เยี่ยมบ้านวันนี้ สอนอะไรดีดีให้กับชีวิตมากมาย
เช้าวันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2552 วันนี้ฉันมีนัดกับทีมการดูแลผู้ป่วยเด็กมะเร็งในการออกเยี่ยมบ้านคนไข้เด็กมะเร็งที่อำเภอน้ำพอง เเปดโมงครึ่งคือเวลานัดหมาย ฉันเดินทางมาถึงที่นัดหมายก่อนเวลาจึงต้องนั่งรอเพื่อนๆ หน้าประชาสัมพันธ์ เมื่อทุกคนมากันพร้อมหน้ามีพี่ตุ๊ พยายาบาล น้องอาร์มนักสังคมสงเคราะห์ น้องโอ๊ต ผู้ประสานงานโครงการดูแลผู้ป่วยเด็กมะเร็ง เเละครูพร ปกติจะมีพี่เกดร่วมเดินทางเเต่เนื่องจากติดภารกิจจึงไม่สามารถไปด้วยได้ เราออกเดินทางจากโรงพยาบาลด้วยรถตู้คณะเเพทย์ มุ่งสู่อำเภอน้ำพองห่างจากตัวเมืองขอนเเก่นประมาณ 50 กิโลเมตรเมื่อไปถึงหมู่บ้านเป้าหมาย เราได้พบกับพ่อน้องปุ๊ก(นามสมมุติ) ซึ่งมายืนรอรับเราที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน เพื่อเดินนำทางเราเข้าไปพบกับน้องปุ๊ก ปุ๊กเป็นคนไข้เด็กมะเร็งสมองเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลของเราเมื่อ 2 ปีที่เเล้ว ปุ๊กผ่านการให้เคมีบำบัด การผ่าตัดเเละฉายเเสง ผลพวงจากโรคทำให้ปุ๊กไม่สามารถเดินได้ ต้องอาศัยนั่งรถเข็น ปัจจุบันยังต้องติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง

พ่อปุ๊กนำทางเราเดินเข้าบ้าน
เมื่อไปถึงบ้านสภาพที่เห็นเป็นบ้านไม้เก่าๆ หลังคามุงด้วยสังกะสี สภาพโอนเอน เหมือนกับว่าหากโดนพายุพัดเเรง คงไม่สามารถทานทนกับเเรงลมได้ อีกไม่ไกลจากกันนักเจ้าของบ้านได้ปลูกกระท่อมน้อยสำหรับนั่งเล่นพักผ่อนของคนในบ้านโดยเฉพาะปุ๊กได้ใช้ประโยชน์จากกระท่อมหลังนี้มากที่สุด นอกจากเป็นที่พักผ่อนเเล้วพ่อยังออกเเบบสำหรับการทำกายภาพบำบัดให้กับปุ๊กด้วย

กระท่อมน้อยของปุ๊ก
ฉันและทุกคนทักทายปุ๊ก ปุ๊กเผยรอยยิ้มกว้างๆ ต้อนรับการมาเยือนของทีมเรา ปุ๊กจำทุกคนได้ เเต่กลับจำฉันไม่ได้ เนื่องจากปุ๊กไม่ได้นอนโรงพยาบาลนานเเล้ว พ่อจึงบอกกับปุ๊กว่า " คุณหมอกุ้ง ปุ๊กจำบ่ได้บ่ เพิ่นบอกให้พ่อพาปุ๊กไปวัดหลวงพ่อกล้วย ตอนที่ลูกบ่สบายใหม่ๆ พ่อจั่งได้พาลูกไป 3 เทื่อเเล้ว " ว่าพลางหันไปทางปุ๊กปุ๊กผงกศีรษะพร้อมกับบอกว่าจำได้เเล้ว
เราทุกคนนั่งลงข้างๆปุ๊กเเละต่างถามข่าวปุ๊กด้วยความห่วงใย พ่อเล่าให้ฟังว่า เขาเลี้ยงลูกสองคนเเต่เพียงลำพังโดยปราศจากผู้เป็นเเม่เเละการเหลียวเเลจากคนในครอบครัว อาชีพที่ทำทุกวันนี้คือขายยาสมุนไพร ได้บ้างไม่ได้บ้าง วันที่ออกขายของ พ่อจะทิ้งปุ๊กไว้ลำพังคนเดียว เเละถ้าเป็นวันหยุดก็จะมีน้องชายวัย 9 ขวบของปุ๊กอยู่เป็นเพื่อน ทุกครั้งที่พาปุ๊กไปหาหมอพ่อจะหอบปุ๊กนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์ เเละมัดปุ๊กด้วยผ้าขาวม้าติดกับเอวพ่อเพื่อป้องกันไม่ให้ตก ความพยายามของผู้เป็นพ่อกับ 2 ปีทื่ต้องเยียวยารักษาลูกสาวคนเดียว ส่งผลให้การรักษาของปุ๊กเป็นไปอย่างต่อเนื่อง เเละผลการรักษาค่อนข้างจะดี
ทีมกำลังสนทนากับครูที่โรงเรียนเพื่อขอความช่วยเหลือให้ปุ๊กมาโรงเรียนได้
การมาของเราในวันนี้เป้าหมายคือให้การช่วยเหลือปุ๊กให้ได้ไปโรงเรียน เพื่อให้พ่อได้ออกขายของด้วยความสบายใจโดยที่ไม่ต้องห่วงปุ๊ก เมื่อมอบผ้าห่ม ตุ๊กตาบาร์บี้ที่พี่โอ๊ตเป็นคนเลือกซื้อสำหรับปุ๊กโดยเฉพาะ เเละปัจจัยเล็กน้อยๆให้กับครอบครัว อาร์มจึงถามปุ๊กว่าหนูอยากได้อะไร "หนูอยากได้บ้าน อยากได้ตู้เย็น อยากเรียนหนังสือ" เราต่างมองหน้ากันและคงมีคำถามในใจที่ตรงกันว่าเราจะช่วยให้ปุ๊กได้ในสิ่งที่เขาฝันได้อย่างไร จึงไม่รีรอที่จะไปพบครูที่โรงเรียน เมื่อไปถึงเราได้เเจ้งวัตถุประสงค์ของการมาของเราให้ครูฟัง พร้อมขอความช่วยเหลือให้ปุ๊กได้มาโรงเรียน ส่วนเรื่องที่เดินไม่ได้ ให้น้องชายวัย 9 ขวบมาช่วยเมื่อต้องการเข้าห้องน้ำ ครูรับปากว่าจะช่วยเต็มที่ เมื่อประสบผลสำเร็จในการเจรจาเราจึงกลับมาบ้านพร้อมกับบอกข่าวดีให้พ่อปุ๊กทราบ เเละรับปากว่าจะหาทางช่วยเหลือครอบครัวเท่าที่จะทำได้

ฉันถ่ายภาพกับบ้านเเละรถเข็นของปุ๊กที่ได้รับความอนุเคราะห์จากโรงพยาบาลศรีนครินทร์ของเรา
พ่อปุ๊กดีใจมากที่เราจะหาทางช่วยเหลือ เเละเดินมาส่งเราขึ้นรถด้วยสายตาที่ฉายเเววเเห่งความหวัง
ขณะนั่งรถกลับโรงพยาบาลเราต่างพูดคุยถึงการให้การช่วยเหลือปุ๊กเเละครอบครัวโดยเฉพาะการหาอาชีพใหม่ให้กับพ่อ การประชุมครั้งต่อไปคงนำเรื่องนี้เข้าพิจารณาด้วย
หลังเสร็จภารกิจการเยี่ยมบ้านวันนี้ สิ่งที่ฉันได้เห็นและได้เรียนรู้ก็คือ
1. เรียนรู้ชีวิตของผู้คนในอีกมุมหนึ่งที่ยังมีความยากลำบาก ทุกข์ทนและ ดิ้นรนต่อสู้เพื่อความอยู่รอด ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร
2. ได้รับรู้และรับทราบบริบทความเป็นไปของครอบครัวผู้ป่วย บางเรื่องไม่เคยทราบมาก่อน
3. ความเร่งด่วนในการหาทางช่วยเหลือเราเห็นจากการเยี่ยมบ้าน
4. ท่านอาจารย์โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์เคยกล่าวไว้ว่า “ เมื่อเราเห็นความทุกข์ของคน จะเร้ากุศลจิตของคนให้แสดงออกมา” วันนี้ทุกคนที่ไปเกิดกุศลจิตอยากช่วยเหลือน้องอย่างเต็มกำลัง

ตามมาให้กำลังใจ มีอะไรพอช่วยเหลือได้บ้างครับคุณกุ้ง
ถ้าอาจารย์ขจิตอยากช่วยน้อง กุ้งเรียนว่าตามศรัทธานะคะอาจารย์ เเต่ตัวเองปวารณาว่าจะให้ตู้เย็นค่ะ พอดีมีตู้เย็นที่พอจะใช้ได้อยู่ 1 เครื่องที่บ้านเลยบอกกับครูพรไว้ว่าจะบริจาคให้น้องค่ะ
สวัสดีค่ะ พี่กุ้ง
ยินดีค่ะน้องครูแป๋มที่เห็นคุณค่าของบันทึกนี้ พี่กุ้งเขียนย้อนหลัง เพราะออกเยี่ยมบ้านเมื่อเดือนที่เเล้ว หากไม่บันทึกคงเสียดาย
เพราะพี่กุ้งเชื่อว่า เมื่อใดที่กลับมาอ่าน สิ่งหนึ่งที่เราได้คือ บทเรียนของชีวิต หากใครทุกข์ท้อ ขอให้มาดูครอบครัวนี้ เขายังสู้เเล้วเราทำไมจะไม่สู้
ตามมาให้กำลัง น้องปุ๊กและครอบครัว สิ่งที่กุ้งและทีมงานรพ ศรีนครินทร์ คือ การช่วยเหลือ ประสานแหล่งประโยชน์ต่างๆ เพื่อเอื้อให้ผู้ป่วยของเราได้รับการเยียวยาทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม นี้ คือ การพยาบาลแบบองค์รวม ยกนิ้วให้ค่ะ
พี่นางดีใจไปกับน้องปุ๊กด้วยที่ได้รับการเอาใจใส่อย่างดีจากทีมงาน
เพื่อช่วยเหลือให้เขามีชีวิตที่ดีที่สุด
จากที่ตัวเองได้มีโอกาสไปเยี่ยมบ้านบ้างก็เข้าใจและทราบฃึ้งกับประโยคนี้ค่ะ
ท่านอาจารย์โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์เคยกล่าวไว้ว่า
“ เมื่อเราเห็นความทุกข์ของคน จะเร้ากุศลจิตของคนให้แสดงออกมา”
วันนี้ทุกคนที่ไปเกิดกุศลจิตอยากช่วยเหลือน้องอย่างเต็มกำลัง
ขอบพระคุณพี่เเขกนะคะที่มาให้กำลังใจทั้งน้องปุ๊กเเละทีมทำงาน อย่างนี้สู้ตายค่ะ
ขอบคุณพี่นางค่ะ ที่มาเป็นกำลังใจ ประโยคนี้ของอาจารย์โกมาตรใช้ได้เเละใช่เลยใช่มั๊ยคะ โดน โดน คนทำดัค่ะ
All the best ka..
ขอบคุณเรื่องดีๆ ของคุณกุ้งนางครับ ได้ประโยชน์แก่ผมไม่น้อย
ขอบคุณค่ะพี่เกด เสียดายวันนี้ไม่ได้ไปด้วย พี่เกดก็งานรัดตัว
ยินดีค่ะน้องศุภรักษ์ ขอบคุณที่มาเป็นกำลังใจค่ะ
CONGRATULATIONS for your new job soon ค่ะ
congratulation ได้เเล้วเหรอคะพี่เกด ได้เลยค่ะ อิ อิ สู้ตายค่ะ