"ตาคือหน้าต่างของหัวใจ" จากประโยคนี้ มีคำถามว่า "มันเป็นไปได้หรือ กับการที่ตาจะเป็นหน้าต่างของหัวใจ" เมื่อพิจารณาจากประสบการณ์ หัวใจก็อย่างหนึ่ง ตาก็อย่างหนึ่ง และทั้ง ๒ อย่าง อยู่คนละที่ ตาติดกับใบหน้าส่วนของหัว ส่วนหัวใจติดอยู่กับตัวตรงหน้าอก ดังนั้น ตาจะเป็นหน้าต่างของหัวใจได้อย่างไร

     หากเราเคยผ่านชีวิตวัยรุ่นๆ มา เราจะพบภาวะบางประการเมื่อ "ตาสบตา" อย่างน้อยมี ๓ ลักษณะคือ ชอบ ชัง และบอกไม่ได้ว่าชอบหรือชัง ตกลงว่า ตามีความรู้สึกเองหรือว่า ตาเป็นสื่อผ่านสู่ที่ใดที่หนึ่งซึ่งเป็นตัวแปรผลสิ่งที่ผ่านมาทางตาให้กลายเป็นความรู้สึก บางคนบอกว่า ทันทีที่ตาสบตาก็รู้ว่า "รักเธอเข้าแล้ว" ขณะที่บางคนบอกว่า สักว่าสบตาก็อยากเข้าไปตบตา อย่างหลังไม่นำมาซึ่งความสร้างสรร ส่วนอย่างแรก ดูจะสร้างสรรอยู่

   อย่างไรก็ตาม "ตา" ที่ใช้ชีวิตร่วมมากับ "ยาย" หลายปีที่ผ่านมา ก็มีความหมายบางอย่างของชีวิตคน ถึงกระนั้น ตาทั้งที่เป็นคู่ของยาย และตาที่อยู่บนใบหน้าก็มีความหมายเสมอ ตาเป็นเพื่อนยาย ขณะที่ตาบนใบหน้าทำให้เราดูดี ได้เห็นสิ่งสวยงามบนโลกใบนี้

   องค์กรก็เหมือนกับร่างกายของคน ที่ผสานรวมจากส่วนต่างๆ กลายเป็นร่างชีวิตๆ หนึ่ง "ตา" มีความหมายต่อองค์กรเสมอ ในองค์กรที่ให้ความสำคัญกับกลุ่มบริหาร ผู้บริหารเป็นทั้งตา และต้องมีตา แนวคิดที่ว่า ผู้บริหารต้องมีวิสัยทัศน์ที่ดี ก็สอดคล้องกับคำว่า "ตา" ตาที่เดินเคียงคู่มากับยาย ท่านได้ผ่านชีวิตมาจำนวนหนึ่ง หลายอย่างท่านปล่อยวางลง ไม่เก็บมาเป็นขยะในใจ หลายอย่างท่านยังคงรักษาไว้ อย่างน้อย ก็ยังเห็นว่า "ยาย" เป็นเืพื่อนที่ดีและซื่อสัตย์มาตั้งแต่สร้างครอบครัวด้วยกัน ส่วน "ตา" ที่คอยสอดส่องสิ่งต่างๆ ล้วนเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะการสอดส่องเลยมิติของศักยภาพที่ตาเนื้อมีอยู่ ทั้งอดีต ปัจจุบันและอนาคต โดยรอบและกว้างไกล ทั้งลึก ตื้น หนา บางฯลฯ แน่นอนว่า นอกจากตาเนื้อที่มีศักยภาพแล้ว ตาในก็ต้องบริบูรณ์ศักยภาพด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม หากจำเป็นต้องเป็นผู้บริหาร/งานบริหารบุคคล/งานบริหารอื่นๆ/เจ้าอาวาส วันนี้ผู้เขียน มีเรื่องตา ๓ ตา ที่น่าตระหนัก นั้นคือ

  ตาที่หนึ่ง "ตาขาว" หมายถึง ความกระหายในทรัพย์สินเงินทอง ของมีค่า ทั้งหลายทั้งปวงที่ไม่ใช่ของตน บางคนเห็นเป็นไม่ได้ เป็นต้องตาโต "ตาขาว" อยากจะได้ อยากจะเป็นเจ้าของ แน่นอนว่า หากเราจะบริหารงานบุคคลเพราะ "ตาขาว" ด้วยเห็นเหยื่อที่เราจะฮุบไว้เป็นเจ้าของ การบริหารงานบุคคลน่าจะล้มเหลว เพราะมันจะกลายเป็นบริหารเพื่อ "ตัวฉัน" "เพื่อนฉัน" "ญาติฉัน" "พี่น้องฉัน" "พวกฉัน" ฯลฯ ในองค์กรไม่ได้มีเฉพาะกลุ่มบุคคลดังกล่าว

  ตาที่สอง "ตาถั่ว" หมายถึง ตาใจที่ไร้ความรู้ความสามารถในการบริหารการจัดการ ปฏิเสธความคิดใหม่ๆที่มีความเป็นไปได้กับการนำความเจริญมาให้ ไม่กล้าที่จะตัดสินใจทำอะไรเลยเพราะมี "ความกลัว" เป็นที่ตั้ง เข้าในทำนองว่า "รอให้เขาทำก่อนแล้วฉันค่อยทำ" หากเป็นนักเรียนในห้องก็เป็นนักเรียนที่ขอลอกการบ้านเพื่อน ยังแต่จะเป็นเบี้ยล่างอยู่ร่ำไป หากจะเป็นเบี้ยบนก็เป็นเพราะเล่ห์ นอกจากนั้น ยังหมายถึง การมองไม่เห็นความจริง ความงาม และคุณค่าในสิ่งต่างๆ ที่ควรจะทำให้เกิดมีในองค์กร อาจใช้คำว่า ขาดปัญญา ในการพิจารณาก็ได้

  ตาที่สาม "ตาำต่ำ" หมายถึง ไม่ได้มองออกไปไกลตัว สำรวจ ตรวจตรา ให้ละเอียดถี่ถ้วน หากเราตาต่ำ มองแคบ สิ่งที่ได้ก็เพียงผ้าคลุมร่างให้อุ่นคนเดียวในหน้าหนาว นอกจากนั้น ยังหมายถึง คอยแต่จะจ้องมองความผิดหรือจับผิดกลุ่มบุคคลที่ปฏิเสธตนเองอยู่เสมอ กล่าวได้ว่า เป็นตาที่ใฝ่ต่ำ ซึ่งตรงกันข้ามกับ แนวคิดที่หลวงพ่อพุทธทาสกล่าวไว้คือ "....ฝึกให้เคยมองแต่ดีมีคุณจริง"

  ดังนั้นแล "ตา" จึงมีความหมายเสมอ ทั้งตาในและตานอก

..........................................................................บันทึกความคิด ๒๑.๕๑ น.