เมื่อครั้งไปช่วยราชการที่ศูนย์สุขภาพจิต 4 จังหวัดสุราษฎร์ธานี กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เมื่อประมาณปี พ.ศ.2542 ได้เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานวิจัยทางวิชาการสุขภาพจิตของศูนย์ฯ หลาย ๆ เรื่องหนึ่งในนั้น เป็นเรื่องของ

.....

การสำรวจภาวะเครียดของประชาชนจากภาวะวิกฤตภัยแล้ง

.....

และนับจากนี้ต่อไป….ฤดูกาลที่กล่าวถึง กำลังคืบคลานเข้ามาทุกขณะ…. จะทำอย่างไรเพื่อเตรียมการรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว

ในฐานะที่ ศูนย์สุขภาพจิต เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ส่งเสริมสุขภาพจิตและป้องกันปัญหาสุขภาพจิตของประชาชนในภาคใต้ ได้ตระหนักว่า ในฤดูแล้งของทุกปี ประชาชนจะประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำดื่ม/น้ำใช้ ในหลาย ๆ พื้นที่ ปัญหาแล้งซ้ำซาก ทำให้ประชาชนในพื้นที่เกิดความเดือดร้อน

ปรากฎการณ์ “เอลนิโน” ที่เกิดขึ้นส่งผลให้เกิดสภาวะแห้งแล้งแผ่กระจายไปเกือบทุกพื้นที่ ในช่วงปลายปี พ.ศ.2540 จนกระทั่งถึงช่วงกลางปี พ.ศ.2541 จังหวัดสุราษฎร์ธานีช่วงเวลานั้นประสบปัญหาและผลกระทบมากที่สุด พื้นที่ทางการเกษตร ได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก สภาวการณ์ดังกล่าว ก่อให้เกิดปัญหากับประชาชนมากมาย พืชผลทางการเกษตรเสียหาย ประชาชนขาดรายได้ ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ปัญหาการว่างงาน รายได้ลดลง ซึ่งเป็นภาวะที่บีบคั้นจิตใจของประชาชนที่ประสบปัญหาภัยแล้ง โดยเฉพาะภาวะความเครียด

จะทำอย่างไรเพื่อหาแนวทางการป้องกันปัญหาสุขภาพจิต จากภาวะภัยแล้ง ดังกล่าวในช่วงเวลานั้น

คณะผู้วิจัยของศูนย์ฯ จึงได้กำหนดวัตถุประสงค์ของการดำเนินการในครั้งนี้ไว้ คือ

1. เพื่อสำรวจภาวะความเครียดของประชาชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานีจากภาวะวิกฤตภัยแล้ง

2. เพื่อใช้เป็นแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาสุขภาพจิตของประชาชนจากภาวะวิกฤตภัยแล้ง

การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็น survey research โดยศึกษาเฉพาะประชาชนที่อาศัยในเขตอำเภอบ้านนาสาร และอำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เนื่องจากเป็นอำเภอของจังหวัดที่ประสบปัญหาภัยแล้งมากที่สุด จากรายงานสรุปของสำนักงานเลขานุการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนจังหวัดสุราษฎร์ธานีที่ได้สรุปความเสียหายและการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง ปี พ.ศ.2541 โดยผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ คือ ข้อมูลเกี่ยวกับภาวะความเครียดของประชาชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี และแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาสุขภาพจิตของประชาชนจากภาวะวิกฤตภัยแล้ง

สรุปผลการศึกษา

กลุ่มตัวอย่างที่ทำการศึกษาเป็นหัวหน้าครอบครัวหรือผู้ที่มีความรับผิดชอบในครอบครัวในอันดับรองลงมา จำนวน120 คน โดยใช้แบบสอบถามที่คณะผู้วิจัยสร้างขึ้น และ แบบประเมินและวิเคราะห์ความเครียดด้วยตนเองสำหรับประชาชนไทย ของกรมสุขภาพจิต เป็นเครื่องมือในการสำรวจ ผลการศึกษาพบว่า

1. ข้อมูลทั่วไป กลุ่มตัวอย่างเป็นหัวหน้าครอบครัวมากที่สุดร้อยละ 52.5 และกว่าครึ่งเป็นเพศหญิงร้อยละ 51.7 มีอายุอยู่ระหว่าง 31-50 ปี มากที่สุด ร้อยละ 56.7 ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมมากที่สุด ร้อยละ 88.3 โดยรายได้ของครอบครัวส่วนใหญ่ไม่พอใช้ ร้อยละ 61.7 และสมาชิกในครอบครัวประมาณครึ่งหนึ่งจากการสำรวจมีจำนวนสมาชิกระหว่าง 1-4 คน

2. ผลกระทบในช่วงวิกฤตภัยแล้ง กลุ่มตัวอย่างได้รับผลกระทบมากที่สุด เป็นเรื่องของการขาดแคลนน้ำดื่ม/น้ำใช้และน้ำเพื่อการเกษตรเลี้ยงสัตว์ ถึงร้อยละ 80.0

3. ภาวะความเครียด ความเครียดของประชาชนกลุ่มตัวอย่างในช่วงเกิดภัยแล้งที่ผ่านมาโดยศึกษาความรู้สึกว่าเครียดหรือไม่ ปรากฏว่าประชาชนส่วนใหญ่รู้สึกเครียด ร้อยละ 88.3 และเมื่อใช้แบบประเมินและวิเคราะห์ความเครียดด้วยตนเองวัดระดับความเครียด พบว่า กลุ่มตัวอย่างประมาณหนึ่งในสามมีระดับความเครียดปกติ ร้อยละ 36.7 รองลงมากลุ่มตัวอย่างมีระดับความเครียดสูงกว่าปกติเล็กน้อย ร้อยละ 30.8 และมีระดับความเครียดสูงกว่าปกติมาก ร้อยละ 15.8 ระดับความเครียดสูงกว่าปกติปานกลาง ร้อยละ 10.0 ตามลำดับ

4. สาเหตุของความเครียดและวิธีการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ พบว่า มีปัจจัยต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดความเครียดโดย

อันดับที่1 คือปัญหาจากความแห้งแล้ง วิธีการแก้ปัญหาคือ ใช้วิธีซื้อน้ำมากที่สุด รองลงมาเป็นการขุดบ่อ ขุดสระหรือลอกบ่อน้ำที่มีอยู่เดิมหรือหาน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ สุดท้ายคืออาศัยน้ำที่ทางราชการนำมาแจกจ่าย

อันดับที่2 คือปัญหารายได้/เศรษฐกิจ วิธีการแก้ไขปัญหานี้ของกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่คือ วิธีการกู้ยืมเงินไม่ว่าจะเป็นการกู้ยืมเงินจากญาติ,เพื่อนบ้าน หรือสถานบันการเงินก็ตาม รองลงมาเป็นการหารายได้เสริมและใช้จ่ายอย่างประหยัด

อันดับที่3 คือปัญหาสุขภาพ เมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ กลุ่มตัวอย่างส่วนมากจะไปหาหมอ

5. เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า เพศชายมีความเครียดน้อยกว่าเพศหญิง และกลุ่มตัวอย่างที่ในครอบครัวมีสมาชิกตั้งแต่ 7 คนขึ้นไป มีความเครียดมากกว่ากลุ่มตัวอย่างที่ในครอบครัวมีสมาชิก 5-6 คน และ 4 คนลงมา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05

ส่วนกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุ รายได้และผลกระทบจากภัยแล้งที่แตกต่างกัน พบว่ามีคะแนนความเครียดไม่แตกต่างกัน ด้วยความเชื่อมั่น 95%

กลุ่มตัวอย่างที่ไม่เครียด จากการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างกลุ่มนี้ (ร้อยละ 11.7) มี วิธีการที่ทำให้ไม่เครียดเมื่อเวลามีปัญหา คือ การใช้หลักธรรม ไม่คิดมากและปล่อยวาง มากที่สุด และรองลงมาเป็นการพูดคุยกับสมาชิกภายในครอบครัว รวมถึงการฟังเพลง หรือ ดูโทรทัศน์

อภิปรายผล

เหตุที่กลุ่มตัวอย่างได้รับผลกระทบมากที่สุดในเรื่องของการขาดแคลนน้ำดื่ม น้ำใช้ และน้ำเพื่อการเกษตรและปัญหาความแห้งแล้งเป็นสาเหตุอันดับแรกที่ทำให้ประชาชนเกิดความเครียด ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าประชาชนส่วนใหญ่มีอาชีพทางการเกษตร ซึ่งต้องอาศัยน้ำจากธรรมชาติ เมื่อเกิดภาวะแห้งแล้งจากฝนทิ้งช่วงเป็นระยะเวลานาน ทำให้พืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหาย ส่งผลต่อรายได้และชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวเป็นอย่างมาก และกลุ่มตัวอย่างเกือบร้อยละ 90 ที่รู้สึกเครียด ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนที่สูงมาก แต่เมื่อใช้แบบประเมินและวิเคราะห์ความเครียดด้วยตนเองวัดระดับความเครียด พบว่าร้อยละ 10.0 มีความเครียดสูงกว่าปกติปานกลาง ซึ่งความเครียดในระดับนี้นับว่าค่อนข้างสูง การแก้ปัญหาค่อนข้างลำบากต้องใช้เวลามากและอาจมีผลกระทบต่อการทำงานได้ ส่วนกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 15.8 มี ความเครียดอยู่ในระดับสูงกว่าปกติมาก ความเครียดในระดับนี้ถือว่ามีความรุนแรงมากเสี่ยงต่อการมีปัญหาสุขภาพจิต

เพศชายและเพศหญิงมีภาวะความเครียดแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05 โดยเพศหญิงมีความเครียดสูงกว่าเพศชาย อาจเป็นเพราะว่าเพศหญิงมักจะมีความห่วงกังวลต่อเรื่องต่าง ๆ มากกว่าเพศชาย และมีความอดทนต่อความคับข้องใจ ความกดดันและความรุนแรงจากภาวะวิกฤตได้ค่อนข้างน้อย

และเมื่อศึกษากลุ่มตัวอย่างกับช่วงอายุ พบว่า กลุ่มอายุ 31-50 ปี มีความเครียดสูงกว่ากลุ่มอื่น แต่เมื่อทดสอบความแตกต่างของความเครียดในแต่ละกลุ่มอายุแล้วพบว่า ไม่มีความแตกต่างกันด้วยความเชื่อมั่น 95%

เหตุที่กลุ่มอายุ 31-50 ปี มีความเครียดสูงกว่ากลุ่มอื่น อาจเป็นเพราะว่า ภาวะวิกฤตภัยแล้งเป็นภาวะที่เกิดขึ้นมีระยะเวลามานานหลายเดือนส่งผลกระทบต่ออาชีพ หรือรายได้ ทำให้ผู้ที่อยู่ในวัยกลางคนลงมา ซึ่งเป็นวัยทำงานและมีภาระรับผิดชอบต่อผู้อื่นด้วย จึงมีความเครียดสูง ส่วนรายได้ พบว่ารายได้พอใช้และไม่พอใช้ มีผลต่อภาวะความเครียดไม่แตกต่างกัน

เมื่อพิจารณาผลกระทบจากภัยแล้งต่อภาวะเครียด แล้ว พบว่า ไม่มีความแตกต่างกัน อาจเป็นเพราะว่าผลกระทบที่ทุกคนได้รับจากภัยแล้งมีเหมือน ๆ กัน คือ การขาดแคลนน้ำ ไม่ว่าจะเป็นน้ำดื่ม น้ำใช้ หรือน้ำเพื่อการเกษตร

ส่วนสาเหตุของความเครียด พบว่า มาจากความแห้งแล้งเป็นส่วนใหญ่ ประเด็นนี้ส่งผลกระทบต่อรายได้หรือฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว เมื่อรายได้น้อย รายจ่ายมากก็ทำให้เกิดภาวะเครียดเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ฐานะทางเศรษฐกิจสำหรับคนส่วนมาก ยังหมายถึงความภูมิใจในคุณค่าแห่งตนเอง เมื่อเกิดความรู้สึกไม่มั่นคงทางการเงิน ทำให้บุคคลส่วนมากรู้สึกไม่มั่นใจในคุณค่าแห่งตนไปด้วย นอกจากนี้รายได้ยังมีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ การใช้ชีวิตของครอบครัวด้วย

วิธีการแก้ไขปัญหา เมื่อประสบปัญหาความแห้งแล้ง ประชาชนพยายามช่วยเหลือตนเองด้วยการซื้อน้ำ ขุดบ่อ ขุดสระ เพื่อหาน้ำมาใช้ หรือหาน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ การพึ่งน้ำที่ทางราชการนำมาแจกจ่ายนั้นเป็นวิธีสุดท้ายที่ประชาชนเลือก อาจเป็นเพราะว่าพื้นที่ที่ประสบภัยแล้งมีมาก แต่กำลังเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์ต่าง ๆ มีน้อย ไม่เพียงพอ และเกิดความล่าช้า ประชาชนจำต้องพึ่งตนเอง

ส่วนการแก้ปัญหาด้านรายได้/เศรษฐกิจ ประชาชนแก้ปัญหาโดยการกู้ยืมเงินจากญาติ เพื่อนบ้าน และสถาบันการเงินก่อน ส่วนการหารายได้เสริม และการใช้จ่ายอย่างประหยัด เป็นวิธีการแก้ไขอันดับรองลงไป อาจเป็นเพราะว่าประชาชนไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าภาวะฝนทิ้งช่วงจะนานแค่ไหน เมื่อประสบปัญหาด้านการเงิน จึงกู้ยืมจากญาติพี่น้อง เพื่อนบ้าน สถาบันการเงิน เพื่อแก้ปัญหา แต่เมื่อฝนทิ้งช่วงนานส่งผลกระทบต่ออาชีพและชีวิตความเป็นอยู่ ทำให้ประชาชนต้องหันมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจโดยตรง คือ การประหยัดค่าใช้จ่าย และหารายได้เพิ่มขึ้น และจะเห็นได้ว่า เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมาประชาชนพยายามช่วยเหลือแก้ไขปัญหาด้วยตนเองหรือปรึกษาขอความช่วยเหลือกับคนใกล้ชิดทั้งในครอบครัวและในชุมชน กระนั้นก็ตามยังมีประชาชนที่มีระดับความเครียดสูงในระดับที่เสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสุขภาพจิตได้

ข้อเสนอแนะ

1. ในการส่งเสริมสุขภาพจิตและป้องกันปัญหาสุขภาพจิตในภาวะวิกฤตภัยแล้งแก่ประชาชน ด้วยการให้ข้อมูลข่าวสารและความรู้ความเข้าใจในเรื่องสุขภาพจิต การปฏิบัติตัว การปรับตัว ปรับสภาพจิตใจ และการคลายเครียดด้วยวิธีต่าง ๆ ในรูปแบบต่าง ๆ ให้คำแนะนำ เป็นกำลังใจ ซึ่งเป็นการช่วยให้ประชาชนสามารถช่วยเหลือตนเองและบุคคลใกล้ชิดได้อย่างเหมาะสม

2. รณรงค์ให้คนใกล้ชิดหรือคนในครอบครัวดูแลสุขภาพจิตซึ่งกันและกัน และการจัดการกับปัญหาสุขภาพจิตได้อย่างเหมาะสม

3. ให้ความรู้แก่ผู้นำชุมชน และบุคลากรในท้องถิ่นที่สามารถช่วยดูแลสุขภาพจิตของประชาชนให้มากขึ้น เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. อสม. พระสงฆ์ หรือบุคคลที่ประชาชนให้ความเคารพนับถือ เป็นต้น

4. เผยแพร่บริการสุขภาพจิตของประชาชนแก่ชุมชน เช่น บริการให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ 1323 คลินิกให้การปรึกษา คลินิกคลายเครียด เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาสุขภาพจิต

5. ควรมีการสำรวจวิธีการแก้ปัญหาสุขภาพจิตของประชาชน เพื่อเป็นการส่งเสริมให้มีการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ในการแก้ปัญหาอย่างเหมาะสมต่อไป

เราเตรียมพร้อมทางร่างกาย และจิตใจ มากน้อยแค่ไหน ที่จะรับมือกับภัยแล้งที่จะมาถึงในอนาคตอีกในไม่ช้านี้?

การสำรวจครั้งนี้ สามารถใช้เป็นแนวทางให้กับประชาชน หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ได้ ตระหนักซ้ำ และเตรียมความพร้อมที่จะรับมือกับภัยทางธรรมชาติ ที่นับวันก็ยิ่งส่งผลกระทบต่อโลกของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และหนักข้อขึ้นเรื่อย ๆ ……


แหล่งข้อมูล :

การสำรวจภาวะความเครียดของประชาชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี จากภาวะวิกฤตภัยแล้ง โดย กลุ่มงานวิชาการสุขภาพจิต ศูนย์สุขภาพจิต4 สุราษฎร์ธานี กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

ภาพประกอบ : จาก Internet