด้วยตัณหา เกิดมาสนองความอยาก สนองกรรมของตนนั้นเป็นเช่นไร..? (เพื่อทุกคนในเดือนแห่งความรัก..เพราะฉันเกิดมาเพื่อที่จะรักทุกคน..)............เล่าต่อจาก บล็อกดนตรี
เมื่อครั้งที่ มนุษย์ถูกสสร้างขึ้ยมาบนโลก..เอพูดถึงตอนนี้ก็ทำให้นึกถึงคำพูดของเด็กนักเรียนที่ฉันสอน..เด็กเขาถามฉันว่าคุณครูขา คนเกิดขึ้นมาได้อย่างไร...(เรื่องจริงเด็กช่างถามฉัน ได้ตรงประเด็น) ฉันจำได้ว่าฉันสอนหน่วย โลก ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์.. ฉันอธิบายให้เด็กฟัง เสร็จแล้วมักจะให้โอกาสถามฉันบ้างในสิ่งที่เขาต้องการรู้ คนละ ๑ คำถาม ฉันก็ต้องแสดงศักยภาพของครู ตอบเด็กไปว่า คนเกิดมาจากความรัก..พ่อแม่รักกันก็เกิดเป็นเรา เราจึงเป็นที่รักของพ่อแม่ หรือพ่อแม่ใครไม่รักลูกบ้าง แล้วเด็กๆ ก็รักพ่อแม่...สุนัขเกิดจากอะไร? เด็กคนอื่นถามบ้าง..ฉันก็ตอบเด็กๆ ว่า เกิดจากพ่อแม่ของสุนัขรักกัน..เป็นเช่นนี้ ..แล้วก็มาถึงเด็กผู้หญิงน่ารักคนหนึ่ง(น้องผักแว่น)ถามฉันว่า แล้วมะขามเกิดมาจากอะไร...?  เด็กผู้ชายคนนึงชิงตอบก่อนดิฉันว่า เกิดมาจากมันรักกัน...(เพราะความไม่รู้) ฉันก็ตอบเด็กๆว่า มะขามก็เกิดมาจากเมล็ดมะขามซิค่ะ....แล้วก็อธิบายเด็กไป....

ทีนี้มาถึงคนเกิดมาด้วยตัณหาบ้าง  จากความเชื่อที่ว่า พระเป็นเจ้าสร้างโลก นั้น พระเป็นเจ้า ได้กำหนดเวลามาให้มนุษย์ด้วย ฉันคิดว่าพระเป็นเจ้าก็รอบคอบเหมือนกัน คงไม่ต้องการให้โลกล่มสลายเพราะภาวะที่เราพบในปัจจุบันที่ว่าโลกร้อนนี่กระมัง สร้างให้คนเกิดมามีอายุเพียง ๓๐ ปี  สร้างวัว ควายให้มีอายุเท่าคน สร้างสุนัขให้มีอายุ เท่าคน เหล่านี้ไว้เป็นบริวารของคน แล้วจะได้ตายไปพร้อมกัน นอกจากนั้น ยังสร้างลิงไว้บนโลก..อายุก็ให้ได้เท่าๆกัน ในครั้งนั้น...มนุษย์ได้ให้มนุษย์เป็นสัตว์ที่ประเสริฐกว่าสัตว์ทั้งหลาย เกิดความโลภเพราะความไม่รู้เกิดมาพร้อมกัน (ในทางพุทธว่าเกิดมาเพราะความไม่รู้ เพราะตัณหา) นึกในใจไม่พอใจที่พระเป็นเจ้าให้อายุสรรพสิ่งทั้งหลายที่ว่ามาได้อายุมาเท่ากับตน จึงเข้าเฝ้าพระเป็นเจ้าแห่งโลกนี้ว่า ไม่ยุติธรรมเลย อายุของสัตว์อื่นๆน่าจะได้น้อยกว่าตน นะพระพุทธเจ้าข้า เดียรฉานจะมาเสมอตนได้อย่างไร ? พระเป็นเจ้าได้ฟังดังนั้นก็หยิบเอา......