เพราะเข้าใจหัวจิตหัวใจของคนไข้ดี ถ้าไม่มากจริงๆจะไม่ร้องขอ เธอจึงคิดจะให้โดยที่ไม่ต้องให้ร้องขอ ถ้าช่วยได้ก็จะช่วยตามกำลังที่เธอทำได้ในบทบาทหน้าที่ของเธอ
ช้าง นามนี้ ไม่ใช่สัตว์คู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทยนะคะ แต่เป็นนามเรียกขานของผู้หญิงตัวเล็กที่ตรงข้ามกับชื่อ (ที่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน) ของรพ.แก่งคอย เด็กสาวจากอิสาน จังหวัดศรีสะเกษ จบการศึกษาหลักหสูตรทันตาภิบาล แล้วมาใช้ทุนและรับราชการครั้งแรกที่โรงพยาบาลแก่งคอยด้วยตำแหน่งเจ้าพนักงานทันตสาธารณสุข และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และไม่นานนัก ช้างไม่ได้ “คอย” เหมือนชื่อโรงพยาบาล “แก่งคอย” อีกต่อไปแล้ว ช้างได้สมรสกับชายหนุ่มรูปงาม และจิตใจดี คนแก่งคอยโดยแท้ จนเป็นที่อิจฉาของสาวๆทั้งหลายที่เกิดที่แก่งคอย แต่ยังหาคู่ไม่ได้สักที ช้างเป็นใครมาจากไหน เธอจึง “ขายออก” (ความอิจฉาแบบยินดีที่ทาทาบบนใบหน้าของสาวๆที่ออกอาการตาร้อนผ่าว) ด้วยความรักความก้าวหน้าในชีวิต ช้างได้หมั่นศึกษาต่อจนจบปริญญาตรี จะเรียกว่าด้วยความบกพร่อง หรือช่องว่างของระบบการศึกษาไทยหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ เธอไม่สามารถนำวุฒิการศึกษามาปรับเพื่อให้เกิดความก้าวหน้าในวิชาชีพ นอกเสียจากเธอจะเรียนสายตรงเท่านั้นจึงจะปรับวุฒิเพื่อความก้าวหน้าได้ (ทันตแพทย์ 6 ปี) หรือไม่อย่างนั้นเธอต้องไปสอบเป็นนักวิชาการ ซึ่งก็จะทำให้เสียเจ้าพนักงานทันตสาธารณสุขดีๆ ระดับมืออาชีพไปอีกคน เหมือนที่องค์กรเราเคยเสียไปแล้ว หลายรายทั้งสายพยาบาล เภสัชฯ LAB รังสี นักกายภาพ ฯลฯ ที่ส่งเสริมให้เรียน แต่ไม่ส่งเสริมให้มีความก้าวนหน้า ถ้าอยากก้าวหน้าต้องออกจากอาชีพนี้เสีย แต่ถึงกระนั้นเมื่อได้ใบปริญญามาประดับ ก็ไม่ได้ทำให้ศรัทธา และความหวังของเธอจางหาย ช้างยังคงเรียนรู้และทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลแก่งคอยแห่งนี้ตลอดมา เมื่อมีเวลาว่างเธอก็ไม่เคยว่างเว้นที่จะพาครอบครัวไปน้อมนำสิ่งดีงามเข้ามาในชีวิตในฐานนะพุทธศาสนิกชนคนหนึ่ง เมื่อมีโอกาสช้างจะชวนทุกคนได้ร่วมกันสร้างบุญและสะสมบุญให้กับชีวิต ช้างจะเป็นคนหนึ่งที่ไม่หวั่นไหวกับคำกล่าวหา นินทา ว่าร้าย หรือชื่นชม เธอช่างมีความมั่นคงทางจิตใจยิ่งนัก สมกับที่เธอหมั่นเพียรปฏิบัติดีปฏิบัติชอบในพระธรรมคำสั่งสอน จึงไม่ต้องสงสัย ช้างจะเป็นที่รักใคร่ของเพื่อนร่วมงานในโรงพยาบาลแก่งคอยแห่งนี้
นอกจากงานประจำที่ได้รับมอบหมาย ช้างยังได้รับหน้าที่พิเศษอีกมากมาย ด้วยฝีไม้ลายมือเป็นที่ไว้วางใจ อย่างเช่น นักสุขศึกษา กรรมการผู้ตรวจสอบประเมินผลพื้นที่ 5ส กรรมการเครื่องมือ และด้วยติดเป็นนิสัยผู้พิชิตทิศทั้งหกของนักตรวจพื้นที่ 5ส (บน ล่าง ซ้าย ขวา หน้า หลัง = ทิศทั้งหก) ไม่ว่าจะเดินไปไหนช้างจะไม่ละเลยตรวจพื้นที่อย่างคร่าวๆไปด้วยเมื่อพบจุดใดบกพร่องถ้าทำได้จะทำให้ ถ้าทำไม่ได้จะแจ้งให้เจ้าของหน่วยงานทราบ
ทุกครั้งที่ช้างเดินออกจากห้องฟัน(ฝ่ายทันตกรรม) ช้างจะต้องสังเกตสิ่งรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ อาคารรอบ ๆ โรงพยาบาล ว่าพบสิ่งผิดปกติอะไรไหม เนื่องจากห้องทำงานของฝ่ายทันตกรรมอยู่จุดสุดท้ายของตึก ที่ติดกับห้องผ่าตัด ห้องสังเกตอาการ ห้องอุบัติเหตุฉุกเฉิน และห้องเอกซเรย์ ทุกครั้งที่เดินผ่านห้องสังเกตอาการผู้ป่วย จะเห็นคนไข้นอนที่ห้องนี้เสมอๆ และช่วงบ่ายของวันนี้ก็เช่นกัน ช้างได้พบผู้หญิงวัยสูงอายุ คนหนึ่ง ร่างกายผ่ายผอม นุ่งผ้าถุง ใส่เสื้อคอกระเช้า นอนอยู่บนเตียง ที่บ่งบอกว่าเป็นคนรากหญ้า หรือ คนจน และใกล้กับเตียงก็มีผู้หญิงวัยกลางคนอีกคนหนึ่งที่นอนอยู่ที่พื้น โดยไม่มีอะไรปูที่พื้น นอนขดอยู่ คล้ายคนหมดสติ สองหญิง สองวัยนอนกันคนละที่ ภาพที่ช้างเห็นนั้นน่าเวทนายิ่งนัก มันทำให้หัวใจของช้างหดหู่ รู้สึกสงสารเขาอย่างมาก ช้างเข้าใจความรู้สึกนั้นดี ความรู้สึกที่คนจนไม่เคยเรียกร้องอะไร เจ็บป่วยมา หมอให้รอก็รอ ไม่ปริปากบ่น ไม่เรียกร้อง เมื่อเห็นดังนั้น ช้างจึงคิดว่าจะช่วยเขาอย่างไร
คิดได้ว่าที่ห้องมีผ้าปูโต๊ะไว้สำหรับออกหน่วย ถ้านำมาให้เขายืมผ้าปูนอนก่อน เวลากลับก็ให้เอาไปคืนที่ห้องฟัน เมื่อคิดได้ดังนั้นจึงเดินย้อนกลับมาที่ห้องเปิดตู้เก็บผ้า และหยิบผ้าเดินไปหาผู้หญิงคนที่นอนที่พื้น

“คุณ คุณ” ช้างเรียกและสะกิดเขา แต่ไม่ตื่น
“น้องๆ ๆ” คราวนี้เรียกเสียงดังกว่าเดิมพร้อมเขย่าตัว และได้ผล หญิงคนนั้นพลิกตัวและหันมามองช้าง
“หมอให้ยืมผ้าปูนอน ถ้ากลับบ้านให้เอาไปคืนที่ห้องฟันนะ” หลังจากหญิงทั้งสองหายงัวเงีย และรับรู้กับการบอกกล่าวของช้าง
“ขอบคุณค่ะหมอ” เขากล่าวขอบคุณและกล่าวต่อว่า
“พอดีว่าเมื่อคนไม่ได้นอน ต้องเฝ้าแม่ทั้งคืน”
“ไม่เป็นไรจ๊ะ ไม่ได้รบกวน แต่จะเอาผ้าปูมาให้ปูนอนจะได้สบายขึ้น...เมื่อเลิกใช้แล้วให้นำไปคืนที่ห้องฟันนะ” ช้างบอกพร้อมชี้มือไปทางห้องฟันที่ว่า
“คืนกับใครก็ได้นะ เพราะอาจไม่เจอกัน” ช้างบอกต่อและยังไม่ลืมที่จะกลับมาบอกที่ห้องอีกว่าได้ให้คนไข้ยืมผ้าปูโต๊ะ เอาไปปูนอนห้องสังเกตอาการคนไข้ แล้วช้างก็ออกไปโรงเรียนประมาณบ่าย 3 โมง จึงกลับเข้ามาโรงพยาบาลก็ไม่เห็นคนไข้ทั้งสองคนแล้ว และได้ถามคนที่ห้องว่าคนไข้ได้เอาผ้ามาคืนไหม น้องที่ห้องบอกว่า มีคนนำมาคืนแล้ว ช้างไม่โกรธที่ไม่มีคำขอบคุณฝากไว้ให้เธอ เพราะเธอทำโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ เธอทำมาจากหัวใจจริงๆ เธอกลับรู้สึกเป็นสุขที่เธอหยิบยื่นและมอบสิ่งดีๆให้กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ช้างถือว่ามนุษย์ทุกคนมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์เท่ากัน
ช้างกลับมานั่งคิดว่า นี่แหละนะชีวิตคนจน เขาไม่เคยเรียกร้องสิ่งใดเลยให้รอ ให้คอยแค่ไหนเขาก็ไม่เคยว่า ผิดกลับคนบางคนแม้จะบอกให้ “รอสักครู่” ก็มีสีหน้าไม่พึงพอใจเสียแล้ว เพราะชีวิตของช้างกับของคนไข้คนนั้นก็ไม่ต่างกันมากในอดีต ช้างจึงเข้าใจหัวจิตหัวใจของคนไข้ดี ถ้าไม่มากจริงๆจะไม่ร้องขอ ช้างจึงคิดจะให้โดยที่เขาไม่ต้องร้องขอ ถ้าช่วยได้ก็จะช่วยตามกำลังที่เธอทำได้ในบทบาทหน้าที่ของเธอ และก็จะเห็นภาพของช้างคอยถามสารทุกข์สุขดิบของคนไข้เสมอๆ แม้จะไม่ใช่คนไข้ของเธอ ถ้าคนไหนช่วยได้ ประสานได้เธอก็จะทำให้โดยไม่เกี่ยงงอนใดๆเลย
งดงามทั้งผู้ให้-ผู้รับ
มาชื่นชมและให้กำลังใจคนทำดีด้วยใจ
ด้วยจิตคารวะ
นี่เลยค่ะคุณช้าง
ยืนยิ้มอยู่ซ้ายมือค่ะ
ขอบอก คุณSHA รพ.แก่งคอย
นี่แหละเบื้องหลังความสำเร็จของท่านผู้อำนวยการค่ะ
เย็นและนิ่งเสมือนสายน้ำแม่น้ำป่าสัก ที่หล่อเลี้ยงทุกผู้ชน
เห็นด้วยค่ะ jaja
หรือว่าความเย็นมาพร้อมกาลเวลา นี่แหละที่เขาเรียกเวลาเปลี่ยน คนเปลี่ยน
ขอต่ออีกนิด
แม่น้ำป่าสักสายนี้ เป็นอย่างนี้มานานอย่างเสมอต้น เสมอปลาย แม้สิ่งแวดล้อมใดๆมากระทบก็ไม่เคยหวั่นไหว เย็นได้ นิ่งได้ เสมอๆ
คิดดี ทำดีอย่างนี้ ขอคารวะค่ะ