"เมื่อฝึกฝนตนเองนานวันขึ้น การ "ตื่น" ขึ้นมาอยู่กับ "ปัจจุบันขณะ" ก็มักจู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัวแบบนี้บ่อยครั้งขึ้น"

เมื่อไม่กี่วันมานี้ ผมไปเข้ารับการอบรมการเป็นกระบวนกรนพลักษณ์ที่โรงแรมแกรนด์ไชน่าพรินเซส โรงแรมนี้ตั้งอยู่ใจกลางย่านเยาวราชหรือไชน่าทาวน์ของกรุงเทพฯ ภรรยาโทรศัพท์มาบอกให้ช่วยไปรับขนมเปี๊ยะจากร้านที่เธอสั่งไว้ ร้านนี้อยู่ห่างจากโรงแรมเพียงประมาณ ๒๐๐ เมตร ใช้เวลาเดินปกติก็ประมาณ ๑๐ นาที

วันนั้นผมรีบรับประทานอาหารเที่ยงแล้วออกจากโรงแรมไปยังร้านนั้น ปรากฏว่าถนนเยาวราชตอนเที่ยง บนฟุตบาทริมถนนมีพ่อค้าแม่ขายวางของขายตลอดทาง ทำให้ทางเดินเท้าแคบลง คนที่ไปจับจ่ายซื้อของก็เยอะมาก บางช่วงก็เบียดเสียดกันจนแทบจะสวนกันไม่ได้ ผมรู้สึกอึดอัดกับการเดินในท่ามกลางผู้คนเหล่านั้น เพราะทำให้ไปเร็วดังใจไม่ได้ บางช่วงก็ต้องหยุดรอให้คนสวนทางไปก่อน ใจที่พุ่งไปข้างหน้าด้วยความอยากไปถึงที่ร้านเร็วๆ บวกกับความอึดอัด จนทนไม่ได้ ทำให้ผมตัดสินใจลงไปเดินบนพื้นถนน แม้จะเดินชิดขอบถนนมากแต่ก็ยังรู้สึกอันตรายจากทั้งรถยนต์ รถเมล์ รถมอเตอร์ไซค์ รถเข็น

ขณะกำลังหลบรถเข็นคันหนึ่ง ทันทีที่ผมมองกลับขึ้นไปบนทางเท้า ภาพที่เห็นคือความลื่นไหลของผู้คนที่กำลังเดินกันเป็นขบวนอย่างช้าๆ บ้างก็หยุดจับจ่ายซื้อของอย่างสบายๆ ทั้งหมดกลายเป็นภาพช้าเหมือนภาพสโลว์โมชั่น เป็นภาพที่งดงามมาก ต่างกับอารมณ์อึดอัดก่อนหน้านั้น เป็นภาพเดียวกันที่กลับเป็นภาพประทับใจในชีวิตของผู้คนบนถนนเยาวราช เห็นภาพทั้งหมดเป็นภาพของความไหลเลื่อนของทุกคนบนโลกขึ้นมาอย่างลึกซึ้ง ตัดกับภาพของ “คนบ้า” คนหนึ่งที่กำลังพุ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูงอย่างสุ่มเสี่ยงอยู่เพียงลำพัง

“คนบ้า” คนนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน มันคือผมเอง

มีเสียงหนึ่งที่ดังขึ้นมาในหัวที่ทำให้ผม "หยุด" ความรีบร้อนของตนลง เป็นเสียงของเณรน้อยเจ้าปัญญา อิ๊กคิวซัง* จากการ์ตูนโทรทัศน์ที่ผมคุ้นเคยคำพูดซ้ำๆ ของท่านในทุกตอนว่า  “จะรีบไปไหน? จะรีบไปไหน?” ทำให้ผมหยุดนิ่งกับที่ทันที จากนั้นผมก็ค่อยๆ กลับขึ้นไปเดินบนฟุตบาทร่วมกับเพื่อนมนุษย์คนอื่นๆ อย่างสงบและมีความสุขกับทุกย่างเท้าที่ก้าวเดิน ไหลเลื่อนไปกับผู้คนรอบข้างอย่างช้าๆ จนไปถึงร้านขนมเปี๊ยะ

และก็พบว่าเวลาที่ใช้ในการเดินทางไม่ได้ต่างกันกี่มากน้อยหรอก

มันเป็นที่ใจเราเองที่อึดอัดกับแต่ละย่างก้าวของเท้าเราเอง ใจเรามันพุ่งไปจนไม่สามารถอยู่กับจุดที่เรายืนในปัจจุบัน และกับแต่ละก้าวที่เราเดิน

ผมพบว่า เมื่อฝึกฝนตนเองนานวันขึ้น การ "ตื่น" ขึ้นมาอยู่กับ "ปัจจุบันขณะ" ก็มักจู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัวแบบนี้บ่อยครั้งขึ้น 

ขณะที่กำลัง "ตื่น" ขึ้นนั้น "ความหมาย" ต่อเรื่องราวเดียวกัน หรือประสบการณ์เดียวกันในตัวเรา ต่างกันอย่างฟ้ากับดินได้ในชั่วเวลาแค่เสี้ยววินาที และในภาวะนั้นเราจะประสบกับความรู้สึกเป็นสุขเอ่อขึ้นในใจในท่ามกลางความสับสนจอแจได้อย่างประหลาด

ขากลับผมก็เดินกลับมาอย่างสบายๆ สงบๆ ในท่ามกลางผู้คนที่น่ารักเหล่านั้น เป็นความรู้สึกของความรักที่เกิดขึ้นต่อมวลมนุษยชาติจริงๆ นอกจากนี้ในภาวะแห่งความสุขนั้น สายตาผมมองไปทางไหน เห็นเหตุการณ์อะไรก็ชัดไปหมด ประสาทตื่นตัวกว่าปกติมาก เสียงคุยกัน เสียงต่อรองราคาในที่ใกล้ที่ไกล เข้ามาในหูชัดมากราวกับผมอยู่ ณ ที่นั้นด้วย และผมก็เดินข้ามถนนกลับมาฝั่งโรงแรมด้วยความรู้สึกมั่นใจว่าปลอดภัยแน่นอนด้วยประสาทสัมผัสที่ "ตื่น" ขึ้นจากการใจที่สงบลงเช่นนี้ ผมมั่นใจเต็มที่ว่าจะไม่มีรถคันไหนชนผมได้อย่างแน่นอน

แล้วผมก็นึกถึงคำถามของอาจารย์สันติกโรที่ถามคนลักษณ์เจ็ดอย่างผมระหว่างการอบรมว่า “เมื่อไรบ้างที่ผมเมามัว?” ซึ่งตอนนั้นผมนึกเท่าไรก็นึกไม่ออก จนเมื่อประสบกับเหตุการณ์นี้ที่เยาวราช ผมจึงนึกได้ว่าความมัวเมาของเราเป็นเช่นนี้เอง

คือเมื่อเราไม่อยู่กับปัจจุบันขณะ

สุรเชษฐ เวชชพิทักษ์
๗ ธ.ค.๒๕๕๒

 

*อิ๊กคิวซัง (Ikkyouu San) ที่มีผู้นำมาสร้างเป็นหนังการ์ตูนนี้มีตัวตนจริง ชื่อในวัยเด็กคือ เซนงิกามารุ เกิด พ.ศ.๑๘๙๒ ที่เมืองซะกะโน ใกล้ๆ เกียวโต บวชเป็นสามเณรตั้งแต่อายุ ๖ ขวบ เมื่อโตขึ้นได้บวชเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนานิกายเซน ท่านบรรลุธรรมบนเรือในขณะที่เรือกำลังแล่นไปในทะเลสาปแห่งหนึ่ง เมื่ออายุเพียง ๒๕ ปี อาจารย์ให้ฉายาใหม่แก่ท่านว่า "อิ๊กคิว โซจุน" แปลว่า ผู้รู้พ้นจากโลกสมมติ ตามบัญญัติของลัทธิเซน ท่านมรณภาพในท่านั่งขัดสมาธิเมื่ออายุ ๘๘ ปี ที่วัดเมียวโชจิที่ท่านสร้างเอง