หากถามว่าระหว่างเตี่ยกับแม่ลูก ๆ รักใครมากกว่ากัน พวกเราต่างตอบเป็นเสียงเดียวกันว่ารักเตี่ยเพราะอะไรฉันก็ไม่รู้ ?

       

 

            ในชีวิตฉันไม่เคยรู้จักคำว่า "พ่อ"  รู้จักแต่คำว่า "เตี่ย"  ฉันเรียกขานคำนี้ด้วยความรู้สึกอบอุ่นและเป็นสุขทุกครั้ง  เตี่ยเป็นคนรูปร่างสันทัด  ผิวสองสี  หน้าตาใจดีไม่ชอบขัดคอใคร  ยิ้มแย้มแจ่มใสจึงมีเพื่อนฝูงมาหาทุกวันไม่ขาด...   เตี่ยไม่ดื่มเหล้าไม่สูบบุหรี่แต่ติดยาตั้งโดยปั้นไว้กลม ๆ อมไว้ที่มุมปาก   ฉันเห็นภาพนี้จนชินตา...

            ภาพเตี่ยที่ฉันประทับใจในวัยเด็กก็คือ   เตี่ยหิ้วอาหารกลับจากจ่ายตลาด  หลังจากช่วยแม่เข็นรถสาลี่ไปขายของชำที่ตลาดนัดซอยสอง     อาหารที่พวกลูก ๆ กินกันซ้ำซากตามประสาคนจนก็คือ ผัดเลือดหมูใส่ต้นหอม   ผัดมะเขือยาวใส่ใบโหระพา   หัวหอมใหญ่ผัดไข่  บางคร้ังเตี่ยก็ซื้อแกงป่าบ้าง  แกงเขียวหวานบ้าง   แล้วก็ไปซื้อมะเขือเปราะมาหั่นใส่เพิ่มในแกงเพื่อให้ลูก ๆ กินกันอิ่ม....  นั่นคือความฉลาดของเตี่ยในการแก้ปัญหาความอดอยากของพวกเรา....  เตี่ยทำอาหารอร่อยและดูแลทำกับข้าวให้ลูกกินก่อนไปโรงเรียนทุกวัน

            ในยามค่ำคืน   ก่อนที่เตี่ยจะนอนท่านมักจุดเทียนไขแล้วถือเข้ามาในมุ้งของลูก ๆ แล้วก็ใช้เทียนไขลนยุงที่เกาะตามมุ้ง   เพื่อให้ลูก ๆ หลับกันอย่างสบายโดยเตี่ยจะนอนเป็นคนสุดท้ายเสมอ

            บ่อยครั้งที่พวกเราลูก ๆ ออกมาวิ่งไล่จับในคืนเดือนหงาย   เตี่ยกับแม่ก็จะนอนเล่นอยู่บนรถสาลี่   คอยฟังเสียงลูก ๆ ทั้งสิบคนที่เล่นกันโดยไม่ต้องง้อเพื่อนบ้าน      ชีวิตวันนั้นแม้จะยากจนข้นแค้นแต่พวกเราก็มีความสุขเสมอ   เมื่อล้อมวงก้นเล่น  ล้อมวงกันกินข้าวพร้อมเพรียงกันเหงื่อไหลไคลย้อยด้วยอาหารที่เรียบง่าย...

            เมื่อถึงหน้าหนาว    ฉันยังจำวิธีการแก้ปัญหาของเตี่ยได้เป็นอย่างดี   เตี่ยจะไปหากระสอบข้าวสารบรรจุ ๑๐๐ กิโลกรัมมาให้พวกเราซุกกายเข้าไปในกระสอบ  โดยมีผ้าห่มบาง ๆ คลุมกายก่อน   และเพราะปัญญาของเตี่ยพวกเราจึงผ่านฤดูหนาวอันแสนทรมานมาได้อย่างอบอุ่นแม้บางครั้งจะคันบ้างก็ตามที

            พี่ ๆ เคยบอกว่าตอนเด็ก ๆ ฉันหัวสูงกว่าใคร   ร้องไห้จะกินโอวัลตินชงทุกวัน  เตี่ยต้องคอยไปซื้อโอวัลตินชงจากร้านตาอ้วนที่พวกเราคุ้นเคย    ส่วนพี่สาวคนที่สองนั้นยิ่งร้ายกว่าใคร    สมัยก่อนเขาให้แต่งชุดอนุกาชาดใครจะแต่งชุดนี้ก็ได้ไม่แต่งก็ได้   บ้านเรายากจนไม่มีเงินซื้อชุดให้พี่สาว   พี่สาวฉันชักดิ้นชักงอร้องไห้คลุกขี้ดินไม่ยอมหยุด   เตี่ยต้องปั่นรถจักรยานระยะทางไปกลับเกือบสิบกิโลเมตรเพื่อไปยืมเงินญาติพี่น้องมาให้พี่สาว  และขี่รถจักรยานกลับบ้านด้วยหน้าตาที่อิดโรยเหงื่อโทรมกาย

             วีรกรรมของเตี่ยสิ่งหนึ่งที่ฉันยังจำไม่ลืม.... ซึ่งฉันก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าท่านทำถูกหรือไม่   และหากเป็นผู้อ่านจะทำเหมือนเตี่ยฉันไหม      นั่นคือวันหนึ่งเตี่ยไปซื้อของที่ตลาดนัดซึ่งมีคนไปจ่ายตลาดยามเช้ากันมาก    เตี่ยซื้อของเสร็จออกมามองหารถจักรยานคันเดียวของบ้านไม่เจอเสียแล้ว    ไม่รู้ว่าใครขโมยหรือขี่คันผิดไป...เตี่ยจึงแก้ปัญหาด้วยการขี่รถจักรยานที่เหลือจอดอยู่ใกล้ ๆ กันกลับบ้านแทน....   จากน้้นก็ต้องไปหาสีมาทาเพื่อมิให้เจ้าของจำได้......

              ฉันไม่รู้หรอกว่าเตี่ยรักพวกเรามากเพียงใด   แต่สิ่งที่ฉันสัมผัสได้ก็คือแววตาอันอ่อนโยน   คำปลอบประโลมยามพวกเราเจ็บป่วย  การดูแลเอาใจใส่เท่าที่ผู้ชายคนหนึ่งจะทำได้โดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย....   หากถามว่าระหว่างเตี่ยกับแม่ลูก ๆ รักใครมากกว่ากัน   พวกเราต่างตอบเป็นเสียงเดียวกันว่ารักเตี่ย....เพราะอะไรฉันก็ไม่รู้ ?

              ยี่สิบเอ็ดปีแล้วซีนะที่ฉันไม่มีโอกาสเรียกเตี่ย     เตี่ยจากพวกเราไปเพียงวัยหกสิบเจ็ดปีด้วยโรคเบาหวานและโรคไต  วันนั้นฐานะทางบ้านยังขัดสนข้นแค้น   ลูก ๆ ยังขาดความมั่นคงในชีวิต   เสียดายวันนี้   วันที่ลูก ๆ ส่วนใหญ่ลืมตาอ้าปากได้แต่ไม่มีโอกาสตอบแทนให้เตี่ยมีความสุขในบั้นปลายชีวิตได้....สิ่งเดียวที่ฉันทำในเวลานี้ก็คือปฏิบัติธรรมสวดมนต์  เจริญภาวนาอุทิศส่วนกุศลให้เตี่ยทุกวัน   ขอบุญบารมีที่ลูกสาวคนนี้สั่งสมจงส่งผลให้เตี่ยสู่สุคติภูมิทุกภพทุกชาติ....

           

              

ขอบคุณภาพจากอินเทอร์เน็ต