“ทำอย่างไรให้มีการวางแผนที่ ที่ทำให้คนเหนื่อยน้อยลง”

(ต่อจากบันทึกที่แล้ว)

 นพ.ชาญชัย จันทร์วรชัยกุล กล่าวว่า  จากประสบการณ์การทำงาน ทำไมปัญหาที่เกิดเป็นปัญหาเดิมๆ ที่คนไม่เปลี่ยนแปลงหรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรม OM จึงเป็นเรื่องท้าทายการนำมาใช้แก้ปัญหา

อาจารย์ทดลองนำเครื่องมือนี้มาใช้ในโครงการ การควบคุมไข้เลือดออกในชุมชน ซึ่งยังไม่เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนเพราะเพิ่งเริ่มทำ แต่มีความเชื่อว่าหากชาวบ้านมามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา ก็น่าจะแก้ปัญหาได้

“... เราเคยได้ยินเสียง หรือฟังเสียงของ boundary partner บ้างหรือไม่ บางครั้งเราทำมาถึงจุดหนึ่งแล้ว เราก็ไม่ไหวแล้ว...

... เราอย่ายึดติดกรอบว่า รพ.มีเฉพาะเราและแพทย์...อาจมีบุคคลภายนอกอื่นๆเข้ามาช่วยได้...”

 

ความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาเป็นเรื่องของคน การเปลี่ยนแปลงคนยากที่สุด

OM เป็นเครื่องมือที่ช่วยแก้ไขปัญหาในกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกัน

OM สามารถวัดผลลัพธ์ได้ลึกกว่า

ในโรงพยาบาลของอาจารย์ทำทั้ง macro และ micro

“ผมเชื่อว่ามันน่าจะได้ผล”

“เมื่อไหร่ที่คนในสังคมช่วยกันคิด น่าจะยั่งยืน”

ชาวบ้านกล่าวเสริมว่า “ถ้าพูดคุยกันอย่างนี้มาตั้งนานน่าจะดี”

สรุปว่า OM เป็นเครื่องมือพัฒนาที่ช่วยในการเปลี่ยนวิธีคิดและพฤติกรรม ควรทำอย่างต่อเนื่อง

 

พญ.วรรณา ศุภศิริลักษณ์ เล่าถึงความเชื่อมโยงระหว่าง OM สู่มาตรฐาน

ซึ่งเรื่องนี้ผู้เขียนถอดความรู้ยากมากๆ...เพราะเป็นการนำเรื่องยากสองเรื่องมาเชื่อมโยงกัน

โดยสรุป คือการใช้ OM ในองค์กร

         -  เพื่อชี้นำและสนับสนุนทีมงานของเรา

         -  ใช้ตอบสนองความท้าทายขององค์กร

         -  ใช้ติดตามยุทธศาสตร์

         -  อาจเชื่อมโยงสู่สิทธิผู้ป่วยซึ่งผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา

         -  ใช้ติดตามความก้าวหน้า (เป็น progress marker) ในแต่ละขั้นตอน เมื่อไม่ได้

             ตามเป้าหมายในแต่ละขั้นตอนก็ปรับเปลี่ยนได้

         -   การจัดการกระบวนการใช้หลัก 3P

สุดท้าย รศ.นพ.อำนาจ ศรีรัตนบัลล์ กล่าวสรุปให้อีกว่า

         -  OM ไม่ใช่เรื่องใหญ่

         -  OM เน้น P&C (ใน PDCA)

         -  เป็นแนวคิดว่า “ฉันทำอย่างนี้แล้วต้องทำให้เสร็จ”

ลักษณะของ OM

        - กำหนดวัตถุประสงค์กว้างๆ

        - กำหนด Boundary Partner ชัดเจน

        - Outcome Challenge ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมคน

        - Progress monitor ต้องเฉพาะเรื่อง ต้องชัดเจน วัด progress behavior ได้

เราบังคับ boundary partner ไม่ได้ก็จริง แต่เรามีอิทธิพลต่อ boundary partner ซึ่งช่วยเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมกลุ่มได้

          “ทำอย่างไรให้มีการวางแผนที่ ที่ทำให้คนเหนื่อยน้อยลง”

ในมุมมองของผู้เขียนเห็นว่า

Outcome mapping เป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจและนำมาปฏิบัติตามในทันทีเนื่องจากเป็นเครื่องมือใหม่ คงต้องศึกษาให้เข้าใจถ่องแท้ก่อนโดยอ่านเพิ่มเติมได้ที่ OUTCOME MAPPING (อ.สกล สิงหะ),    ประโยชน์ที่ได้จากการใช้ OM (Outcome Mapping) (ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด) และอีกหลายท่านที่นี่ค่ะ

Outcome mapping น่าจะเหมาะกับการบริการในชุมชนมากกว่าในพื้นที่โรงพยาบาลเพราะหลายๆกิจกรรมนั้น คนในพื้นที่จะรู้ดีกว่าเจ้าหน้าที่ ดูเผินๆแล้ว OMก็คล้ายกับเครื่องมือคุณภาพตัวหนึ่ง...

ดูจะดีกว่าตรงที่ ผู้เกี่ยวข้อง(ที่แอบบอกตัวเองในใจว่า ก็เป็นกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการเปลี่ยนพฤติกรรมนั่นแหละ) เห็นปัญหา และมีส่วนสร้างฝันร่วมกัน  ตลอดรวมถึงมีส่วนในการแก้ปัญหาร่วมกันโดยระหว่างทางก่อนถึงเป้าหมายจะมีการติดตาม คอยช่วยเหลือ ปรับกิจกรรมหรืออื่นๆให้เหมาะสมได้ เพื่อทำให้บรรลุสิ่งที่ต้องการจริงๆ

...มันก็น่าจะสัมฤทธิผลได้ดีหรอก เพราะปัญหาจะถูกแก้ไขโดยคนในพื้นที่ซึ่งเป็นผู้ทราบปัญหาและมาร่วมกำหนดขีดแห่งความสำเร็จด้วยตนเอง...

บอกได้ว่า... หากใช้ OM เป็นเครื่องมือติดตามผลลัพธ์ในงานคุณภาพนโรงพยาบาล(แบบที่คุณ  Marion เรียกว่า micro) ซึ่งมีผู้ป่วยและญาติเป็น Direct partner  ก็น่าจะชัดเจนดีขึ้น ไวขึ้น...ดีกว่าปล่อยให้ทำกันไปตามมีตามเกิด