บันทึกนี้ ดิฉัน ต่อยอดจาก ... จริงหรือที่ว่า "ความคิดเชิงนามธรรม นำไปสู่ความขัดแย้ง" ... ดิฉัน สนใจเป็นพิเศษกับประเด็น "ความขัดแย้ง" ดังนั้น จึงขอกล่าวถึงนักบำบัดครอบครัวที่มีชื่อเสียงโด่งดังติดอันดับ 5 ของโลก คือเวอร์จิเนียร์ ซะเทียร์ (Virginia Satir) เธอเสนอแนวคิดที่น่าสนใจไว้ว่า "ความสัมพันธ์ของมนุษย์จะเป็นไปตามข้อตกลงของความเหมือนและความขัดแย้ง กล่าวคือความเหมือน จะดึงดูดความสนใจให้มนุษย์ติดต่อสัมพันธ์กัน ขณะที่ความขัดแย้ง จะช่วยให้บุคคลเจริญเติบโตขึ้น ..." จริงหรือ??...

ดิฉัน ทบทวนการต่อยอดในบันทึก ... ปัญหาสังคม : ความก้าวร้าว...กระทบ "กรอบ" (5) ... กับหลวงพี่ BM.chaiwut ความตอนหนึ่งว่า "ความก้าวร้าว เป็นหนึ่งในหลาย ๆ ปัญหาของสังคม อาจเพราะมีปัญหา พัฒนาการทางสังคมจึงเกิดขึ้นอยู่เรื่อย ๆ ขณะเดียวกันหากสังคมใดมีความก้าวร้าว สังคมนั้นย่อมต้องหาทางแก้ไข เพื่อให้สังคมอยู่รอด หากปล่อยไว้ก็เท่ากับเป็นการหยุดพัฒนาการของสังคม และสังคมจะเสื่อมถอยลงไปเรื่อย ๆ" ในประเด็นนี้เท่ากับว่า "ความก้าวร้าว เป็นพฤติกรรมที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาสังคมให้เจริญเติบโตขึ้น" ... เฉกเช่น "ความขัดแย้ง ที่ช่วยให้บุคคลเจริญเติบโตขึ้น" เช่นนั้นหรือ??...
เมื่อ "ความขัดแย้ง ช่วยให้บุคคลเจริญเติบโตขึ้น" จึงเกิดคำถามว่า "ท่ามกลางความขัดแย้ง บุคคลจะเจริญเติบโตขึ้นได้อย่างไร??" ... ในคำถามย่อมมีคำตอบเสมอ >> ความขัดแย้ง ช่วยให้บุคคลเจริญเติบโตขึ้น โดยผ่านความเข้าใจ การยอมรับ และความเสี่ยง ดิฉัน ขอขยายความดังนี้ ... ในความขัดแย้ง มักเต็มไปด้วยการสื่อสารที่อยู่บนหลักการและเหตุผลของแต่ละบุคคล หากบุคคลยอมรับในเหตุผลเดียวกัน นั่่นหมายถึงความเข้าใจกันและกันได้ผลิบานขึ้นแล้ว ขณะเดียวกัน ในความขัดแย้งก็เต็มไปด้วยความเสี่ยง เช่น เสี่ยงต่อการเกิดความร้าวฉานของความสัมพันธ์ เสี่ยงต่อการสูญสิ้นหน้าที่การงาน ร้ายไปกว่านั้นคือเสี่ยงต่อการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน ดังนั้น ความขัดแย้ง จึงตั้งอยู่บนเส้นด้ายของการดำรงอยู่และการสูญเสียชีวิต ในความขัดแย้งกัน หากบุคคลได้ผ่านการเรียนรู้จากความเข้าใจกัน การยอมรับกัน และผ่านความเสี่ยงมาได้แล้ว ก็เท่ากับว่า "บุคคลได้เจริญเติบโตขึ้นอีกขั้นหนึ่งแล้วนั่นเอง"

ในสังคมโลกทุกสิ่งอย่างมี 2 มิติ
เสมอ ดำ-ขาว สวย-ขี้เหร่ เป็นเพียงนามธรรมที่สมมติขึ้น
ทุกสิ่งอย่างอยู่ที่มุมมองของแต่ละคน การมองโลกเชิงบวก
คือความงดงามที่มนุษย์พึงพัฒนาขึ้นภายในจิตใจ
และการมองโลกเชิงบวกของซะเทียร์นี่เอง ทำให้ฉันเกิดความศรัทธา
เพราะแนวคิดของเธอสอนให้ฉันอ่อนโยนต่อโลกใบนี้
สอนให้ฉันรู้จักคุณค่าแห่งตน สอนให้ฉันรู้จักความสงบภายในจิตใจ
สอนให้ฉันอยู่กับปัจจุบัน "ที่นี่และเดี๋ยวนี้"
เช่นเดียวกับที่พุทธศาสนาสอนฉัน ... แนวคิดและคำสอนจากซีกโลกตะวันตกและตะวันออก
ดูจะห่างไกลคนละขอบฟ้า แต่ต่างมุ่งหวังที่จะพัฒนาร่างกาย จิตใจ
และจิตวิญญาณ ให้บุคคลเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ ...
เมื่อทุกสิ่งอย่างในโลกนี้มี 2 มิติ
จึงไม่มีอะไรดีกว่า-การปรับประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับวิถีชีวิต
นั่นก็เพราะมนุษย์ต่างมุ่งหาความสมดุลแห่งชีวิต ณ จุดแห่งความสุขกาย-สบายใจเสมอ
---------
เอกสารอ้างอิง
Banmen, J. (2002). The Satir model: Yesterday and today.
Contemporary Family Therapy 24(1), 7-22.
ดูประวัติ ทฤษฎีและเทคนิคการให้คำปรึกษาครอบครัวของซะเทียร์ ได้ที่
>> http://vijtr.wordpress.com/
ภาพจาก
Internet 1 และ
Internet 2
ท่ามกลางความขัดแย้ง บุคคลจะเจริญเติบโตขึ้นได้อย่างไร
ลุงมหา อ่านหลายลอบแล้งยังให้คำตอบกับตัวเองไม่ได้ในสังปัจจุบัน
มีมุมมาให้คิดหลังอิ่มมื้อค่ำเลยนะคะโอ๋สาวหวาน
ความขัดแย้ง ก่อผลลัพธ์ที่ดีหากอยู่บนพื้นฐานของการเปิดใจ แลกเปลี่ยน เรียนรู้ พูดคุย ในข้อแตกต่าง ให้ได้สร้างสรรค์ บนมุมความคิดที่หลากหลาย น่าท้าทายค่ะ
ถ้าทุกคนมีมุมคิดที่เป็นกลาง ยอมรับ เข้าใจ และจบให้เป็น เชื่อว่าคงเกิดผลดีอย่างที่กล่าวข้างต้นค่ะ .. ชอบประโยคนี้นะคะ unity in diversity ... เอกภาพท่ามกลางความหลากหลาย
แต่ปัญหาความขัดแย้งในปัจจุบันที่เกิดขึ้น (อิ อิ ม้นไม่ใช่อยู่ในเงื่อนไขนี้ มีรากเหง้า ปมลึกซึ่งเป็นเรื่องของผลประโยชน์ ความเสียหายของประเทศมาเกี่ยวข้อง จึงตัดสินใจยาก ว่าไปก็ไม่น่ายากเนาะ หรือทำให้ยากกันไปเอง) โอ๋ไม่ได้หมายถึงความขัดแย้งประเด็นนี้ใช่ไหมคะ อิ อิ) .. ละไว้ ไปดีกว่า จะลากยาว ... คิดถึงจ้า
ความขัดแย้งช่วยให้มนุษย์รู้จักแยกแยะและปรับตัวเข้ากับสถานการณ์มากขึ้น มีภูมิคุ้มกัน ที่สำคัญมนุษย์ต้องค้นหาเหตุผลของความขัดแย้งและรู้จักประนีประนอมมากขึ้น การคิดเชิงบวกทำให้เราอยู่ร่วมกันบนความขัดแย้งอย่างเป็นปกติสุข ขอบคุณข้อคิดดีๆ มีความสุขมากๆคิดถึงนะจ๊ะ รักษาสุขภาพด้วยนะค่ะ รักนะ..24 ชั่วโมง....
No conflict No Progress
ผมค่อนข้างเห็นด้วยครับว่า ความขัดแย้งนำไปสู่การพัฒนา...ในอุดมคติ
แต่...ในโลกแห่งความเป็นจริง ความขัดแย้งมักจะนำไปสู่การทำลายเสียมากกว่าครับ
ที่นี้คำถามที่ว่า ท่ามกลางความขัดแย้ง บุคคลจะเติบโตขึ้นได้อย่างไร
ผมขอตอบว่า เติบโตได้ ด้วยการเปิดใจยอมรับความแตกต่างครับ แตกต่างกันได้โดยไม่แตกแยก
ซึ่งคำตอบสุดท้ายก็น่าจะอยู่ที่ "สุนทรียสนทนา" ครับ
สวัสดีครับ Vij
อาการขัดแย้งของประเทศเรา..วิเคราะห์ได้ไหมว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร..??????ตอบพี่อ้อยเล็กหน่อยได้ไหม...เศร้าอยู่..
หายไปนานนึกว่าจำกันไม่ได้เเล้ว....ความเห็นส่วนตัวนะขอรับ มองว่าความขัดเเย้งในมุมมองเป็นไปได้ทั้งในเชิงคุณประโยชน์เเละมิติเชิงลบ...ในยุคปัจจุบันความขัดเเย้งจะเป็นตัวกระตุ้นให้บุคล องค์กร หรือทีมเกิดการพัฒนาไปในทิศทางที่ดี ดังนั้นเราต้องศึกษาเเละบริหารจัดการความขัดเเย้งให้จงได้เเละเกิดผลเชิงบวกทั้งในมิติของปัจเจก กลุ่ม ทีมเเละสังคม นอนดึกสุขภาพจะไม่ดีนะ...ผมเองก็กลัวเหมือนกันยิ่งตอนนี้ จมูกผมเป็นไรไม่รู้ชอบไล่เลือดออกมาเรื่อยเลย
สวัสดีค่ะ น้องสาวคนสวย
วันนี้เหมือนจะมีทฤษกีให้พี่มึนงง???
เมื่อทุกสิ่งอย่างในโลกนี้มี 2 มิติ จึงไม่มีอะไรดีกว่า-การปรับประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับวิถีชีวิต นั่นก็เพราะมนุษย์ต่างมุ่งหาความสมดุลแห่งชีวิต ณ จุดแห่งความสุขกาย-สบายใจเสมอ
ความขัดแย้ง..เกิดจากความแตกต่าง..ถ้ารู้จักหาประโยชน์ร่วมกันได้..ย่อมนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีนะคะ..ขอบคุณค่ะ..
สวัสดีค่ะอาจารย์ Vij ที่เคารพ
ความขัดแย้งที่มนุษย์มองว่านำมาซึ่งการทำลายนั้น มักจะนำการพัฒนามาสู่มนุษย์และสังคมด้วยเช่นกัน"
ในมิติแรกของความคิดเรามักมองว่า "ความขัดแย้งนำมาสู่การทำลาย" หากแต่มองให้ลึกในมิติที่ 2 ในโลกแห่งการปฏิบัติ ในบริบทของสังคม เราจะพบว่า "ความขัดแย้ง มักจะนำมาสู่การพัฒนาด้วยเช่นกัน"
ครับ ขอแยกเป็นประเด็นไปนะครับ
ในมิติแรกของความคิดเรามักมองว่า
"ความขัดแย้งนำมาสู่การทำลาย
ประเด็นนี้ ความขัดแย้งที่นำมาสู่การทำลาย เป็นการมองในระยะสั้นๆ เป็นการมองเหตุการณ์เฉพาะหน้า เป็นการมองมิติเดียว ก็เหมือนกับเป็นการทำลายครับ
อีกมุมหนึ่ง
ความขัดแย้ง มักจะนำมาสู่การพัฒนาด้วยเช่นกัน"
ลึกๆ ผมเห็นด้วยครับว่า ความขัดแย้งก็จะนำมาสู่การพัฒนาด้วยเช่นกัน เพราะภายใต้ความขัดแย้ง ลึกๆแล้ว จะมี "การเรียนรู้" เกิดขึ้นครับ เป็นการเรียนรู้นำไปสู่การเติบโต ที่เรียกวาาเรียนรู้อย่างวิภาษวิธี
การคิดในแบบวิภาษวิธี(dialectic) ซึ่งมีโครงสร้างแบ่งออกเป็นสามส่วนได้แก่ ข้อสรุปเดิม(thesis), การต่อต้านข้อสรุปเดิม(anti-thesis), และการสังเคราะห์ข้อสรุปเก่ากับใหม่(synthesis)
anti-thesis เป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากการต่อต้าความคิดเดิมครับ จะพัฒนาเติบโตนำไปสู่แนวคิดใหม่
ปรากฏการณฺ ความขัดแย้งทางการเมือง มองมุมเดียว อาจจะเป็นเหมือนการทำลาย แต่ถ้ามองลึกๆให้กว้างๆ ผมว่าเป็นการเรียนรู้ทางการเมืองนะครับ เรียนรู้สู่การพัฒนา ( ถ้ามองแต่เหตุการณ์ เหมือนกับเป็นการทำลาย แต่ถ้ามองไปที่วิธีคิด จะเป็นการพัฒนาครับ)
อาจารย์ครับ ขออนุญาตเพิ่มเติมครับ
สังคมไทย เป็นสังคมที่ชอบใช้คำว่า "สมานฉันท์" "สามัคคี" กันอย่างง่ายๆครับ วิธีคิดอย่างนี้ เป็นอุปสรรคของวิธีคิดแบบ "ความขัดแย้งนำมาสู่การพัฒนา"
ความสามัคคี หรือ ความสมานฉันท์ จะต้องอยู่บนพื้นฐานของการยอมรับความแตกต่างอย่างหลากหลายนะครับ เมื่อมีความแตกต่าง จะต้องอยู่บนความแตกต่างให้ได้ โดยไม่ไปทำลายอัตลักษณ์ของอีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อมีความขัดแย้ง จะต้องมองความขัดแย้งเป็นเรื่องของการพัฒนา พัฒนาความขัดแย้งเพื่อนำไปสู่ความสามัคคี และ ความสมานฉันท์ ที่เรียกว่า "เอกภาพบนความหลากหลาย" ครับ นี่คือ สามัคคีที่แท้จริง อันเป็นผลมาจากการพัฒนาจากความขัดแย้ง